Key Takeaways
คณะสัตวแพทยศาสตร์ คือ หลักสูตรการศึกษาผลิตบัณฑิตให้เป็นสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัย รักษา และป้องกันโรคในสัตว์ทุกประเภท โดยเส้นทางหลักในการสอบเข้าคือระบบ TCAS รอบที่ 3 Admission (กสพท) ซึ่งต้องใช้คะแนนสอบ TPAT1 วิชาเฉพาะแพทย์ ร่วมกับ A-Level อีก 7 วิชาหลัก ซึ่งในกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา) ที่มีสัดส่วนรวมสูงและเป็นตัวชี้ขาดสำคัญ ทำให้น้อง ๆ ต้องอาศัยความเข้าใจและวางแผนเก็บคะแนนวิชาเหล่านี้เอาไว้ตั้งแต่ชั้น ม.ปลาย ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สอบติดคณะในฝันและเป็นฐานความรู้ตลอดการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
Table of Contents
หลายคนที่รักสัตว์ ชอบเลี้ยงแมว ชอบเล่นกับน้องหมา มักมีความฝันอยากใส่เสื้อกาวน์คอยรักษาน้อง ๆ เหล่านี้ให้หายป่วย แต่เมื่อถึงเวลาต้องเตรียมตัวสอบเข้าคณะสัตวแพทย์จริง ๆ กลับพบว่าข้อมูลการเตรียมตัวมีเยอะมากจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าต้องเริ่มอ่านหนังสือจากตรงไหน และต้องเน้นคะแนนวิชาอะไรเป็นพิเศษบ้าง
สำหรับน้อง ๆ ที่อยากเรียนในสายนี้ สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญเพื่อไปให้ถึงจุดหมายได้สำเร็จ คือการเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ และต้องเข้าใจภาพรวมทั้งหมดของการสอบเข้า เพื่อช่วยลดความกังวลและทำให้สามารถวางแผนเก็บคะแนนได้อย่างตรงจุดมากขึ้น
คณะสัตวแพทย์เรียนอะไรบ้าง และต้องเรียนกี่ปี ?
สิ่งแรกที่น้อง ๆ ต้องรู้ก็คือ การเรียนในคณะสัตวแพทย์ไม่ใช่แค่การเล่นกับสัตว์เลี้ยงน่ารัก ๆ แต่คือการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการป้องกันโรค การวินิจฉัย และการรักษาความเจ็บป่วยของสัตว์ทุกชนิด ตั้งแต่สัตว์เลี้ยงในบ้าน สัตว์ปศุสัตว์ ไปจนถึงสัตว์ป่า โดยใช้เวลาเรียนทั้งหมด 6 ปีเต็ม ซึ่งแบ่งเส้นทางการเรียนรู้ตามโครงสร้างหลักสูตรออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่
- ชั้นพรีคลินิก (ปี 1 – ปี 3) เน้นปูพื้นฐานวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ซับซ้อน เช่น กายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา จุลชีววิทยา และเภสัชวิทยา เพื่อให้เข้าใจกลไกและระบบร่างกายของสัตว์แต่ละสายพันธุ์อย่างละเอียด
- ชั้นคลินิก (ปี 4 – ปี 6) ก้าวสู่การลงมือปฏิบัติจริงด้วยการตรวจรักษา การฝึกทำศัลยกรรมผ่าตัด การวินิจฉัยทางรังสีวิทยา รวมถึงการออกหน่วยฝึกงานภาคสนามในโรงพยาบาลสัตว์และฟาร์มปศุสัตว์ทั่วประเทศ
คณะสัตวแพทย์มีสาขาอะไรบ้าง และต่างจากการเรียนสายอื่นอย่างไร ?
น้อง ๆ หลายคนอาจคิดว่าเรียนสัตวแพทย์จบไปแล้วต้องเปิดคลินิกรักษาสุนัขและแมวเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว คณะสัตวแพทย์มีสาขาที่หลากหลายและครอบคลุมระบบเศรษฐกิจระดับประเทศ โดยสามารถแบ่งกลุ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ดังนี้
- สัตวแพทย์คลินิกสัตว์เล็ก เชี่ยวชาญการรักษาสัตว์เลี้ยงยอดนิยม เช่น สุนัข แมว โดยสามารถเรียนต่อเฉพาะทางลึกลงไปได้อีก เช่น หมอโรคหัวใจสัตว์ หรือหมอศัลยกรรมกระดูก
- สัตวแพทย์คลินิกสัตว์ปศุสัตว์และสัตว์ใหญ่ เน้นดูแลสุขภาพสัตว์ในอุตสาหกรรมอาหารและฟาร์มขนาดใหญ่ เช่น โคนม โคเนื้อ สุกร ม้า และสัตว์ปีก
- สัตวแพทย์สัตว์ป่าและสัตว์แปลก หรือ Exotic Pets ทำงานในสวนสัตว์ ศูนย์อนุรักษ์ หรือคลินิกเฉพาะทางเพื่อรักษา กระต่าย เต่า นก งู หรือสัตว์ท้องถิ่นหายาก
- สัตวแพทย์สาธารณสุข ทำงานในหน่วยงานรัฐเพื่อควบคุมการระบาดของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น โรคพิษสุนัขบ้า หรือไข้หวัดนก รวมถึงตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของเนื้อสัตว์ก่อนส่งออกไปจำหน่าย
เปรียบเทียบ เทคนิคการสัตวแพทย์กับสัตวแพทย์ เรียนเหมือนกันไหม ?
นอกจากคณะสัตวแพทย์แล้ว ยังมีการเรียนเทคนิคการสัตวแพทย์ ซึ่งอ่านเผิน ๆ หลักสูตรคล้ายกัน จนทำให้หลายคนมักสับสนระหว่างการเรียนของทั้งสองสาขานี้ แม้จะทำงานใกล้ชิดกันในโรงพยาบาลสัตว์หรือห้องแล็บ แต่จุดโฟกัสของหลักสูตร บทบาทหน้าที่ และระยะเวลาเรียนนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้
| หัวข้อ | สัตวแพทยศาสตร์ (Veterinary Medicine) | เทคนิคการสัตวแพทย์ (Veterinary Technology) |
| ระยะเวลาหลักสูตร | เรียน 6 ปี | เรียน 4 ปี |
| วุฒิการศึกษาที่ได้รับ | สัตวแพทยศาสตรบัณฑิต (สพ.บ.) | วิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) |
| หน้าที่หลัก | ตรวจวินิจฉัยโรค สั่งจ่ายยา ทำศัลยกรรมผ่าตัด และเซ็นรับรองเอกสารทางการแพทย์ | พยาบาลสัตว์ป่วย เก็บตัวอย่างเลือด/ปัสสาวะ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ และเอกซเรย์ |
| ใบประกอบวิชาชีพ | ต้องสอบใบประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง | ไม่สามารถวินิจฉัยหรือสั่งยาได้ ต้องทำงานภายใต้สัตวแพทย์ |
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายที่สุด สัตวแพทย์จะรับบทบาทเป็นคุณหมอ ผู้มีอำนาจตัดสินใจและชี้ขาดแผนการรักษาในขณะที่สายเทคนิคการสัตวแพทย์เปรียบเสมือนพยาบาลและนักเทคนิคการแพทย์ ซึ่งเป็นข้อต่อสำคัญที่คอยเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ ตรวจผลเลือดในห้องแล็บ และดูแลสัตว์ป่วยอย่างใกล้ชิด ซึ่งทั้งสองตำแหน่งต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์กที่ขาดกันไม่ได้ในโรงพยาบาลสัตว์
มหาวิทยาลัยยอดฮิตที่เปิดสอนคณะสัตวแพทย์
ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำในประเทศไทยที่เปิดสอนหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต และได้รับการรับรองมาตรฐานจากสัตวแพทยสภา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของเด็ก ม.ปลาย ทั่วประเทศ ได้แก่
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสัตวแพทยศาสตร์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์
- มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสัตวแพทยศาสตร์
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะสัตวแพทยศาสตร์
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะสัตวแพทยศาสตร์
- มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์
รอบการรับสมัคร TCAS คณะสัตวแพทย์ เปิดรับรอบไหนบ้าง ?
การสอบเข้าคณะสัตวแพทย์ผ่านระบบ TCAS จะเปิดรับสมัครทั้งหมด 3 รอบหลัก ซึ่งแต่ละรอบจะมีเกณฑ์การคัดกรองที่ตอบโจทย์นักเรียนต่างสไตล์กัน ดังนี้
รอบที่ 1 Portfolio
เหมาะกับนักเรียนที่มีแฟ้มสะสมผลงานที่ชัดเจนและโดดเด่น เช่น มีผลงานประดิษฐ์หรือนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ระดับประเทศ มีคะแนนทดสอบภาษาอังกฤษสากล (IELTS / TOEFL) ตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือมีใบรับรองผ่านการฝึกงานสังเกตการณ์ในคลินิกรักษาสัตว์
รอบที่ 2 Quota
มุ่งเน้นเปิดโอกาสให้นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนเขตพื้นที่บริการของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ รวมถึงโควตาโครงการพิเศษ เช่น โครงการความร่วมมือเพื่อผลิตสัตวแพทย์ลงสู่พื้นที่ชนบท
รอบที่ 3 Admission ผ่านระบบ กสพท
สนามแข่งขันหลักที่เปิดรับสัดส่วนจำนวนนิสิตนักศึกษาใหม่เยอะที่สุดในแต่ละปี เปิดกว้างให้นักเรียนจากทุกโรงเรียนทั่วประเทศยื่นคะแนนสอบส่วนกลางมาวัดผลประชันกันโดยตรง
อยากติดคณะสัตวแพทย์ ต้องสอบอะไรบ้าง ?
สำหรับผู้ที่ตั้งเป้าหมายในรอบ Admission ของกลุ่ม กสพท จะต้องวางแผนกลยุทธ์การอ่านหนังสือให้ตรงกับโครงสร้างข้อสอบ โดยสัดส่วนคะแนน 100% มาจาก 2 ส่วน ดังนี้
- วิชา TPAT1 (วิชาเฉพาะ กสพท) ค่าน้ำหนัก 30% : วัดทักษะเชาวน์ปัญญา จริยธรรมทางการแพทย์ และความสามารถในการอ่านจับใจความเชื่อมโยง
- วิชา A-Level (7 วิชาสามัญ) ค่าน้ำหนัก 70% : ต้องสอบครบทั้ง คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, ภาษาอังกฤษ, ภาษาไทย และสังคมศึกษา
หมายเหตุ : ค่าน้ำหนักและสัดส่วนคะแนนอาจเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้ติดตามตามประกาศของแต่ละปีอย่างใกล้ชิด
จุดชี้วัดที่ต้องรู้ : เงื่อนไขสำคัญของ กสพท คือคะแนน A-Level ในแต่ละวิชา มีคะแนนขั้นต่อระบุเอาไว้ในปีการศึกษานั้น ๆ เช่น ห้ามต่ำกว่า 30 คะแนน มิเช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ทันทีแม้คะแนนรวมวิชาอื่นจะสูงมากก็ตาม และเมื่อเจาะลึกสัดส่วนคะแนนในกลุ่ม A-Level จะพบว่า กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา) มีสัดส่วนรวมสูงและเป็นตัวชี้ขาดสำคัญ
การสอบเข้าคณะสายการแพทย์ สิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือวิชาที่กินสัดส่วนคะแนนสูงที่สุดอย่างชีววิทยา เคมี และฟิสิกส์ ซึ่งไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อการทำคะแนนในข้อสอบ A-Level เท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญที่ต้องนำไปใช้ต่อยอดตลอดการเรียนพรีคลินิกใน 3 ปีแรก ทำให้ต้องมีพื้นฐานที่แน่นและเข้าใจอย่างแท้จริง
อย่าปล่อยให้เนื้อหาที่เยอะและซับซ้อนมาเป็นอุปสรรคต่อความฝัน เตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้าด้วยการสรุปเนื้อหาชีวะ ม.ปลาย, เคมี ม.ปลาย และฟิสิกส์ ม.ปลาย ที่รวบรวมทุกบทเรียนสำคัญ เรียบเรียงใหม่ให้เข้าใจง่าย เห็นภาพรวมชัดเจน พร้อมเทคนิคการจำที่นำไปใช้ในห้องสอบได้จริงจาก OnDemand ช่วยให้ประหยัดเวลาอ่านหนังสือและทำคะแนนได้ตามเป้าหมาย
สอบถามรายละเอียดและสมัครเรียนได้เลย
- Add Line : Ondemand Education
- โทรศัพท์ : 02-251-9456 (08.00-20.00)
ข้อมูลอ้างอิง
- หลักสุตรปริญญาตรี : สัตวแพทยศาสตรบัณฑิต. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 จาก https://www.vet.chula.ac.th/ac_std_bachelor#std-bachelor
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคณะสัตวแพทย์ (FAQs)
Q: หากมีภาวะตาบอดสีสามารถสมัครเรียนคณะสัตวแพทย์ได้หรือไม่ ?
A: ผู้มีภาวะตาบอดสีอาจไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติของหลายมหาวิทยาลัย ควรตรวจสอบประกาศของแต่ละสถาบันโดยตรง
Q: เรียนจบสัตวแพทยศาสตร์แล้ว สามารถเปิดคลินิกของตัวเองได้ทันทีเลยหรือไม่ ?
A: เมื่อสำเร็จการศึกษาและสอบผ่านได้ใบประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นหนึ่งแล้ว จะมีสิทธิ์เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์ตามกฎหมายได้ทันที อย่างไรก็ตาม สัตวแพทย์จบใหม่ส่วนใหญ่นิยมเข้าทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในโรงพยาบาลสัตว์ขนาดใหญ่ก่อนประมาณ 1 – 3 ปี เพื่อฝึกฝนฝีมือการผ่าตัดและเคสยาก ๆ ก่อนออกมาเปิดคลินิกส่วนตัว
Q: เรียนสายศิลป์-คำนวณ หรือสายศิลป์-ภาษา มีสิทธิ์สมัครสอบเข้าคณะสัตวแพทย์หรือไม่ ?
A: ในระบบ TCAS รอบที่ 3 Admission (กสพท.) เปิดกว้างให้เด็กจากทุกสายการเรียนสามารถสมัครสอบได้ตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติจริงผู้เรียนสายศิลป์จะต้องเสียเปรียบอย่างมากในการทำข้อสอบ A-Level กลุ่มวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา) รวมถึงหากสอบติดเข้าไปได้ การเรียนชั้นปีที่ 1 – 3 จะเข้มข้นด้วยเนื้อหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับสูง หากไม่มีพื้นฐานวิทย์-คณิตที่แข็งแรงอาจทำให้เรียนไม่จบหลักสูตร



