Key Takeaways: ลอการิทึมคือฟังก์ชันผกผัน (Inverse) ของฟังก์ชันเอ็กซ์โพเนนเชียล โดยมีความสัมพันธ์พื้นฐานคือ y = a^x ก็ต่อเมื่อ x = log_a(y) เงื่อนไขสำคัญตามนิยามที่ห้ามลืมคือ ฐานของลอการิทึม (a) ต้องมากกว่า 0 และไม่เท่ากับ 1 ส่วนหลังลอการิทึม ต้องมากกว่า 0 เสมอ การจำสูตรลอการิทึมหลักทั้ง 10 สูตรและการเปลี่ยนฐาน เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดช้อยส์และทำข้อสอบอย่างรวดเร็ว เมื่อแก้สมการหรืออสมการลอการิทึมเสร็จแล้ว ต้องนำคำตอบไปตรวจคำตอบตามเงื่อนไขนิยามเดิมทุกครั้งเพื่อป้องกันคะแนนปลิว
Table of Contents

>H2: บทนำ: ทำความรู้จักฟังก์ชันลอการิทึมและที่มา
ในวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หนึ่งในบทเรียนที่มีความสำคัญและถูกนำไปใช้ต่อยอดในระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงการสอบเข้าคณิตศาสตร์ประยุกต์ (A-Level) มากที่สุดบทหนึ่งก็คือ “ฟังก์ชันเอ็กซ์โพเนนเชียลและลอการิทึม” หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับเลขยกกำลังหรือเอ็กซ์โพเนนเชียลมาบ้างแล้ว เช่น เรารู้ว่า 2 ยกกำลัง 3 มีค่าเท่ากับ 8 หรือเขียนได้เป็น 2³ = 8 แต่ถ้าคำถามกลับกันล่ะ? ถ้าเราอยากรู้ว่า “2 ต้องยกกำลังอะไรถึงจะได้ 8” ตัวเลขที่เราต้องการหาคือเลขชี้กำลังนั่นเอง และนี่คือจุดเริ่มต้นของฟังก์ชันลอการิทึมที่จะเข้ามาช่วยเราแก้ปัญหานี้
ลอการิทึม (Logarithm) ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทอนความซับซ้อนในการคำนวณตัวเลขที่มีค่ามหาศาล โดยนักคณิตศาสตร์ชาวสกอตแลนด์ชื่อ จอห์น เนเปียร์ (John Napier) ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งในยุคที่ยังไม่มีเครื่องคิดเลข การคูณหรือหารตัวเลขขนาดใหญ่ในงานดาราศาสตร์หรือการเดินเรือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก ลอการิทึมเปลี่ยนการคูณให้กลายเป็นการบวก และเปลี่ยนการหารให้กลายเป็นการลบ ทำให้การคำนวณง่ายขึ้นอย่างมหาศาล ในปัจจุบันแม้เราจะมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แล้ว แต่แนวคิดของลอการิทึมยังคงแทรกซึมอยู่ในวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และเศรษฐศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำความเข้าใจบทเรียนนี้จึงไม่ใช่เพียงเพื่อการสอบ แต่เป็นการเปิดประตูสู่การคิดเชิงคณิตศาสตร์ขั้นสูง
สมัครเรียนคอร์สคณิตศาสตร์ ม.ปลาย : ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล และฟังก์ชันลอการิทึม กับ OnDemand
นิยามของลอการิทึมและเงื่อนไขสำคัญที่ออกข้อสอบบ่อย
ตามนิยามทางคณิตศาสตร์ ลอการิทึมคือฟังก์ชันผกผัน (Inverse Function) ของฟังก์ชันเอ็กซ์โพเนนเชียล ถ้าเรามีสมการเอ็กซ์โพเนนเชียลในรูป x = a^y เราสามารถเขียนให้อยู่ในรูปลอการิทึมได้เป็น y = log_a(x) ซึ่งอ่านว่า “วาย เท่ากับ log เอ็กซ์ ฐาน เอ”
ลองดูตัวอย่างการสลับรูปเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน:
- จาก 10² = 100 สามารถเขียนใหม่ได้เป็น log_10(100) = 2
- จาก 3⁴ = 81 สามารถเขียนใหม่ได้เป็น log_3(81) = 4
- จาก 2⁻³ = 1/8 สามารถเขียนใหม่ได้เป็น log_2(1/8) = -3
สิ่งที่นักเรียน ม.ปลาย มักจะพลาดและโดนโจทย์หลอกในข้อสอบบ่อยที่สุดไม่ใช่เรื่องการคิดเลข แต่เป็นเรื่อง “เงื่อนไขตามนิยาม” ของลอการิทึม ซึ่งมีข้อจำกัดที่เข้มงวดดังนี้:
- ฐานของลอการิทึม (a) ต้องเป็นจำนวนจริงบวก และต้องไม่เท่ากับ 1 (นั่นคือ a > 0 และ a ≠ 1) สาเหตุที่ฐานเป็น 1 ไม่ได้เพราะ 1 ยกกำลังอะไรก็จะได้ 1 เสมอ ซึ่งจะไม่เกิดฟังก์ชันที่หลากหลาย และฐานเป็นลบไม่ได้เพราะจะทำให้เกิดค่าที่เป็นจำนวนจินตภาพเมื่อเลขชี้กำลังเป็นเศษส่วน
- จำนวนหลังลอการิทึม (x) ต้องเป็นจำนวนจริงบวกเท่านั้น (นั่นคือ x > 0) เราไม่สามารถหาค่าlogของจำนวนลบหรือศูนย์ในระบบจำนวนจริงได้ เช่น log_2(-4) หรือ log_5(0) จะไม่มีคำตอบในระบบจำนวนจริง
จำไว้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เจอโจทย์แนวสมการหรืออสมการลอการิทึม สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งเงื่อนไขว่า “หลังlogต้องมากกว่าศูนย์” และ “ฐานต้องมากกว่าศูนย์และไม่เท่ากับหนึ่ง” เสมอ
สรุปสูตรและคุณสมบัติของลอการิทึม (Logarithm Formulas) ทั้ง 10 สูตร
การทำข้อสอบลอการิทึมให้รวดเร็วและแม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้สูตรคุณสมบัติต่างๆ ต่อไปนี้คือตารางสรุปสูตรลอการิทึม 10 สูตรเด็ดที่ออกข้อสอบบ่อยที่สุดที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจ:
|
ลำดับที่ |
สูตร / คุณสมบัติ |
คำอธิบายภาษาไทยและเทคนิคการจำ
|
|
1 |
log_a(M · N) = log_a(M) + log_a(N) |
log ผลคูณ เท่ากับ log บวกกัน (ฐานต้องเหมือนกันทุกประการ) |
|
2 |
log_a(M / N) = log_a(M) – log_a(N) |
log ผลหาร เท่ากับ log ลบกัน โดยตัวส่วนจะเป็นตัวลบ |
|
3 |
log_a(M^p) = p · log_a(M) |
เลขชี้กำลังของตัวหลัง log สามารถ “ตบ” มาไว้ข้างหน้าเป็นตัวคูณได้ |
|
4 |
log_(a^q)(M) = (1 / q) · log_a(M) |
เลขชี้กำลังของฐาน สามารถ “ตบ” มาเป็นตัวหารข้างหน้าได้ |
|
5 |
log_a(a) = 1 |
เมื่อตัวหลัง log และฐานเป็นตัวเดียวกัน จะมีค่าเท่ากับ 1 เสมอ |
|
6 |
log_a(1) = 0 |
log 1 ของฐานใดๆ ก็ตามที่มีค่าถูกกฎนิยาม จะได้ 0 เสมอ |
|
7 |
a^(log_a(M)) = M |
ฐานเลขยกกำลังและฐาน log เหมือนกัน สามารถตัดกันเหลือตัวหลัง log ได้เลย |
|
8 |
log_a(b) = 1 / log_b(a) |
สูตรกลับเศษส่วน สามารถสลับตำแหน่งฐานและตัวหลัง log ได้โดยการสลับเศษส่วน |
|
9 |
log_a(b) = log_c(b) / log_c(a) |
สูตรเปลี่ยนฐาน สามารถเลือกฐานใหม่ (c) มาใส่แยกทั้งเศษและส่วนได้ตามต้องการ |
|
10 |
M^(log_a(N)) = N^(log_a(M)) |
คุณสมบัติการสลับที่ ตัวฐานล่างสุดและตัวหลัง log ด้านบนสุดสลับที่กันได้ |
ลอการิทึมสามัญ (Common Logarithms) และลอการิทึมธรรมชาติ (Natural Logarithms)
ในทางปฏิบัติและในข้อสอบ ม.ปลาย จะมีลอการิทึมอยู่ 2 ชนิดที่ถูกใช้งานบ่อยมากจนมีการตั้งชื่อเฉพาะและมีรูปแบบสัญลักษณ์ที่เป็นสากล ดังนี้:
ลอการิทึมสามัญ (Common Logarithms)
คือ ลอการิทึมที่มีฐานเป็น 10 ความพิเศษของมันคือเมื่อเราเขียนใช้งาน เรามักจะไม่นิยมเขียนเลขฐาน 10 กำกับไว้ที่ฐาน เช่น ถ้าในโจทย์เขียนว่า log x ให้เราเข้าใจตรงกันทันทีว่ามันคือ log_10(x) ลอการิทึมสามัญมีความสำคัญมากในเรื่องการหาค่าแคแรกเทอริสติก (Characteristic) ซึ่งบอกถึงพาวเวอร์ของเลขฐานสิบ และแมนทิสซา (Mantissa) ที่บอกค่าทศนิยมในตารางlog
ลอการิทึมธรรมชาติ (Natural Logarithms)
คือ ลอการิทึมที่มีฐานเป็นค่าคงตัว e (โดยที่ e เป็นจำนวนอตรรกยะที่มีค่าประมาณ 2.7182818…) นิยมเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ ln x (อ่านว่า logธรรมชาติของเอ็กซ์ หรือบางคนเรียนว่า แอลเอ็น เอ็กซ์) มักพบเจอมากในพาร์ตประยุกต์ แคลคูลัส ฟิสิกส์ และการคำนวณอัตราการเติบโตแบบทวีคูณ เช่น ดอกเบี้ยทบต้นแบบต่อเนื่อง หรือการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ทั้งนี้คุณสมบัติของ ln จะเหมือนกับ log ทุกประการ เพียงแค่ฐานของมันคือค่า e เท่านั้น (เช่น ln e = log_e(e) = 1)
การประยุกต์ใช้ลอการิทึมในวิทยาศาสตร์และชีวิตจริง
หลายคนอาจตั้งคำถามว่าเรียนลอการิทึมไปทำไมในชีวิตจริง? ลอการิทึมเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อจัดการกับข้อมูลที่มีช่วงกว้างมากๆ (Exponential Scale) ให้กลายเป็นช่วงที่มนุษย์เข้าใจได้ง่ายขึ้น (Linear Scale) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมีดังนี้:

- การวัดระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว (Richter Scale): มาตราริกเตอร์ใช้สเกลลอการิทึม แผ่นดินไหวขนาด 6 จะมีความรุนแรง (แอมพลิจูดของคลื่น) มากกว่าขนาด 5 อยู่ 10 เท่า และรุนแรงกว่าขนาด 4 ถึง 100 เท่า

- การวัดระดับความเข้มเสียง (Decibel – dB): เนื่องจากการได้ยินของหูมนุษย์ตอบสนองต่อความเข้มเสียงแบบลอการิทึม ระดับเสียงที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 dB หมายความว่าความเข้มเสียงจริงเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า

- ค่า pH ในทางเคมี: ค่าความเป็นกรด-ด่างของสารละลาย คำนวณจากสูตร pH = -log[H+] ซึ่งเป็นการวัดความเข้มข้นของไอออนไฮโดรเจน เพื่อให้เหล่านักเคมีไม่ต้องเรียกตัวเลขทศนิยมยาวๆ เช่น 0.0000001 โมลต่อลิตร แต่เรียกสั้นๆ ว่า pH 7 แทน
ลักษณะกราฟลอการิทึม: เทคนิคการแยกฟังก์ชันเพิ่ม-ฟังก์ชันลด
การพิจารณา “ฐาน” ของลอการิทึมเป็นกุญแจสำคัญในการแก้โจทย์อสมการลอการิทึม โดยเราสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลักที่ส่งผลต่อเครื่องหมายอสมการ ดังนี้:
- กรณีฐานมากกว่า 1 (a > 1) : ฟังก์ชันเพิ่ม (Increasing Function)
- ลักษณะกราฟ: กราฟจะมีความชันเป็นบวก (พุ่งขึ้นจากซ้ายไปขวา)
- ผลต่ออสมการ: เมื่อปลด log ออก เราสามารถ “คง” เครื่องหมายเดิมไว้ได้เลย
- เช่น: ถ้า log_a(X) > log_a(Y) จะได้ X > Y (เครื่องหมายเดิม)
- กรณีฐานอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 (0 < a < 1) : ฟังก์ชันลด (Decreasing Function)
- ลักษณะกราฟ: กราฟจะมีความชันเป็นลบ (ดิ่งลงจากซ้ายไปขวา)
- ผลต่ออสมการ: จุดนี้สำคัญมาก! เมื่อปลด log ออก เรา “ต้อง” กลับเครื่องหมายอสมการทันที
- เช่น: ถ้า log_a(X) > log_a(Y) จะได้ X < Y (กลับเครื่องหมายจาก > เป็น <)
💡 Exam Tip: ในข้อสอบจริงเมื่อเจอโจทย์ log ที่ฐานเป็นเศษส่วน เช่น log_{1/2}(x) > 3 หากเผลอทำโดยไม่กลับเครื่องหมายอสมการ จะได้คำตอบที่ผิดพลาดทันที ดังนั้นทุกครั้งที่เริ่มแก้โจทย์อสมการ ต้องเช็กค่า a ให้ดีก่อนเสมอว่าอยู่ในกรณีฟังก์ชันเพิ่มหรือลดครับ
ขั้นตอนและเทคนิคการแก้สมการและอสมการลอการิทึม
การแก้สมการและอสมการลอการิทึมในข้อสอบ ม.ปลาย มีหลักการสำคัญที่ต้องทำตามเป็นระบบ 3 ขั้นตอนดังนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาด:
- จัดรูปสมการโดยใช้สูตรคุณสมบัติ: พยายามยุบรวม log ที่มีฐานเหมือนกันเข้าด้วยกัน เช่น ถ้าฝั่งซ้ายมีlogบวกกัน ให้ใช้สูตรเปลี่ยนเป็นlogผลคูณ เพื่อให้อยู่ในรูปพื้นฐาน เช่น log_a(X) = log_a(Y) จากนั้นเราจะสามารถ “ปลดlog” ออกได้เป็น X = Y
- การแปลงร่างเป็นเอ็กซ์โพเนนเชียล: ในกรณีที่สมการอยู่ในรูป log_a(X) = B เราสามารถปลด log ได้โดยการดันฐาน log (a) ไปเป็นฐานของเลขยกกำลังอีกฝั่งหนึ่ง จะได้สมการใหม่คือ X = a^B จากนั้นจึงแก้สมการพีชคณิตตามปกติ (เช่น สมการเชิงเส้น หรือสมการกำลังสอง)
- ตรวจคำตอบกับเงื่อนไขนิยามเสมอ (Critical Step): เมื่อได้ค่า x ออกมาแล้ว อย่าเพิ่งรีบกาคำตอบ! ต้องนำค่า x นั้นกลับไปแทนในพจน์ “หลัง log” และ “ฐาน log” ของโจทย์ดั้งเดิม เพื่อเช็กว่าค่าหลัง log ต้องมากกว่า 0 และฐาน log ต้องมากกว่า 0 และไม่เท่ากับ 1 หรือไม่ ถ้าแทนแล้วทำให้ติดลบหรือเป็นศูนย์ ค่านั้นจะถูกตัดทิ้งทันที
H2: ตะลุยโจทย์และแนวข้อสอบ ม.ปลาย พร้อมเฉลยละเอียดอย่างเป็นขั้นตอน
มาลองฝึกทำโจทย์จริงจากระดับพื้นฐานไปจนถึงแนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อให้เกิดความชำนาญกันครับ
โจทย์ข้อที่ 1: การหาค่าลอการิทึมพื้นฐาน (เน้นใช้สูตรตบเลขชี้กำลัง)
โจทย์: จงหาค่าของ log_2(32) + log_3(1/27) – log_7(√7)
วิธีทำอย่างละเอียด:
เราจะทำการแยกคิดหาค่าทีละพจน์โดยปรับตัวเลขหลังlogให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังที่มีฐานเดียวกับฐาน log ดังนี้:
- พจน์ที่ 1: log_2(32) เนื่องจาก 32 = 2⁵ จะได้ log_2(2⁵) = 5 · log_2(2) = 5(1) = 5
- พจน์ที่ 2: log_3(1/27) เนื่องจาก 1/27 = 1/3³ = 3⁻³ จะได้ log_3(3⁻³) = -3 · log_3(3) = -3(1) = -3
- พจน์ที่ 3: log_7(√7) เนื่องจาก √7 = 7^(1/2) จะได้ log_7(7^(1/2)) = (1/2) · log_7(7) = 1/2
นำค่าที่ได้ทั้งหมดกลับมาแทนในสมการโจทย์: 5 + (-3) – (1/2) = 2 – 0.5 = 1.5
ตอบ: 1.5
โจทย์ข้อที่ 2: การแก้สมการลอการิทึม (แนวข้อสอบโรงเรียนพาร์ตอัตนัย)
โจทย์: จงแก้สมการ log_2(x + 3) + log_2(x – 3) = 4
วิธีทำอย่างละเอียด:
ขั้นที่ 1: กำหนดเงื่อนไขหลังlogก่อน เพื่อความปลอดภัย:
x + 3 > 0 ⇒ x > -3
x – 3 > 0 ⇒ x > 3
ดังนั้น เงื่อนไขรวมคือ x ต้องมากกว่า 3 เท่านั้น (x > 3)
ขั้นที่ 2: ยุบรวมlogฝั่งซ้ายโดยใช้สูตรlogผลบวกเปลี่ยนเป็นlogผลคูณ:
log_2((x + 3)(x – 3)) = 4
ใช้สูตรผลต่างกำลังสองกระจายพจน์หลังlog จะได้ log_2(x² – 9) = 4
ขั้นที่ 3: ปลดlogโดยการดันฐาน 2 ไปยกกำลังฝั่งขวา:
x² – 9 = 2⁴
x² – 9 = 16
x² = 16 + 9 = 25
จะได้ x = 5 หรือ x = -5
ขั้นที่ 4: ตรวจสอบคำตอบกับเงื่อนไขในขั้นที่ 1:
เนื่องจากเราตั้งเงื่อนไขไว้ว่า x > 3 ดังนั้น ค่า x = 5 ใช้ได้ แต่ค่า x = -5 ใช้ไม่ได้ (เพราะจะทำให้หลังlogพจน์แรกและพจน์สองติดลบ)
ตอบ: เซตคำตอบของสมการคือ {5}
โจทย์ข้อที่ 3: ข้อสอบแนวประยุกต์เปลี่ยนฐาน (แนวข้อสอบ A-Level)
โจทย์: ถ้ากำหนดให้ log_2(3) = a และ log_3(5) = b จงหาค่าของ log_12(50) ในรูปของตัวแปร a และ b
วิธีทำอย่างละเอียด:
โจทย์ข้อนี้เป็นการทดสอบทักษะการเปลี่ยนฐานlog สังเกตว่าตัวเลขเชื่อมโยงที่โผล่มาในเงื่อนไขทั้งสองพจน์คือเลข 3 ดังนั้นเราควรเปลี่ยนทุกพจน์ให้กลายเป็นลอการิทึมฐาน 3 เพื่อความง่ายในการคำนวณ
จากเงื่อนไขที่ 1: log_2(3) = a ใช้สูตรกลับฐานสลับเศษส่วนจะได้ log_3(2) = 1/a
จากเงื่อนไขที่ 2: โจทย์ให้ log_3(5) = b มาเรียบร้อยแล้ว
ถัดมา นำสิ่งที่เราต้องการหาคือ log_12(50) มาใช้สูตรเปลี่ยนฐานเป็นฐาน 3:
log_12(50) = log_3(50) / log_3(12)
ทำการแยกตัวประกอบของตัวเลขหลังlogทั้งตัวเศษและตัวส่วน:
ตัวเศษ: log_3(50) = log_3(2 · 25) = log_3(2 · 5²) = log_3(2) + log_3(5²) = log_3(2) + 2·log_3(5)
ตัวส่วน: log_3(12) = log_3(4 · 3) = log_3(2² · 3) = log_3(2²) + log_3(3) = 2·log_3(2) + log_3(3)
นำค่า log_3(2) = 1/a , log_3(5) = b และ log_3(3) = 1 แทนค่าลงไปในเศษส่วน:
ตัวเศษ = (1/a) + 2b = (1 + 2ab) / a
ตัวส่วน = 2(1/a) + 1 = (2 + a) / a
นำตัวเศษมาหารด้วยตัวส่วน (ตัวหารส่วน a จะตัดกันไปเองตามหลักเศษส่วนซ้อน):
log_12(50) = (1 + 2ab) / (2 + a)
ตอบ: (1 + 2ab) / (a + 2)
สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม
- Add Line : Ondemand Education
- โทรศัพท์ : 02-251-9456 (08.00-20.00)
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับลอการิทึม
Q: อกของศูนย์ (log 0) และล็อกของเลขติดลบ มีค่าเท่ากับเท่าไร?
A: ในระบบจำนวนจริง log 0 และล็อกของเลขติดลบ (เช่น log(-5)) จะ “ไม่มีนิยาม” ครับ เพราะไม่มีจำนวนจริงใดๆ ที่ฐานเป็นจำนวนบวกแล้วยกกำลังผลลัพธ์ออกมาเป็น 0 หรือติดลบได้ หากพิจารณาจากกราฟของฟังก์ชันลอการิทึม ค่า x จะต้องมากกว่า 0 เสมอ (กราฟจะเข้าใกล้แกน Y แต่ไม่ตัดและข้ามไปฝั่งลบ)
Q: สัญลักษณ์ ln และ log แตกต่างกันอย่างไร และใช้งานสลับกันได้ไหม?
A: ความแตกต่างอยู่ที่ “ฐานของลอการิทึม” เท่านั้นครับ สัญลักษณ์ log x คือลอการิทึมฐาน 10 ส่วน ln x คือลอการิทึมฐาน e (e ≈ 2.718) ในส่วนของคุณสมบัติและสูตรการคำนวณทุกลักษณะ ทั้ง 10 สูตรสามารถนำมาใช้ร่วมกับพจน์ ln ได้เหมือนกับ log ทุกประการครับ
Q: ทำไมในนิยามลอการิทึมถึงต้องสั่งห้ามไม่ให้ฐาน (a) เท่ากับ 1?
A: เพราะถ้าฐานเป็น 1 เมื่อเราแปลงกลับเป็นรูปเอ็กซ์โพเนนเชียล 1^y = x เนื่องจากเลข 1 ยกกำลังด้วยจำนวนจริงใดๆ ก็ตาม ก็ยังคงได้ผลลัพธ์เท่ากับ 1 เสมอ มันจะไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ผกผันกับ x ค่าอื่นๆ ได้ และจะทำให้ไม่เกิดฟังก์ชันที่สามารถนำไปใช้คำนวณได้จริงนั่นเอง
Q: จุดไหนที่นักเรียน ม.ปลาย มักจะทำคะแนนพลาดมากที่สุดในบทนี้?
A: จุดที่พลาดมากที่สุดคือ “การลืมตรวจคำตอบเงื่อนไขหลังล็อก” ตอนทำข้อสอบประเภทสมการหรืออสมการ นักเรียนมักตั้งหน้าตั้งตาแก้สมการตามสูตรอย่างถูกต้องจนได้ค่า x ออกมาสองค่า แล้วจับคู่นั้นไปตอบทันทีโดยลืมเช็กว่าค่า x บางค่าเมื่อนำไปแทนในโจทย์เดิมแล้วทำให้หลังล็อกติดลบ ซึ่งผิดนิยามอย่างร้ายแรง ทำให้โดนหักคะแนนไปอย่างน่าเสียดายครับ

