Key Takeaways:
รากฐานของวิชาเคมีที่ห้ามมองข้าม พันธะเคมี คือแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอมที่เกิดขึ้นเพื่อให้ธาตุมีความเสถียร การเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่บทเรียนวิชาเคมีอื่น ๆ ที่ยากขึ้น การปูพื้นฐานเรื่องพันธะเคมีให้แม่นยำตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นก้าวสำคัญสู่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยและคณะในฝัน
Table of Contents
เคล็ดลับเคมี ม.ปลาย: เจาะลึก “พันธะเคมี” เรื่องยากที่จะกลายเป็นเรื่องง่าย!
วิชาเคมี ถือเป็นหนึ่งในยาขมของน้อง ๆ ม.ปลาย แผนการเรียนวิทย์-คณิตหลายคน ด้วยเนื้อหาที่ต้องความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและสูตรที่ต้องจำอีกมากมาย รวมถึงความซับซ้อนของอะตอมที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและยากจะจินตนาการ จึงไม่แปลกใจวิชานี้จะสร้างความปวดหัวให้กับนักเรียน รวมถึงสร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองที่อยากเห็นลูก ๆ ประสบความสำเร็จในเส้นทางการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และในบรรดาเนื้อหาทั้งหมด พันธะเคมี ถือเป็นหนึ่งในรากฐานที่สำคัญ หากน้อง ๆ สามารถปลดล็อกและทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง การเรียนเคมีในบทต่อ ๆ ไป เช่น เคมีอินทรีย์ หรือพอลิเมอร์ จะกลายเป็นเรื่องสนุกและง่ายขึ้นทันที
พันธะเคมี คืออะไร? ทำไมอะตอมต้องรวมตัวกัน
ธาตุส่วนใหญ่ในธรรมชาติ (ยกเว้นแก๊สเฉื่อยหรือธาตุหมู่ 8) จะไม่ชอบอยู่เป็นอะตอมเดี่ยว ๆ เนื่องจากยังไม่มีความเสถียร ตาม “กฎออกเตต” (Octet Rule) ที่ระบุว่า อะตอมของธาตุต่าง ๆ จะพยายามทำให้อิเล็กตรอนวงนอกสุด (Valence Electron) ของตัวเองมีจำนวนครบ 8 ตัว เพื่อให้เสถียรเหมือนแก๊สเฉื่อย ดังนั้น อะตอมจึงต้องสร้าง พันธะเคมี (Chemical Bond) ซึ่งก็คือแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม เพื่อให้อยู่รวมกันเป็นโมเลกุลหรือสารประกอบได้อย่างมั่นคง โดยประเภทของ พันธะเคมี จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ พันธะโลหะ พันธะไอออนิก และ พันธะโคเวเลนต์ แต่สองพันธะหลังนี้คือตัวเอกพบในข้อสอบ เคมี ม.ปลาย เสมอ
พันธะไอออนิก: พันธะสายเปย์ ทฤษฎีแห่งการ “ให้และรับ” อิเล็กตรอน
พันธะไอออนิก (Ionic Bond): พันธะเคมีแห่งการ “ให้และรับ”
พันธะไอออนิก เกิดจากการรวมตัวกันระหว่างไอออนบวกและไอออนลบ โดยธาตุโลหะ (มักอยู่ฝั่งซ้ายของตารางธาตุ) ชอบจ่ายอิเล็กตรอน กลายเป็น “ไอออนบวก” และธาตุอโลหะ (อยู่ฝั่งขวาของตารางธาตุ) ชอบรับอิเล็กตรอนกลายเป็น “ไอออนลบ” เมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นบวก และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลบ จึงเกิดแรงดึงดูดทางไฟฟ้าระหว่างไอออนบวกและไอออนลบยึดเหนี่ยวกันกลายเป็นสารประกอบไอออนิก
- คุณสมบัติเด่น: มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงมาก ในสถานะของแข็งจะไม่นำไฟฟ้า แต่ถ้าหลอมเหลวหรือละลายน้ำจะแตกตัวเป็นไอออนและนำไฟฟ้าได้ดี
- ตัวอย่าง: เกลือแกงหรือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) โซดาแอชหรือโซเดียมคาร์บอเนต (Na2CO3)
วัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ (Born-Haber Cycle) เส้นทางพลังงานของพันธะไอออนิก
เมื่อพูดถึงการเกิดพันธะไอออนิก หลายคนอาจจะคิดว่ามันเกิดขึ้นง่าย ๆ แค่โลหะให้อิเล็กตรอนแล้วอโลหะรับไป แต่ในความเป็นจริงแล้วกว่าสารประกอบไอออนิกจะเกิดเป็นผลึกได้นั้น จะต้องผ่านแผนผังพลังงานที่ซับซ้อนซึ่งเราเรียกว่า วัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ วัฏจักรนี้คือการอธิบายขั้นตอนพลังงานในการเปลี่ยนธาตุตั้งต้นให้สามารถสร้างพันธะเคมีและเกิดเป็นสารประกอบไอออนิกได้ โดยแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ๆ ที่น้อง ๆ ต้องจำชื่อและประเภทพลังงานให้แม่น
- พลังงานการระเหิด (Sublimation Energy:ΔHs) การดูดพลังงานเพื่อเปลี่ยนโลหะจากของแข็งให้เป็นแก๊ส
- พลังงานการสลายพันธะ (Dissociation Energy:D) การดูดพลังงานสลายพันธะของแก๊สอโลหะให้เป็นอะตอมเดี่ยว
- พลังงานไอโอไนเซชัน (Ionization Energy:IE) การดูดพลังงานเพื่อดึงอิเล็กตรอนออกจากโลหะในสถานะแก๊สให้กลายเป็นไอออนบวก
- สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน (Electron Affinity:EA) การคายพลังงานเพื่อให้อโลหะในสถานะแก๊สรับอิเล็กตรอนกลายเป็นไอออนลบ
- พลังงานแลตทิส (Lattice Energy:U) การคายพลังงานเพื่อให้ไอออนบวกและไอออนลบในสถานะแก๊สมารวมตัวกันกลายเป็นผลึกของแข็ง
ดังตัวอย่าง
การดูดและคายพลังงานของวัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ มีทริคในการจำง่าย ๆ โดยให้ยึดหลักการ “ดูดสลาย คายสร้าง” คือ ขั้นตอนสลายพันธะจะเป็นการดูดพลังงาน และขั้นตอนสร้างพันธะจะเป็นการคายพลังงาน
แกะรอยข้อสอบ “วัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์”
หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจขั้นตอนพลังงานทั้ง 5 ขั้นของ วัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ กันไปแล้ว คราวนี้เราลองมาดูวิธีรับมือกับแนวข้อสอบจริงในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกัน
โจทย์: กำหนดค่าพลังงานต่าง ๆ ในการเกิดสารประกอบโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ดังนี้:
- พลังงานการระเหิดของ Na(s) = +107 kJ/mol
- พลังงานไอออไนเซชันลำดับที่ 1 (IE1) ของ Na(g) = +496 kJ/mol
- พลังงานการสลายพันธะของ Cl2(g) = +242 kJ/mol
- สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน (EA) ของ Cl(g) = +349 kJ/mol
- พลังงานรวมในการเกิดสารประกอบไอออนิก NaCl = -412 kJ/mol
จงคำนวณหาพลังงานแลตทิซในการเกิดสารประกอบ NaCl 1 โมล
- 17 kJ
- 454 kJ
- -787 kJ
- -908 kJ
- -1,485 kJ
เฉลยและการวิเคราะห์วิธีคิด:
ΔHf = ΔHs + IE1 + 12D – EA1 + U
-412 = 107 + 496 + 12(242) – 349 + U
U = -787 kJ/mol
ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 3
ข้อสังเกต: พลังงานการสลายพันธะของ Cl2 จะคูณด้วย 12 เนื่องจาก Cl2 1 โมลจะสลายตัวให้ Cl 2 โมล แต่ในการเกิดสารประกอบ NaCl จะใช้ Cl เพียง 1 โมล จึงใช้พลังงานในการสลายพันธะเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดตายที่น้อง ๆ มักจะพลาดในข้อสอบบทพันธะเคมี ทริคก็คือให้สังเกตเลขห้อยของสารที่เราต้องการและทำตัวสารตั้งต้นให้เป็นเลขเดียวกันทั้งหมด ข้อสอบเรื่องวัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ ก็จะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป
ความมหัศจรรย์ของ “พันธะไอออนิก” กับการละลายน้ำ
เมื่อพูดถึงสารประกอบที่เกิดจากพันธะเคมีแบบไอออนิก ภาพจำของหลายคนคือเกลือแกงที่ละลายน้ำได้ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว สารประกอบไอออนิกไม่ได้ละลายน้ำได้ดีทุกชนิด และกระบวนการละลายน้ำยังมีเรื่องของ “พลังงาน” เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างน่าทึ่งอีกด้วย
- พลังงานกับการละลายน้ำของสารประกอบไอออนิก
การที่สารประกอบไอออนิกจะแตกตัวและละลายน้ำได้จะต้องผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน 2 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้:
- ขั้นตอนที่ 1: พลังงานแลตทิซ (Lattice Energy) คือพลังงานที่ต้องใช้ในการสลายแรงยึดเหนี่ยวระหว่างไอออนบวกและไอออนลบในโครงผลึกของสารประกอบ เพื่อแยกให้ออกจากกันเป็นไอออนในสถานะแก๊ส (ขั้นนี้เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน) ดังสมการ AB(s) → A+(g) + B–(g)
- ขั้นตอนที่ 2: พลังงานไฮเดรชัน (Hydration Energy) คือพลังงานที่คายออกมาเมื่อโมเลกุลของน้ำเข้าไปล้อมรอบไอออนบวกและไอออนลบเหล่านั้น (ขั้นนี้เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน) ดังสมการ A+(g) + B– → A+(aq) + B–(aq)
การละลายน้ำของสารประกอบไอออนิกจะเป็นได้ทั้งแบบดูดความร้อนและคายความร้อน ขึ้นอยู่กับพลังงานแต่ละชนิด ดังตาราง
พลังงาน | การเปลี่ยนแปลงพลังงาน | การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสารละลาย |
แลตทิซ > ไฮเดรชัน | ดูดพลังงาน | อุณหภูมิลดลง |
แลตทิซ < ไฮเดรชัน | คายพลังงาน | อุณหภูมิเพิ่มขึ้น |
แลตทิซ = ไฮเดรชัน | ไม่เปลี่ยนแปลง | อุณหภูมิคงที่ |
แลตทิซ >> ไฮเดรชัน | ไม่ละลายน้ำ | อุณหภูมิคงที่ |
- สารประกอบไอออนิกที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนละลายหรือไม่ละลาย? ข้อสอบ เคมี ม.ปลาย มักจะออกหลักการจำง่าย ๆ ที่เราสามารถสรุปเพื่อนำไปใช้ตัดช้อยส์ได้ดังนี้:
สารประกอบไอออนิกที่ละลายน้ำได้ | สารประกอบไอออนิกที่ไม่ละลายน้ำ |
มี 6 ข้อ ได้แก่ สารประกอบของ
| มี 3 ข้อ ได้แก่
|
ท้าทายข้อสอบ “การละลายน้ำของสารประกอบไอออนิก”
หลังจากเรียนรู้ทฤษฎีเรื่องพลังงานแลตทิซและไฮเดรชัน รวมถึงหลักการจำสารที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำกันไปแล้ว คราวนี้ได้เวลามาทดลองลงสนามจริงกัน ข้อสอบเกี่ยวกับการละลายน้ำของสารประกอบที่เกิดจาก พันธะไอออนิก มักจะออกสอบใน 2 รูปแบบหลัก คือ “การคำนวณพลังงานรวมของการละลาย” และ “การวิเคราะห์การเกิดตะกอนจากตารางธาตุ” ลองมาดูแนวข้อสอบทั้ง 2 ข้อที่มักพบในข้อสอบบทพันธะเคมีกันเลย
โจทย์ข้อที่ 1: แผนภาพพลังงานกับการละลายน้ำ
โจทย์: กำหนดขั้นตอนการละลายน้ำของสารประกอบไอออนิกชนิดหนึ่ง มีค่าพลังงานเกี่ยวข้องดังนี้:
- XY(s) → X+(g) + Y–(g) ; พลังงานแลตทิส = 800 kJ/mol
- X+(g) + Y–(g) → X+(aq) + Y–(aq) ; พลังงานไฮเดรชัน = 850 kJ/mol
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการละลายน้ำของสารประกอบ XY นี้
- การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน และสารละลายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น
- การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน และสารละลายจะมีอุณหภูมิต่ำลง
- การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน และพลังงานรวมของการละลายเท่ากับ -50 kJ/mol
- การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน และพลังงานรวมของการละลายเท่ากับ +50 kJ/mol
- สาร XY ไม่สามารถละลายน้ำได้ เนื่องจากพลังงานแลตทิสมีค่าน้อยเกินไป
เฉลยและการวิเคราะห์วิธีคิด:
- พลังงานแลตทิซเป็นการสลายพันธะของสารประกอบไอออนิกจึงเป็นการดูดความร้อน และพลังงานไฮเดรชันเป็นการคายความร้อน จึงได้ว่า
พลังงานการละลาย = 800 – 850
พลังงานการละลาย = -50 kJ/mol
แสดงว่าการละลายของสาร XY เป็นการคายความร้อน ซึ่งจะตรงกับข้อ 3
- ทำไมช้อยส์อื่นถึงผิด:
- ข้อ 1: การดูดความร้อนจะทำให้อุณหภูมิของสารละลายต่ำลง
- ข้อ 2: การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน
- ข้อ 4: การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน และพลังงานรวมของการละลายเท่ากับ -50 kJ/mol
- ข้อ 5: สารประกอบไอออนิกจะไม่ละลายน้ำก็ต่อเมื่อมีพลังงานแลตทิซมากกว่าพลังงานไฮเดรชันเยอะมาก ๆ
ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 3
โจทย์ข้อที่ 2: การวิเคราะห์สารประกอบไอออนิกที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ
โจทย์: สารผสมในข้อใดต่อไปนี้จะเกิดตะกอน
- NaOH + HCl
- CaCl2 + Na2CO3
- MgCl2 + Na2SO4
- NaClO4 + Na2CO3
- Na2O + KCl
เฉลยและการวิเคราะห์วิธีคิด:
ข้อนี้วัดความจำและความเข้าใจเกี่ยวกับสมบัติของสารประกอบที่เกิดจากพันธะเคมีแบบไอออนิกครับ เมื่อเรานำสารละลายสองชนิดที่มีไอออนอิสระมาผสมกัน ไอออนบวกและไอออนลบจะวิ่งมาจับคู่สลับกัน (Double Displacement) ดังนี้
- NaOH(aq) + HCl(aq) → NaCl(aq) + H2O(l) (ไม่เกิดตะกอน)
- CaCl2(aq) + Na2CO3(aq) → CaCO3(s) + 2NaCl(aq) (เกิดตะกอน)
- MgCl2(aq) + Na2SO4(aq) → MgSO4(aq) + 2NaCl(aq) (ไม่เกิดตะกอน)
- NaClO4(aq) + Na2CO3(aq) → NaClO4(aq) + Na2CO3(aq) (ไม่เกิดตะกอนและไม่เกิดปฏิกิริยาเคมี เนื่องจากไอออนบวกเป็นชนิดเดียวกัน จึงไม่เกิดสารใหม่)
- Na2O(aq) + 2KCl(aq) → 2NaCl(aq) + K2O(aq) (ไม่เกิดตะกอน)
ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 2
ทริคทิ้งท้าย:
การทำข้อสอบพาร์ทการละลายน้ำของพันธะไอออนิก ให้ได้คะแนนเต็ม สิ่งสำคัญคือห้ามจำสับสนระหว่าง “แลตทิส (ดูด)” กับ “ไฮเดรชัน (คาย)” และต้องแม่นกฎการตกตะกอนของตารางธาตุ รวมถึงข้อยกเว้น ถ้าจำหลักการเหล่านี้ได้แม่นยำ ไม่ว่าโจทย์จะพลิกแพลงมาในรูปแบบไหน น้อง ๆ ก็จะสามารถตัดช้อยส์และคว้าคะแนนมาได้อย่างแน่นอน!
พันธะโคเวเลนต์: พันธะแห่งการ “แบ่งปัน” ทฤษฎีที่เริ่มจากความไม่ยอมเสีย
พันธะโคเวเลนต์ (Covalent Bond): พันธะแห่งการ “แบ่งปัน”
เมื่อธาตุอโลหะกับอโลหะมาเจอกัน ต่างฝ่ายต่างก็อยากเป็นฝ่ายรับอิเล็กตรอน ไม่อยากเสียอิเล็กตรอนให้ใคร สิ่งที่เกิดขึ้นคือธาตุต้องหันมา “ใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน” (Sharing Electrons) เกิดเป็น พันธะโคเวเลนต์ ขึ้นมา ซึ่งอิเล็กตรอนคู่ที่ใช้ร่วมกันนี้เราเรียกว่า “อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ”
- ประเภทของพันธะ: แบ่งตามจำนวนคู่อิเล็กตรอนที่ใช้ร่วมกัน ได้แก่
- พันธะเดี่ยว (ใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 คู่)
- พันธะคู่ (ใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 2 คู่)
- พันธะสาม (ใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 3 คู่)
- คุณสมบัติเด่น: ส่วนใหญ่มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่ำ (ยกเว้นสารโครงผลึกร่างตาข่าย เช่น เพชร) ไม่นำไฟฟ้าในทุกสถานะ (ยกเว้นแกรไฟต์)
- ตัวอย่าง: น้ำ (H2O), แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
ศิลปะการวาดเคมี “การเขียนโครงสร้างโมเลกุลโคเวเลนต์”
อีกหัวใจสำคัญของบทพันธะเคมี โมเลกุลโคเวเลนต์ จุดเริ่มต้นของการเข้าใจสารประกอบชนิดนี้คือเราต้อง “วาดโครงสร้าง” ของมันให้เป็นก่อน
หลักการเขียนง่าย ๆ ที่ใช้ได้กับทุกโมเลกุล มีดังนี้:
- หาจำนวนเวเลนซ์อิเล็กตรอนรวม: ดูว่าแต่ละธาตุอยู่หมู่ไหน แล้วนำมารวมกัน
- เลือกอะตอมกลาง: มักจะเป็นธาตุที่มีจำนวนอิเล็กตรอนน้อยที่สุด หรือมีค่า EN ต่ำที่สุด (ยกเว้น H ห้ามเป็นอะตอมกลางเด็ดขาด)
- ลากเส้นเชื่อมพันธะ: ลากเส้นเดี่ยวเชื่อมอะตอมกลางกับอะตอมล้อมรอบก่อน โดย 1 เส้นจะแทนอิเล็กตรอน 2 ตัว (1 คู่ร่วมพันธะ)
- แจกจ่ายให้ครบตามกฎออกเตต: เติมอิเล็กตรอนที่เหลือให้รอบอะตอมล้อมรอบให้ครบ 8 ตัว (ยกเว้น H ครบแค่ 2 อิเล็กตรอน) หากอะตอมกลางยังไม่ครบ 8 ให้ขยับอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวมาทำเป็นพันธะคู่หรือพันธะสาม
- นำอิเล็กตรอนที่เหลือจากการสร้างพันธะเคมีมาเป็นอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
เช่น H2O มี H ซึ่งมี 1 อิเล็กตรอน จำนวน 2 ตัว และ O อยู่หมู่ 6 มี 6 อิเล็กตรอน รวมเป็น 1 + 1 + 6 = 8 อิเล็กตรอน และเนื่องจากมีเฉพาะ H และ O ซึ่ง H ไม่สามารถเป็นอะตอมกลางได้ จึงต้องใช้ O เป็นอะตอมกลาง จากนั้นจึงลากเส้นเชื่อมพันธะได้เป็น
จากนั้นจึงนำอิเล็กตรอนที่เหลือ ซึ่ง O มี 6 อิเล็กตรอน สร้างพันธะไป 2 อิเล็กตรอน จะเหลืออิเล็กตรอน = 6 – 2 = 4 จึงจะได้อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 2 คู่ ดังนี้
และเมื่อนับจำนวนอิเล็กตรอนจะเห็นว่า O มีครบ 8 อิเล็กตรอน (ตรงพันธะนับเป็น 2 อิเล็กตรอน มี 2 พันธะจึงได้เป็นทั้งหมด 4 อิเล็กตรอน และรวมกับอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวอีก 4 อิเล็กตรอน จะได้ทั้งหมด 8 อิเล็กตรอน)
โจทย์ “การเขียนโครงสร้างโมเลกุลโคเวเลนต์” และดักทางจุดลวงเรื่องอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
หลังจากที่เราได้เรียนรู้วิธีการวาดโครงสร้างโมเลกุลโคเวเลนต์กันไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ข้อสอบเกี่ยวกับ พันธะโคเวเลนต์ ในบทพันธะเคมีชอบหยิบยกมาถามเพื่อตัดคะแนนเด็ก ๆ มากที่สุดก็คือ “จำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว” เราลองมาดูแนวข้อสอบเพื่อเช็กความแม่นยำกัน
โจทย์: จากสารประกอบโคเวเลนต์ที่กำหนดให้ต่อไปนี้ สารในข้อใดมีจำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวบนอะตอมกลางเท่ากันทั้งหมด
- IF5 และ CO2
- NH3 และ H2O
- CH4 และ SF4
- BF3 และ HCN
- CCl4 และ SO2
เฉลยและการวิเคราะห์วิธีคิด:
ข้อนี้โจทย์เน้นคำว่า “บนอะตอมกลาง” เท่านั้น แปลว่าเราไม่ต้องไปสนใจอิเล็กตรอนของอะตอมรอบ ๆ วิธีคิดที่เร็วที่สุดคือการเช็กหมู่ของอะตอมกลาง แล้วหักลบกับจำนวนแขนที่ไปสร้างพันธะครับ
- วิเคราะห์ช้อยส์ข้อ 4 ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง:
- BF3 อะตอมกลาง B เป็นธาตุหมู่ 3 และสร้างพันธะเดี่ยวกับ F 3 ตัว จึงมีอิเล็กตรอนเหลือ = 3 – 3 = 0 สรุปได้ว่าไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
- HCN อะตอมกลาง C เป็นธาตุหมู่ 4 และสร้างพันธะเดี่ยวกับ H และพันธะสามกับ N จึงมีอิเล็กตรอนเหลือ = 4 – 4 = 0 สรุปได้ว่าไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
- ทำไมช้อยส์อื่นถึงผิด:
- ข้อ 1: IF5 อะตอมกลาง I มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่ ส่วน CO2 อะตอมกลาง C ไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
- ข้อ 2: NH3 อะตอมกลาง N มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่ ส่วน H2O อะตอมกลาง O มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 2 คู่
- ข้อ 3: CH4 อะตอมกลาง C ไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว ส่วน SF4 มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่
- ข้อ 5: CCl4 อะตอม C ไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว ส่วน SO2 อะตอมกลาง S มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่
ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 2
ถอดรหัสภาพ 3 มิติ “รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์”
หลังจากที่เราเขียนโครงสร้างสองมิติได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคืออีกหนึ่งยาขมในบทพันธะเคมี นั่นคือการวิเคราะห์ รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์ ในมิติสามมิติ โดยโมเลกุลโคเวเลนต์ จะมีรูปทรงที่แตกต่างกันไปตามทฤษฎีการผลักกันของคู่อิเล็กตรอนวงนอก (VSEPR) เพราะอิเล็กตรอนที่ไม่ได้ใช้สร้างพันธะ (อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว) จะมีแรงผลักสูงมาก ทำให้โมเลกุลบิดเบี้ยวไป ดังตาราง
ลองดูข้อสอบ “รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์” ด้วยสูตรลัด VSEPR
อีกหนึ่งพาร์ทปราบเซียนในบทพันธะเคมี ก็คือเรื่องรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์ เพราะโจทย์มักจะไม่บอกรูปทรงตรง ๆ แต่จะให้เราวิเคราะห์จากสูตรเคมี เพื่อหาว่าสารที่กำหนดให้มีโครงสร้างสามมิติแบบไหน ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้อสอบข้อหนึ่งอาจรวมเอาหลายโมเลกุลมาเปรียบเทียบกันในข้อเดียว ดังนั้น ทริคการมองอะตอมกลางและหาจำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ลองมาฝึกทำแนวข้อสอบแบบ 5 ตัวเลือกข้อนี้กันดู!
โจทย์: สารประกอบโคเวเลนต์ในข้อใดต่อไปนี้ มีรูปร่างโมเลกุลเป็น “มุมงอ” (Bent) และ “พีระมิดฐานสามเหลี่ยม” (Trigonal Pyramidal) ตามลำดับ?
- CO2 และ BF3
- H2O และ NH3
- IF5 และ CH4
- BeCl2 และ PCl3
- HCN และ CCl4
เฉลยและการวิเคราะห์วิธีคิด:
หลักการทำโจทย์เรื่องรูปร่างโมเลกุลในวิชา เคมี ม.ปลาย สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหาว่า “อะตอมกลางเหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวหรือไม่” เพราะอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวนี้จะมีแรงผลักมหาศาลที่คอยบิดแขนของพันธะให้เสียรูปทรงไป
เรามาวิเคราะห์หารูปร่างของสารตัวเลือกกัน:
- ข้อ 1
- CO2 อะตอมกลางคือ C (หมู่ 4) ใช้ 4 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะคู่กับ O 2 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นเส้นตรง
- BF3 อะตอมกลางคือ B (หมู่ 3) ใช้ 3 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ F 3 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมแบนราบ
- ข้อ 2
- H2O อะตอมกลางคือ O (หมู่ 6) ใช้ 2 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ H 2 ตัว ทำให้อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 2 คู่ จึงมีรูปร่างเป็นมุมงอ
- NH3 อะตอมกลางคือ N (หมู่ 5) ใช้ 3 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ H 3 ตัว ทำให้อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่ จึงมีรูปร่างเป็นพีระมิดฐานสามเหลี่ยม
- ข้อ 3
- IF5 อะตอมกลางคือ I (หมู่ 7) ใช้ 5 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ F 5 ตัว ทำให้อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่ จึงมีรูปร่างเป็นพีระมิดฐานสี่เหลี่ยม
- CH4 อะตอมกลางคือ C (หมู่ 4) ใช้ 4 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ H 4 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นทรงสี่หน้า
- ข้อ 4
- BeCl2 อะตอมกลางคือ Be (หมู่ 2) ใช้ 2 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ Cl 2 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นเส้นตรง
- PCl3 อะตอมกลางคือ P (หมู่ 5) ใช้ 3 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ Cl 3 ตัว ทำให้อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่ จึงมีรูปร่างเป็นพีระมิดฐานสามเหลี่ยม
- ข้อ 5
- HCN อะตอมกลางคือ C (หมู่ 4) ใช้ 3 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะสามกับ N 1 ตัว และใช้อีก 1 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ H 1 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นเส้นตรง
- CCl4 อะตอมกลางคือ C (หมู่ 4) ใช้ 4 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ Cl 4 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นทรงสี่หน้า
ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 2
เปรียบเทียบความแตกต่าง: พันธะโลหะ, พันธะไอออนิก และพันธะโคเวเลนต์
เพื่อให้น้องๆ เห็นภาพรวมและแยกประเภทของสารได้อย่างชัดเจน ก่อนจะไปตะลุยโจทย์ เรามาดูตารางสรุปเปรียบเทียบคุณสมบัติเด่นของพันธะทั้ง 3 แบบกันครับ:
คุณสมบัติ | พันธะไอออนิก | พันธะโคเวเลนต์ | พันธะโลหะ |
|---|---|---|---|
องค์ประกอบ | โลหะ + อโลหะ | อโลหะ + อโลหะ | โลหะ + โลหะ |
การนำไฟฟ้า | นำไฟฟ้าเมื่อหลอมเหลว/ละลายน้ำ | ไม่นำไฟฟ้า | นำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยม |
จุดเดือด/จุดหลอมเหลว | สูงมาก | ต่ำ (ยกเว้นโครงผลึกร่างตาข่าย) | สูง |
สถานะปกติ | ของแข็ง | ของแข็ง/ของเหลว/แก๊ส | ของแข็ง |
แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล: เคล็ดลับที่ห้ามมองข้าม (เช่น พันธะไฮโดรเจน)
นอกเหนือจากแรงยึดเหนี่ยวในพันธะแล้ว สำหรับสารโคเวเลนต์ สิ่งที่ส่งผลต่อจุดเดือดและสถานะของสารอย่างมากคือ ‘แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล’ โดยเฉพาะ พันธะไฮโดรเจน ซึ่งเป็นแรงดึงดูดที่แข็งแรงที่สุดในบรรดาแรงระหว่างโมเลกุล (เกิดขึ้นเมื่อ H จับกับ N, O หรือ F) การเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ทำโจทย์เรื่องจุดเดือดของสารโคเวเลนต์ได้ง่ายขึ้นมาก เป็นจุดที่ข้อสอบชอบนำมาออกเพื่อวัดความเข้าใจเชิงลึกครับ
เรียนเคมี ม.ปลาย กับ OnDemand
พันธะเคมีเป็นรากฐานที่สำคัญของวิชาเคมี ถึงแม้จะเป็นบทที่ยากและซับซ้อนสำหรับน้อง ๆ แต่ถ้าเราจับจุดได้ถูกต้อง วิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ ก็สามารถเก็บคะแนนเต็มจากบทนี้ได้ไม่ยกา แต่ถ้าเรียนที่โรงเรียนแล้วยังรู้สึกตามไม่ทัน หรืออยากได้สูตรลัดและเทคนิคการมองโจทย์ให้ขาดได้รวดเร็ว
OnDemand พร้อมช่วยให้น้อง ๆ เตรียมความพร้อมด้านการเรียนและการสอบทุกสนามด้วยคอร์สเรียน วิชาเคมี ม.ปลาย โดย OnDemand ซึ่งสอนโดยทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ปูพื้นฐาน เพิ่มความมั่นใจก่อนสอบ เพิ่มคะแนนในห้องเรียน ไปจนถึงการสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัย
สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม
- Add Line: Ondemand Education
- โทรศัพท์: 02-251-9456 (08.00-20.00 น.)
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพันธะเคมี ม.ปลาย
Q: พันธะเคมี มีทั้งหมดกี่ประเภท และอะไรบ้างที่ออกสอบบ่อยที่สุด?
A: พันธะเคมีแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก คือ พันธะโลหะ พันธะไอออนิก และพันธะโคเวเลนต์ สำหรับในข้อสอบ ม.ปลาย พันธะที่ถูกนำมาออกข้อสอบและมีเงื่อนไขการคิดคำนวณหรือวิเคราะห์มากที่สุดคือ พันธะโคเวเลนต์ และ พันธะไอออนิก
Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าสารตัวไหนเป็นไอออนิก ตัวไหนเป็นโคเวเลนต์?
A: วิธีที่ง่ายที่สุดคือการสังเกตประเภทของธาตุจากตารางธาตุครับ สารประกอบไอออนิกมักเกิดจาก “โลหะ + อโลหะ” ส่วนสารประกอบโคเวเลนต์เกิดจาก “อโลหะ + อโลหะ” (ข้อควรระวัง: H เป็นอโลหะ และธาตุหมู่ 8 มักไม่เกิดพันธะเคมี)
Q: เด็กสายศิลป์ หรือคนที่พื้นฐานเคมีไม่ดีเลย จะเรียนเรื่องพันธะเคมีเข้าใจไหม?
A: เข้าใจได้อย่างแน่นอน เพราะเรื่องนี้ใช้ความเข้าใจในเชิงเหตุและผลมากกว่าคณิตศาสตร์ขั้นสูง ขอเพียงแค่เข้าใจหลักการจัดเรียงอิเล็กตรอนและการมองหมู่/คาบในตารางธาตุ ก็สามารถทำความเข้าใจเรื่องพันธะเคมีได้ไม่ยาก



