Key Takeaways:
รวบรวมสูตรคณิตศาสตร์ ม.4 เทอม 2 ครบถ้วนทั้ง 3 บทหลัก ได้แก่ เรขาคณิตวิเคราะห์และภาคตัดกรวย, ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน, และ เมทริกซ์ เรขาคณิตวิเคราะห์และภาคตัดกรวย: เน้นจำรูปแบบสมการมาตรฐานจุดศูนย์กลาง โฟกัส ความชัน และเงื่อนไขเส้นตรง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน: แม่นยำการหาโดเมน-เรนจ์ ฟังก์ชันผกผัน และฟังก์ชันประกอบ (Composite Function) เมทริกซ์: เข้าใจสมบัติของ Det, การหา Inverse Matrix และการแก้ระบบสมการด้วยกฎของเครเมอร์ (Cramer’s Rule) เหมาะสำหรับการทบทวนก่อนสอบกลางภาค สอบปลายภาค และเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับข้อสอบ A-Level คณิตศาสตร์ 1 และ 2
Table of Contents
การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เทอม 2 ถือเป็นรอยต่อที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนสายวิทยศาสตร์-คณิตศาสตร์ และสายศิลป์คำนวณ เนื่องจากเนื้อหาจะเริ่มเปลี่ยนจากพีชคณิตพื้นฐานไปสู่คณิตศาสตร์เชิงวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ บทเรียนทั้ง 3 บทหลัก ได้แก่ เรขาคณิตวิเคราะห์และภาคตัดกรวย, ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน, และ เมทริกซ์ ต่างเป็นรากฐานที่ต้องนำไปใช้ต่อในระดับชั้น ม.5 และ ม.6 รวมถึงข้อสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เช่น A-Level และ TPAT การมี สรุปสูตร ม.4 ที่รวบรวมไว้อย่างเป็นระบบจะช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนและทำคะแนนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สมัครเรียนคอร์สคณิตศาสตร์ ม.ปลาย : Pack 2 คณิตศาสตร์ ม.ปลาย (8205-8207) กับ OnDemand
รวมสูตรบทที่ 1: เรขาคณิตวิเคราะห์และภาคตัดกรวย (Analytic Geometry and Conic Sections)
เนื้อหาในบทนี้จะเน้นการใช้วิธีการทางพีชคณิตมาแก้ปัญหาทางเรขาคณิตบนระบบพิกัดฉาก (x, y) โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักดังนี้:
สูตรพื้นฐานเรขาคณิตวิเคราะห์
สูตรพื้นฐานที่ต้องใช้ในการหาตำแหน่ง ความชัน และระยะห่างบนระนาบพิกัดฉาก:
|
หัวข้อ |
สูตรคณิตศาสตร์ (KaTeX) |
คำอธิบายและเงื่อนไข |
|---|---|---|
|
ระยะห่างระหว่างจุด 2 จุด |
d = \sqrt{(x_2 – x_1)^2 + (y_2 – y_1)^2} |
หาความยาวเส้นตรงระหว่างจุด (x_1, y_1) และ (x_2, y_2) |
|
จุดกึ่งกลางระหว่างจุด 2 จุด |
[(\bar{x}, \bar{y}) = \left(\frac{x_1 + x_2}{2}, \frac{y_1 + y_2}{2}\right)][/katex] |
พิกัดจุดกึ่งกลางของส่วนของเส้นตรง |
|
จุดแบ่งเส้นตรงอัตราส่วน m:n |
[(x, y) = \left(\frac{nx_1 + mx_2}{m+n}, \frac{ny_1 + my_2}{m+n}\right)][/katex] |
การคูณสลับสัดส่วนกับพิกัดจุดปลาย |
|
ความชันของเส้นตรง (m) |
m = \frac{y_2 – y_1}{x_2 – x_1} = \tan\theta |
\theta คือมุมที่ทำกับแกน X ในทิศทวนเข็มนาฬิกา |
|
เส้นตรงขนานกัน |
m_1 = m_2 |
ความชันของเส้นตรงทั้งสองเส้นเท่ากัน |
|
เส้นตรงตั้งฉากกัน |
m_1 \cdot m_2 = -1 |
ผลคูณความชันเท่ากับ -1 |
|
ระยะห่างจากจุดถึงเส้นตรง |
d = \frac{|Ax_1 + By_1 + C|}{\sqrt{A^2 + B^2}} |
สำหรับเส้นตรง Ax + By + C = 0 และจุด (x_1, y_1) |
|
ระยะห่างระหว่างเส้นคู่ขนาน |
d = \frac{|C_1 – C_2|}{\sqrt{A^2 + B^2}} |
สำหรับเส้นตรง Ax + By + C_1 = 0 และ Ax + By + C_2 = 0 |
สูตรภาคตัดกรวย 4 รูปทรงหลัก
รูปทรงใน ภาคตัดกรวย เกิดจากการตัดกรวยกลมตรงด้วยระนาบในมุมต่างๆ ได้แก่ วงกลม พาราโบลา วงรี และไฮเพอร์โบลา:
- วงกลม (Circle)
- สมการมาตรฐาน: (x-h)^2 + (y-k)^2 = r^2 (จุดศูนย์กลางอยู่ที่ (h,k) รัศมี r)
- สมการทั่วไป: x^2 + y^2 + Dx + Ey + F = 0
- จุดศูนย์กลาง: (h,k) = \left(-\frac{D}{2}, -\frac{E}{2}\right)
- ความยาวรัศมี: r = \frac{\sqrt{D^2 + E^2 – 4F}}{2}
- พาราโบลา (Parabola)
- แกนตั้ง (กราฟหงาย/คว่ำ): (x-h)^2 = 4c(y-k)
- ถ้า c > 0 กราฟหงาย, ถ้า c < 0 กราฟคว่ำ
- จุดโฟกัส: (h, k+c), เส้นไดเรกตริกซ์: y = k-c
- แกนนอน (กราฟตะแคงขวา/ซ้าย): (y-k)^2 = 4c(x-h)
- ถ้า c > 0 เปิดขวา, ถ้า c < 0 เปิดซ้าย
- จุดโฟกัส: (h+c, k), เส้นไดเรกตริกซ์: x = h-c
- ความยาวลาตัสเรกตัม (Latus Rectum): |4c|
- วงรี (Ellipse)
ความสัมพันธ์ของค่าตัวแปรสำคัญ: a^2 = b^2 + c^2 โดยที่ a > b (a คือความยาวครึ่งแกนเอก, b คือความยาวครึ่งแกนโท, c คือระยะโฟกัส)
- แกนเอกขนานแกน X (วงรีนอน): \frac{(x-h)^2}{a^2} + \frac{(y-k)^2}{b^2} = 1
- จุดโฟกัส: (h \pm c, k), จุดยอด: (h \pm a, k)
- แกนเอกขนานแกน Y (วงรีตั้ง): \frac{(x-h)^2}{b^2} + \frac{(y-k)^2}{a^2} = 1
- จุดโฟกัส: (h, k \pm c), จุดยอด: (h, k \pm a)
- ความเยื้องศูนย์กลาง (Eccentricity): e = \frac{c}{a} โดยที่ 0 < e < 1
- ความยาวลาตัสเรกตัม: \frac{2b^2}{a}
- ไฮเพอร์โบลา (Hyperbola)
ความสัมพันธ์ของค่าตัวแปรสำคัญ: c^2 = a^2 + b^2 (c คือระยะจากจุดศูนย์กลางถึงโฟกัส)
- แกนตามขวางขนานแกน X: \frac{(x-h)^2}{a^2} – \frac{(y-k)^2}{b^2} = 1
- จุดโฟกัส: (h \pm c, k), สมการเส้นกำกับ (Asymptotes): y – k = \pm \frac{b}{a}(x – h)
- แกนตามขวางขนานแกน Y: \frac{(y-k)^2}{a^2} – \frac{(x-h)^2}{b^2} = 1
- จุดโฟกัส: (h, k \pm c), สมการเส้นกำกับ (Asymptotes): y – k = \pm \frac{a}{b}(x – h)
รวมสูตรบทที่ 2: ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน (Relation and Function)
บทเรียน ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน เน้นการทำความเข้าใจนิยาม การหาขอบเขตของข้อมูล และการแปลงฟังก์ชันเพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์:
โดเมน (Domain) และเรนจ์ (Range)
ผลคูณคาร์ทีเซียน: A \times B = \{(a,b) \mid a \in A \text{ และ } b \in B\}
- โดเมน (D_r): เซตของสมาชิกตัวหน้า x ทั้งหมด
- เทคนิคการหา: จัดสมการในรูป y = f(x) แล้วพิจารณาค่า x ที่ทำให้ y หาค่าได้
- กรณีเศษส่วน: ตัวหารต้องไม่เท่ากับ 0 เช่น y = \frac{1}{g(x)} \implies g(x) \neq 0
- กรณีติดรากที่สอง: ค่าใต้รูทต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 0 เช่น y = \sqrt{g(x)} \implies g(x) \ge 0
- เรนจ์ (R_r): เซตของสมาชิกตัวหลัง y ทั้งหมด
- เทคนิคการหา: จัดสมการในรูป x = g(y) แล้วพิจารณาค่า y ที่เป็นไปได้ทั้งหมด
ฟังก์ชันผกผัน และ ฟังก์ชันประกอบ
- ฟังก์ชันผกผัน (Inverse Function, f^{-1}):
คือฟังก์ชันที่เกิดจากการสลับตำแหน่งระหว่างตัวหน้าและตัวหลัง: f(x) = y \iff f^{-1}(y) = x
สมบัติสำคัญ: D_{f^{-1}} = R_f และ R_{f^{-1}} = D_f - ฟังก์ชันประกอบ (Composite Function):
(g \circ f)(x) = g(f(x)) ซึ่งจะหาได้เมื่อ R_f \cap D_g \neq \emptyset
สมบัติสำคัญที่ต้องจำ:
- (f \circ f^{-1})(x) = x และ (f^{-1} \circ f)(x) = x
- (f \circ g)^{-1}(x) = (g^{-1} \circ f^{-1})(x) (ต้องสลับลำดับฟังก์ชันผกผัน)
รวมสูตรบทที่ 3: เมทริกซ์ (Matrix)
เมทริกซ์ คือกลุ่มของจำนวนที่จัดเรียงเป็นแถวและหลัก ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการจัดการข้อมูลและการแก้ระบบสมการเชิงเส้น:
คุณสมบัติการดำเนินการ ทรานสโพส และดีเทอร์มิแนนต์
- การคูณเมทริกซ์: A_{m \times n} \cdot B_{n \times p} = C_{m \times p} (สามารถคูณกันได้เมื่อจำนวนหลักของตัวหน้าเท่ากับจำนวนแถวของตัวหลัง และโดยทั่วไป AB \neq BA)
- เมทริกซ์สลับเปลี่ยน (Transpose – A^T):
- (A^T)^T = A
- (A + B)^T = A^T + B^T
- (kA)^T = kA^T (เมื่อ k เป็นค่าคงที่)
- (AB)^T = B^T A^T
- ดีเทอร์มิแนนต์ (Determinant – \det(A)):
- มิติ 2 \times 2: สำหรับ A = \begin{bmatrix} a & b \\ c & d \end{bmatrix} จะได้ \det(A) = ad – bc
- มิติ 3 \times 3: ใช้เทคนิคต่อ 2 หลัก แล้วคำนวณแบบ “คูณลงบวก คูณขึ้นลบ”
- สมบัติของ Det ที่ออกสอบบ่อย:
- \det(AB) = \det(A) \cdot \det(B)
- \det(A^T) = \det(A)
- \det(kA) = k^n \det(A) (เมื่อ n คือมิติของเมทริกซ์จัตุรัส n \times n)
- \det(A^{-1}) = \frac{1}{\det(A)} (เมื่อ \det(A) \neq 0)
- \det(I) = 1 และ \det(\mathbf{0}) = 0
เมทริกซ์ผกผัน (Inverse Matrix) และกฎของเครเมอร์
- อินเวอร์สของเมทริกซ์มิติ 2 \times 2:
A^{-1} = \frac{1}{\det(A)} \begin{bmatrix} d & -b \\ -c & a \end{bmatrix} โดยเงื่อนไขคือ \det(A) \neq 0 (ถ้า \det(A) = 0 เรียกว่าเมทริกซ์เอกฐาน หรือ Singular Matrix จะไม่มีอินเวอร์ส) - อินเวอร์สของเมทริกซ์มิติ n \times n:
A^{-1} = \frac{1}{\det(A)} \text{adj}(A) โดยที่ \text{adj}(A) = (C_{ij})^T (ทรานสโพสของเมทริกซ์โคแฟกเตอร์) - กฎของเครเมอร์ (Cramer’s Rule):
ในการแก้ระบบสมการเชิงเส้น AX = B คำตอบของตัวแปรตัวที่ i หาได้จาก:
x_i = \frac{\det(A_i)}{\det(A)}
โดยที่ A_i คือเมทริกซ์ A ที่ถูกแทนที่หลักที่ i ด้วยเมทริกซ์หลักค่าคงที่ B
สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม
- Add Line : Ondemand Education
- โทรศัพท์ : 02-251-9456 (08.00-20.00)
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q: บทไหนใน สูตรคณิตศาสตร์ ม.4 เทอม 2 ที่ออกสอบเยอะที่สุด?
A: ในข้อสอบปลายภาคและข้อสอบ A-Level บท ภาคตัดกรวย และ เมทริกซ์ มักจะมีสัดส่วนคะแนนสูงที่สุด โดยภาคตัดกรวยจะเน้นโจทย์ประยุกต์จัดรูปสมการ ส่วนเมทริกซ์เน้นการประยุกต์สมบัติของ Det และการแก้ระบบสมการ
Q: ทำไมสูตร ภาคตัดกรวย สับสนง่าย มีวิธีจำอย่างไร?
A: ให้จำเปรียบเทียบจุดเชื่อมโยงของสมการ เช่น ความสัมพันธ์ของตัวแปร a, b, c: ในวงรี a ยาวที่สุด (a^2 = b^2 + c^2) แต่ในไฮเพอร์โบลา c ยาวที่สุด (c^2 = a^2 + b^2) และควรวาดรูปคร่าวๆ ประกอบการทำโจทย์เสมอ
Q: มีเทคนิคการจำ สูตรคณิตศาสตร์ ม.4 เทอม 2 อย่างไรให้แม่นยำ?
A: ควรทำสรุปย่อด้วยลายมือตนเอง ทบทวนสมบัติสำคัญของแต่ละบท และฝึกทำแบบฝึกหัดจริงอย่างน้อย 20–30 ข้อต่อหัวข้อ เพื่อให้จดจำและดึงสูตรมาใช้ได้ทันทีในการสอบ

ทีมวิชาการและแนะแนวการศึกษา OnDemand | OnDemand Academic & Career Advisory Team
ทีมพี่ ๆ ติวเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทย์-คณิต และการเตรียมสอบ TCAS (TGAT, TPAT, A-Level) ประสบการณ์กว่า 18 ปี พร้อมดูแลน้อง ๆ ในสไตล์แบบ “”พี่สอนน้อง”” ที่เน้นความเข้าใจจริง เทคนิคทำโจทย์แม่นยำ เป็นพาร์ตเนอร์ทางการศึกษาที่น่าเชื่อถือของน้อง ๆ และผู้ปกครอง


