สรุปเรื่องลอการิทึม (Logarithm) ม.ปลาย: นิยาม สูตร และตัวอย่างโจทย์

Key Takeaways: ลอการิทึมคือฟังก์ชันผกผัน (Inverse) ของฟังก์ชันเอ็กซ์โพเนนเชียล โดยมีความสัมพันธ์พื้นฐานคือ y = a^x ก็ต่อเมื่อ x = log_a(y) เงื่อนไขสำคัญตามนิยามที่ห้ามลืมคือ ฐานของลอการิทึม (a) ต้องมากกว่า 0 และไม่เท่ากับ 1 ส่วนหลังลอการิทึม ต้องมากกว่า 0 เสมอ การจำสูตรลอการิทึมหลักทั้ง 10 สูตรและการเปลี่ยนฐาน เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดช้อยส์และทำข้อสอบอย่างรวดเร็ว เมื่อแก้สมการหรืออสมการลอการิทึมเสร็จแล้ว ต้องนำคำตอบไปตรวจคำตอบตามเงื่อนไขนิยามเดิมทุกครั้งเพื่อป้องกันคะแนนปลิว

Table of Contents

 

>H2: บทนำ: ทำความรู้จักฟังก์ชันลอการิทึมและที่มา

ในวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หนึ่งในบทเรียนที่มีความสำคัญและถูกนำไปใช้ต่อยอดในระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงการสอบเข้าคณิตศาสตร์ประยุกต์ (A-Level) มากที่สุดบทหนึ่งก็คือ “ฟังก์ชันเอ็กซ์โพเนนเชียลและลอการิทึม” หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับเลขยกกำลังหรือเอ็กซ์โพเนนเชียลมาบ้างแล้ว เช่น เรารู้ว่า 2 ยกกำลัง 3 มีค่าเท่ากับ 8 หรือเขียนได้เป็น 2³ = 8 แต่ถ้าคำถามกลับกันล่ะ? ถ้าเราอยากรู้ว่า “2 ต้องยกกำลังอะไรถึงจะได้ 8” ตัวเลขที่เราต้องการหาคือเลขชี้กำลังนั่นเอง และนี่คือจุดเริ่มต้นของฟังก์ชันลอการิทึมที่จะเข้ามาช่วยเราแก้ปัญหานี้

ลอการิทึม (Logarithm) ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทอนความซับซ้อนในการคำนวณตัวเลขที่มีค่ามหาศาล โดยนักคณิตศาสตร์ชาวสกอตแลนด์ชื่อ จอห์น เนเปียร์ (John Napier) ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งในยุคที่ยังไม่มีเครื่องคิดเลข การคูณหรือหารตัวเลขขนาดใหญ่ในงานดาราศาสตร์หรือการเดินเรือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก ลอการิทึมเปลี่ยนการคูณให้กลายเป็นการบวก และเปลี่ยนการหารให้กลายเป็นการลบ ทำให้การคำนวณง่ายขึ้นอย่างมหาศาล ในปัจจุบันแม้เราจะมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แล้ว แต่แนวคิดของลอการิทึมยังคงแทรกซึมอยู่ในวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และเศรษฐศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำความเข้าใจบทเรียนนี้จึงไม่ใช่เพียงเพื่อการสอบ แต่เป็นการเปิดประตูสู่การคิดเชิงคณิตศาสตร์ขั้นสูง

สมัครเรียนคอร์สคณิตศาสตร์ ม.ปลาย : ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล และฟังก์ชันลอการิทึม กับ OnDemand

นิยามของลอการิทึมและเงื่อนไขสำคัญที่ออกข้อสอบบ่อย

ตามนิยามทางคณิตศาสตร์ ลอการิทึมคือฟังก์ชันผกผัน (Inverse Function) ของฟังก์ชันเอ็กซ์โพเนนเชียล ถ้าเรามีสมการเอ็กซ์โพเนนเชียลในรูป x = a^y เราสามารถเขียนให้อยู่ในรูปลอการิทึมได้เป็น y = log_a(x) ซึ่งอ่านว่า “วาย เท่ากับ log เอ็กซ์ ฐาน เอ”

ลองดูตัวอย่างการสลับรูปเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน:

  • จาก 10² = 100 สามารถเขียนใหม่ได้เป็น log_10(100) = 2
  • จาก 3⁴ = 81 สามารถเขียนใหม่ได้เป็น log_3(81) = 4
  • จาก 2⁻³ = 1/8 สามารถเขียนใหม่ได้เป็น log_2(1/8) = -3

สิ่งที่นักเรียน ม.ปลาย มักจะพลาดและโดนโจทย์หลอกในข้อสอบบ่อยที่สุดไม่ใช่เรื่องการคิดเลข แต่เป็นเรื่อง “เงื่อนไขตามนิยาม” ของลอการิทึม ซึ่งมีข้อจำกัดที่เข้มงวดดังนี้:

  1. ฐานของลอการิทึม (a) ต้องเป็นจำนวนจริงบวก และต้องไม่เท่ากับ 1 (นั่นคือ a > 0 และ a ≠ 1) สาเหตุที่ฐานเป็น 1 ไม่ได้เพราะ 1 ยกกำลังอะไรก็จะได้ 1 เสมอ ซึ่งจะไม่เกิดฟังก์ชันที่หลากหลาย และฐานเป็นลบไม่ได้เพราะจะทำให้เกิดค่าที่เป็นจำนวนจินตภาพเมื่อเลขชี้กำลังเป็นเศษส่วน
  2. จำนวนหลังลอการิทึม (x) ต้องเป็นจำนวนจริงบวกเท่านั้น (นั่นคือ x > 0) เราไม่สามารถหาค่าlogของจำนวนลบหรือศูนย์ในระบบจำนวนจริงได้ เช่น log_2(-4) หรือ log_5(0) จะไม่มีคำตอบในระบบจำนวนจริง

จำไว้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เจอโจทย์แนวสมการหรืออสมการลอการิทึม สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งเงื่อนไขว่า “หลังlogต้องมากกว่าศูนย์” และ “ฐานต้องมากกว่าศูนย์และไม่เท่ากับหนึ่ง” เสมอ

 

สรุปสูตรและคุณสมบัติของลอการิทึม (Logarithm Formulas) ทั้ง 10 สูตร

การทำข้อสอบลอการิทึมให้รวดเร็วและแม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้สูตรคุณสมบัติต่างๆ ต่อไปนี้คือตารางสรุปสูตรลอการิทึม 10 สูตรเด็ดที่ออกข้อสอบบ่อยที่สุดที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจ:

ลำดับที่

สูตร / คุณสมบัติ

คำอธิบายภาษาไทยและเทคนิคการจำ

 

1

log_a(M · N) = log_a(M) + log_a(N)

log ผลคูณ เท่ากับ log บวกกัน (ฐานต้องเหมือนกันทุกประการ)

2

log_a(M / N) = log_a(M) – log_a(N)

log ผลหาร เท่ากับ log ลบกัน โดยตัวส่วนจะเป็นตัวลบ

3

log_a(M^p) = p · log_a(M)

เลขชี้กำลังของตัวหลัง log สามารถ “ตบ” มาไว้ข้างหน้าเป็นตัวคูณได้

4

log_(a^q)(M) = (1 / q) · log_a(M)

เลขชี้กำลังของฐาน สามารถ “ตบ” มาเป็นตัวหารข้างหน้าได้

5

log_a(a) = 1

เมื่อตัวหลัง log และฐานเป็นตัวเดียวกัน จะมีค่าเท่ากับ 1 เสมอ

6

log_a(1) = 0

log 1 ของฐานใดๆ ก็ตามที่มีค่าถูกกฎนิยาม จะได้ 0 เสมอ

7

a^(log_a(M)) = M

ฐานเลขยกกำลังและฐาน log เหมือนกัน สามารถตัดกันเหลือตัวหลัง log ได้เลย

8

log_a(b) = 1 / log_b(a)

สูตรกลับเศษส่วน สามารถสลับตำแหน่งฐานและตัวหลัง log ได้โดยการสลับเศษส่วน

9

log_a(b) = log_c(b) / log_c(a)

สูตรเปลี่ยนฐาน สามารถเลือกฐานใหม่ (c) มาใส่แยกทั้งเศษและส่วนได้ตามต้องการ

10

M^(log_a(N)) = N^(log_a(M))

คุณสมบัติการสลับที่ ตัวฐานล่างสุดและตัวหลัง log ด้านบนสุดสลับที่กันได้

ลอการิทึมสามัญ (Common Logarithms) และลอการิทึมธรรมชาติ (Natural Logarithms)

ในทางปฏิบัติและในข้อสอบ ม.ปลาย จะมีลอการิทึมอยู่ 2 ชนิดที่ถูกใช้งานบ่อยมากจนมีการตั้งชื่อเฉพาะและมีรูปแบบสัญลักษณ์ที่เป็นสากล ดังนี้:

ลอการิทึมสามัญ (Common Logarithms)

คือ ลอการิทึมที่มีฐานเป็น 10 ความพิเศษของมันคือเมื่อเราเขียนใช้งาน เรามักจะไม่นิยมเขียนเลขฐาน 10 กำกับไว้ที่ฐาน เช่น ถ้าในโจทย์เขียนว่า log x ให้เราเข้าใจตรงกันทันทีว่ามันคือ log_10(x) ลอการิทึมสามัญมีความสำคัญมากในเรื่องการหาค่าแคแรกเทอริสติก (Characteristic) ซึ่งบอกถึงพาวเวอร์ของเลขฐานสิบ และแมนทิสซา (Mantissa) ที่บอกค่าทศนิยมในตารางlog

ลอการิทึมธรรมชาติ (Natural Logarithms)

คือ ลอการิทึมที่มีฐานเป็นค่าคงตัว e (โดยที่ e เป็นจำนวนอตรรกยะที่มีค่าประมาณ 2.7182818…) นิยมเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ ln x (อ่านว่า logธรรมชาติของเอ็กซ์ หรือบางคนเรียนว่า แอลเอ็น เอ็กซ์) มักพบเจอมากในพาร์ตประยุกต์ แคลคูลัส ฟิสิกส์ และการคำนวณอัตราการเติบโตแบบทวีคูณ เช่น ดอกเบี้ยทบต้นแบบต่อเนื่อง หรือการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ทั้งนี้คุณสมบัติของ ln จะเหมือนกับ log ทุกประการ เพียงแค่ฐานของมันคือค่า e เท่านั้น (เช่น ln e = log_e(e) = 1)

 

การประยุกต์ใช้ลอการิทึมในวิทยาศาสตร์และชีวิตจริง

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าเรียนลอการิทึมไปทำไมในชีวิตจริง? ลอการิทึมเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อจัดการกับข้อมูลที่มีช่วงกว้างมากๆ (Exponential Scale) ให้กลายเป็นช่วงที่มนุษย์เข้าใจได้ง่ายขึ้น (Linear Scale) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมีดังนี้:

 

  • การวัดระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว (Richter Scale): มาตราริกเตอร์ใช้สเกลลอการิทึม แผ่นดินไหวขนาด 6 จะมีความรุนแรง (แอมพลิจูดของคลื่น) มากกว่าขนาด 5 อยู่ 10 เท่า และรุนแรงกว่าขนาด 4 ถึง 100 เท่า

 

  • การวัดระดับความเข้มเสียง (Decibel – dB): เนื่องจากการได้ยินของหูมนุษย์ตอบสนองต่อความเข้มเสียงแบบลอการิทึม ระดับเสียงที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 dB หมายความว่าความเข้มเสียงจริงเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า

 

  • ค่า pH ในทางเคมี: ค่าความเป็นกรด-ด่างของสารละลาย คำนวณจากสูตร pH = -log[H+] ซึ่งเป็นการวัดความเข้มข้นของไอออนไฮโดรเจน เพื่อให้เหล่านักเคมีไม่ต้องเรียกตัวเลขทศนิยมยาวๆ เช่น 0.0000001 โมลต่อลิตร แต่เรียกสั้นๆ ว่า pH 7 แทน

ลักษณะกราฟลอการิทึม: เทคนิคการแยกฟังก์ชันเพิ่ม-ฟังก์ชันลด

การพิจารณา “ฐาน” ของลอการิทึมเป็นกุญแจสำคัญในการแก้โจทย์อสมการลอการิทึม โดยเราสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลักที่ส่งผลต่อเครื่องหมายอสมการ ดังนี้:

  1. กรณีฐานมากกว่า 1 (a > 1) : ฟังก์ชันเพิ่ม (Increasing Function)
  • ลักษณะกราฟ: กราฟจะมีความชันเป็นบวก (พุ่งขึ้นจากซ้ายไปขวา)
  • ผลต่ออสมการ: เมื่อปลด log ออก เราสามารถ “คง” เครื่องหมายเดิมไว้ได้เลย
  • เช่น: ถ้า log_a(X) > log_a(Y) จะได้ X > Y (เครื่องหมายเดิม)
  1. กรณีฐานอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 (0 < a < 1) : ฟังก์ชันลด (Decreasing Function)
  • ลักษณะกราฟ: กราฟจะมีความชันเป็นลบ (ดิ่งลงจากซ้ายไปขวา)
  • ผลต่ออสมการ: จุดนี้สำคัญมาก! เมื่อปลด log ออก เรา “ต้อง” กลับเครื่องหมายอสมการทันที
  • เช่น: ถ้า log_a(X) > log_a(Y) จะได้ X < Y (กลับเครื่องหมายจาก > เป็น <)

💡 Exam Tip: ในข้อสอบจริงเมื่อเจอโจทย์ log ที่ฐานเป็นเศษส่วน เช่น log_{1/2}(x) > 3 หากเผลอทำโดยไม่กลับเครื่องหมายอสมการ จะได้คำตอบที่ผิดพลาดทันที ดังนั้นทุกครั้งที่เริ่มแก้โจทย์อสมการ ต้องเช็กค่า a ให้ดีก่อนเสมอว่าอยู่ในกรณีฟังก์ชันเพิ่มหรือลดครับ

ขั้นตอนและเทคนิคการแก้สมการและอสมการลอการิทึม

การแก้สมการและอสมการลอการิทึมในข้อสอบ ม.ปลาย มีหลักการสำคัญที่ต้องทำตามเป็นระบบ 3 ขั้นตอนดังนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาด:

  1. จัดรูปสมการโดยใช้สูตรคุณสมบัติ: พยายามยุบรวม log ที่มีฐานเหมือนกันเข้าด้วยกัน เช่น ถ้าฝั่งซ้ายมีlogบวกกัน ให้ใช้สูตรเปลี่ยนเป็นlogผลคูณ เพื่อให้อยู่ในรูปพื้นฐาน เช่น log_a(X) = log_a(Y) จากนั้นเราจะสามารถ “ปลดlog” ออกได้เป็น X = Y
  2. การแปลงร่างเป็นเอ็กซ์โพเนนเชียล: ในกรณีที่สมการอยู่ในรูป log_a(X) = B เราสามารถปลด log ได้โดยการดันฐาน log (a) ไปเป็นฐานของเลขยกกำลังอีกฝั่งหนึ่ง จะได้สมการใหม่คือ X = a^B จากนั้นจึงแก้สมการพีชคณิตตามปกติ (เช่น สมการเชิงเส้น หรือสมการกำลังสอง)
  3. ตรวจคำตอบกับเงื่อนไขนิยามเสมอ (Critical Step): เมื่อได้ค่า x ออกมาแล้ว อย่าเพิ่งรีบกาคำตอบ! ต้องนำค่า x นั้นกลับไปแทนในพจน์ “หลัง log” และ “ฐาน log” ของโจทย์ดั้งเดิม เพื่อเช็กว่าค่าหลัง log ต้องมากกว่า 0 และฐาน log ต้องมากกว่า 0 และไม่เท่ากับ 1 หรือไม่ ถ้าแทนแล้วทำให้ติดลบหรือเป็นศูนย์ ค่านั้นจะถูกตัดทิ้งทันที

 H2: ตะลุยโจทย์และแนวข้อสอบ ม.ปลาย พร้อมเฉลยละเอียดอย่างเป็นขั้นตอน

มาลองฝึกทำโจทย์จริงจากระดับพื้นฐานไปจนถึงแนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อให้เกิดความชำนาญกันครับ

โจทย์ข้อที่ 1: การหาค่าลอการิทึมพื้นฐาน (เน้นใช้สูตรตบเลขชี้กำลัง)

โจทย์: จงหาค่าของ log_2(32) + log_3(1/27) – log_7(√7)

วิธีทำอย่างละเอียด:

เราจะทำการแยกคิดหาค่าทีละพจน์โดยปรับตัวเลขหลังlogให้อยู่ในรูปเลขยกกำลังที่มีฐานเดียวกับฐาน log ดังนี้:

  • พจน์ที่ 1: log_2(32) เนื่องจาก 32 = 2⁵ จะได้ log_2(2⁵) = 5 · log_2(2) = 5(1) = 5
  • พจน์ที่ 2: log_3(1/27) เนื่องจาก 1/27 = 1/3³ = 3⁻³ จะได้ log_3(3⁻³) = -3 · log_3(3) = -3(1) = -3
  • พจน์ที่ 3: log_7(√7) เนื่องจาก √7 = 7^(1/2) จะได้ log_7(7^(1/2)) = (1/2) · log_7(7) = 1/2

นำค่าที่ได้ทั้งหมดกลับมาแทนในสมการโจทย์: 5 + (-3) – (1/2) = 2 – 0.5 = 1.5

ตอบ: 1.5

โจทย์ข้อที่ 2: การแก้สมการลอการิทึม (แนวข้อสอบโรงเรียนพาร์ตอัตนัย)

โจทย์: จงแก้สมการ log_2(x + 3) + log_2(x – 3) = 4

วิธีทำอย่างละเอียด:

ขั้นที่ 1: กำหนดเงื่อนไขหลังlogก่อน เพื่อความปลอดภัย:

x + 3 > 0 ⇒ x > -3

x – 3 > 0 ⇒ x > 3

ดังนั้น เงื่อนไขรวมคือ x ต้องมากกว่า 3 เท่านั้น (x > 3)

ขั้นที่ 2: ยุบรวมlogฝั่งซ้ายโดยใช้สูตรlogผลบวกเปลี่ยนเป็นlogผลคูณ:

log_2((x + 3)(x – 3)) = 4

ใช้สูตรผลต่างกำลังสองกระจายพจน์หลังlog จะได้ log_2(x² – 9) = 4

ขั้นที่ 3: ปลดlogโดยการดันฐาน 2 ไปยกกำลังฝั่งขวา:

x² – 9 = 2⁴

x² – 9 = 16

x² = 16 + 9 = 25

จะได้ x = 5 หรือ x = -5

ขั้นที่ 4: ตรวจสอบคำตอบกับเงื่อนไขในขั้นที่ 1:

เนื่องจากเราตั้งเงื่อนไขไว้ว่า x > 3 ดังนั้น ค่า x = 5 ใช้ได้ แต่ค่า x = -5 ใช้ไม่ได้ (เพราะจะทำให้หลังlogพจน์แรกและพจน์สองติดลบ)

ตอบ: เซตคำตอบของสมการคือ {5}

โจทย์ข้อที่ 3: ข้อสอบแนวประยุกต์เปลี่ยนฐาน (แนวข้อสอบ A-Level)

โจทย์: ถ้ากำหนดให้ log_2(3) = a และ log_3(5) = b จงหาค่าของ log_12(50) ในรูปของตัวแปร a และ b

วิธีทำอย่างละเอียด:

โจทย์ข้อนี้เป็นการทดสอบทักษะการเปลี่ยนฐานlog สังเกตว่าตัวเลขเชื่อมโยงที่โผล่มาในเงื่อนไขทั้งสองพจน์คือเลข 3 ดังนั้นเราควรเปลี่ยนทุกพจน์ให้กลายเป็นลอการิทึมฐาน 3 เพื่อความง่ายในการคำนวณ

จากเงื่อนไขที่ 1: log_2(3) = a ใช้สูตรกลับฐานสลับเศษส่วนจะได้ log_3(2) = 1/a

จากเงื่อนไขที่ 2: โจทย์ให้ log_3(5) = b มาเรียบร้อยแล้ว

ถัดมา นำสิ่งที่เราต้องการหาคือ log_12(50) มาใช้สูตรเปลี่ยนฐานเป็นฐาน 3:

log_12(50) = log_3(50) / log_3(12)

ทำการแยกตัวประกอบของตัวเลขหลังlogทั้งตัวเศษและตัวส่วน:

ตัวเศษ: log_3(50) = log_3(2 · 25) = log_3(2 · 5²) = log_3(2) + log_3(5²) = log_3(2) + 2·log_3(5)

ตัวส่วน: log_3(12) = log_3(4 · 3) = log_3(2² · 3) = log_3(2²) + log_3(3) = 2·log_3(2) + log_3(3)

นำค่า log_3(2) = 1/a , log_3(5) = b และ log_3(3) = 1 แทนค่าลงไปในเศษส่วน:

ตัวเศษ = (1/a) + 2b = (1 + 2ab) / a

ตัวส่วน = 2(1/a) + 1 = (2 + a) / a

นำตัวเศษมาหารด้วยตัวส่วน (ตัวหารส่วน a จะตัดกันไปเองตามหลักเศษส่วนซ้อน):

log_12(50) = (1 + 2ab) / (2 + a)

ตอบ: (1 + 2ab) / (a + 2)

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับลอการิทึม

Q: อกของศูนย์ (log 0) และล็อกของเลขติดลบ มีค่าเท่ากับเท่าไร?

A: ในระบบจำนวนจริง log 0 และล็อกของเลขติดลบ (เช่น log(-5)) จะ “ไม่มีนิยาม” ครับ เพราะไม่มีจำนวนจริงใดๆ ที่ฐานเป็นจำนวนบวกแล้วยกกำลังผลลัพธ์ออกมาเป็น 0 หรือติดลบได้ หากพิจารณาจากกราฟของฟังก์ชันลอการิทึม ค่า x จะต้องมากกว่า 0 เสมอ (กราฟจะเข้าใกล้แกน Y แต่ไม่ตัดและข้ามไปฝั่งลบ)

Q: สัญลักษณ์ ln และ log แตกต่างกันอย่างไร และใช้งานสลับกันได้ไหม?

A: ความแตกต่างอยู่ที่ “ฐานของลอการิทึม” เท่านั้นครับ สัญลักษณ์ log x คือลอการิทึมฐาน 10 ส่วน ln x คือลอการิทึมฐาน e (e ≈ 2.718) ในส่วนของคุณสมบัติและสูตรการคำนวณทุกลักษณะ ทั้ง 10 สูตรสามารถนำมาใช้ร่วมกับพจน์ ln ได้เหมือนกับ log ทุกประการครับ

Q: ทำไมในนิยามลอการิทึมถึงต้องสั่งห้ามไม่ให้ฐาน (a) เท่ากับ 1?

A: เพราะถ้าฐานเป็น 1 เมื่อเราแปลงกลับเป็นรูปเอ็กซ์โพเนนเชียล 1^y = x เนื่องจากเลข 1 ยกกำลังด้วยจำนวนจริงใดๆ ก็ตาม ก็ยังคงได้ผลลัพธ์เท่ากับ 1 เสมอ มันจะไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ผกผันกับ x ค่าอื่นๆ ได้ และจะทำให้ไม่เกิดฟังก์ชันที่สามารถนำไปใช้คำนวณได้จริงนั่นเอง

Q: จุดไหนที่นักเรียน ม.ปลาย มักจะทำคะแนนพลาดมากที่สุดในบทนี้?

A: จุดที่พลาดมากที่สุดคือ “การลืมตรวจคำตอบเงื่อนไขหลังล็อก” ตอนทำข้อสอบประเภทสมการหรืออสมการ นักเรียนมักตั้งหน้าตั้งตาแก้สมการตามสูตรอย่างถูกต้องจนได้ค่า x ออกมาสองค่า แล้วจับคู่นั้นไปตอบทันทีโดยลืมเช็กว่าค่า x บางค่าเมื่อนำไปแทนในโจทย์เดิมแล้วทำให้หลังล็อกติดลบ ซึ่งผิดนิยามอย่างร้ายแรง ทำให้โดนหักคะแนนไปอย่างน่าเสียดายครับ

บทความอื่นๆ

เหลือเวลาอีก
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
เหลือเวลาอีก
ขั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

บัตรติว 100 ที่นั่งสุดท้าย เท่านั้น

วัน
ชั่วโมง

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
ชั่วโมง
นาที
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

พบกับข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

วันนี้เท่านั้น! รับ ID Book ฟรีทันที

ที่สาขาออนดีมานด์

พี่ออนดี้ส่งโมเมนต์สุดพิเศษให้น้อง

ต้อนรับวันวาเลนไทน์

ดีลดี ดีลเดียวก่อนหมดวันแห่งความรัก สมัครเลย

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

โค้งสุดท้ายแล้ว เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

โค้งสุดท้าย TPAT3 เหลือเวลา

วัน

พี่ออนดีมานด์มีตัวช่วยพิเศษ

00
วัน
00
ชั่วโมง

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
วัน
00
ชั่วโมง
เหลือเวลา
00
วัน
00
ชั่วโมง

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

วันสุดท้ายแล้ว

สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !

นับถอยหลังก่อนสอบเข้าเตรียมอุดม (9 มี.ค. 67)

Days
ส่วนลดสูงสุด 500 บาท
3 ชม สุดท้ายแล้วสมัครคอร์เลย
ส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท
รับฟรี! ชุดแนวข้อสอบ TPAT3
วันสุดท้ายแล้ว
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
โปรสุดท้าย NETSAT
เพื่อน้องมข. อีก 14 วันก่อนสอบ
โปรสุดท้าย เพื่อน้อง TU
อีก 1 เดือน ก่อนสอบ
ด่วน LIVEติว เลข โค้งสุดท้าย
ก่อนสอบเตรียมอุดมฯ