เจาะลึกบท “อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี” เคมี ม.5 สรุปครบทุกปัจจัยและแนวข้อสอบวิเคราะห์

Rate03 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

Key Takeaways

อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี คือ ปริมาณสารที่เปลี่ยนแปลงไปเทียบกับเวลา โดยหัวใจสำคัญของบทนี้คือทฤษฎีการชนและการเกิดสารเชิงซ้อนกัมมันต์ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับพลังงานก่อกัมมันต์ (\mathrm{E}_{\mathrm{a}}) และความร้อนของปฏิกิริยา (\Delta \mathrm{H}) การทำความเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อปฏิกิริยา ทั้งธรรมชาติของสารตั้งต้น ความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิ และตัวเร่งปฏิกิริยา จะช่วยให้น้อง ๆ สามารถวิเคราะห์แนวข้อสอบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ได้อย่างแม่นยำเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสนามสอบ ม.ปลาย และ A-Level

Table of Contents

เมื่อขึ้นสู่ชั้น ม.5 เทอม 1 บทเรียนสำคัญในวิชาเคมีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี หลายคนอาจรู้สึกว่าบทนี้ยากเพราะมีทั้งส่วนที่เป็นทฤษฎี และส่วนคำนวณที่ต้องวิเคราะห์ตัวเลข แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปฏิกิริยาเคมีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเราตลอดเวลา บทความนี้จะชวนน้อง ๆ มาเปลี่ยนเรื่องเคมีชวนปวดหัวให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย มองเห็นภาพรวมอย่างเป็นระบบ และพร้อมกวาดคะแนนสอบในทุกสนาม

ความหมายของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

ในการศึกษาวิชาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี หมายถึง ปริมาณของสารตั้งต้นที่ลดลง หรือปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นจากปฏิกิริยาในหนึ่งหน่วยเวลา ซึ่งเราสามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปแบบสมการทั่วไปได้ดังนี้

  • อัตราการเปลี่ยนแปลงของสาร หมายถึง \frac{\text { ปริมาณสารตั้งต้นที่ลดลง }}{\text { ระยะเวลาที่ใช้ }} หรือ \frac{\text { ปริมาณสารผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น }}{\text { ระยะเวลาที่ใช้ }}
  • อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี (rate of chemical reaction, R) หาได้จากอัตราการเปลี่ยนแปลงของสารมาปรับด้วยเลขดุลในสมการเคมี

Rate08 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

หน่วยของอัตราการเกิดปฏิกิริยาจะขึ้นอยู่กับสถานะของสาร เช่น หากเป็นสารละลาย มักใช้หน่วยเป็น โมลาร์ต่อวินาที (M/s) แต่ถ้าเป็นแก๊สก็อาจใช้หน่วยเป็น มิลลิลิตรต่อวินาที (mL/s) สิ่งสำคัญที่น้อง ๆ มักพลาดในข้อสอบคือ การแยกแยะระหว่าง “อัตราเฉลี่ย” กับ “อัตรา ณ ขณะใดขณะหนึ่ง” ซึ่งอัตราเฉลี่ยจะคิดจากจุดเริ่มต้นถึงจุดสิ้นสุดของปฏิกิริยา ส่วนอัตรา ณ ขณะใดขณะหนึ่งจะคิดหาค่าความชัน (Slope) จากกราฟ ณ วินาทีนั้น ๆ สามารถสรุปชนิดของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ 3 ชนิด ดังนี้

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

การที่สารตั้งต้นจะเปลี่ยนไปเป็นผลิตภัณฑ์ได้นั้น ไม่ใช่ว่าจับสารมาผสมกันแล้วจะเกิดปฏิกิริยาได้ทันที นักวิทยาศาสตร์จึงได้ตั้งทฤษฎีขึ้นมาอธิบายกลไกในระดับอนุภาคไว้ 2 ทฤษฎีหลัก ๆ คือ

Rate01 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

 อัตราเฉลี่ย 

Rate02 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

อัตราในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ 

Rate03 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

อัตรา ณ ขณะใดขณะหนึ่ง

1. ทฤษฎีการชน

ทฤษฎีนี้กล่าวว่า ปฏิกิริยาเคมีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออนุภาคของสารตั้งต้นวิ่งมา “ชนกัน” เท่านั้น แต่การชนกันทุกครั้งไม่จำเป็นต้องเกิดปฏิกิริยาเสมอไป การชนที่จะประสบความสำเร็จต้องครบเงื่อนไข 2 ข้อนี้

  • ทิศทางในการชนต้องเหมาะสม: โมเลกุลต้องหันมุมหรือด้านที่จำเพาะเข้าหากัน เพื่อให้เอื้อต่อการสลายพันธะเดิมและสร้างพันธะใหม่

Rate04 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

  • พลังงานในการชนต้องมากพอ: อนุภาคที่ชนกันต้องมีพลังงานจลน์รวมกันแล้วเท่ากับหรือมากกว่า พลังงานก่อกัมมันต์ (Ea)

2. ทฤษฎีสถานะแทรนซิชัน

เมื่ออนุภาคของสารตั้งต้นชนกันด้วยทิศทางและพลังงานที่เหมาะสม จะเกิดการรวมตัวกันชั่วคราวกลายเป็นสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารเชิงซ้อนกัมมันต์ (Activated Complex) สารในสภาวะนี้จะมีพลังงานสูงมากและไม่เสถียร (Transition State) พันธะเดิมของสารตั้งต้นกำลังจะขาดออกจากกัน และพันธะใหม่ของผลิตภัณฑ์กำลังจะสร้างขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายแล้วสารเชิงซ้อนนี้สามารถเลือกที่จะเปลี่ยนไปเป็นผลิตภัณฑ์ หรือสลายตัวกลับมาเป็นสารตั้งต้นเหมือนเดิมก็ได้

Rate05 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

พลังงานกับการดำเนินไปของปฏิกิริยาเคมี

เมื่อเรานำความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานของสารและการดำเนินไปของปฏิกิริยาเคมีมาเขียนเป็นกราฟ จะสามารถจำแนกปฏิกิริยาออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามลักษณะการเปลี่ยนแปลงพลังงานความร้อน (\Delta \mathrm{H}) ดังนี้

Rate06 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

1. ปฏิกิริยาคายความร้อน

เป็นปฏิกิริยาที่ผลิตภัณฑ์มีพลังงานต่ำกว่าสารตั้งต้น เมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงระบบจึงปลดปล่อยพลังงานส่วนเกินออกมาสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้สิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิสูงขึ้น

  • ค่าความร้อนของปฏิกิริยา (H) จะมีค่าเป็นลบ (H<0) พลังงานก่อกัมมันต์ (\mathrm{E}_\mathrm{a}) ของปฏิกิริยาไปข้างหน้า จะมีค่าน้อยกว่า \mathrm{E}_\mathrm{a} ของปฏิกิริยาย้อนกลับ

2. ปฏิกิริยาดูดความร้อน

เป็นปฏิกิริยาที่ผลิตภัณฑ์มีพลังงานสูงกว่าสารตั้งต้น ระบบจึงต้องดูดกลืนพลังงานความร้อนจากสิ่งแวดล้อมเข้าไปเพื่อใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ ทำให้สิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิต่ำลง

  • ค่าความร้อนของปฏิกิริยา (\Delta \mathrm{H}) จะมีค่าเป็นบวก (H>0) พลังงานก่อกัมมันต์ (\mathrm{E}_\mathrm{a}) ของปฏิกิริยาไปข้างหน้า จะมีค่ามากกว่า \mathrm{E}_\mathrm{a} ของปฏิกิริยาย้อนกลับ

ข้อควรจำ: ไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาดูดหรือคายความร้อน ค่าพลังงานก่อกัมมันต์ (\mathrm{E}_\mathrm{a}) จะต้องวัดจากระดับพลังงานของสารตั้งต้นขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุด (Activated Complex) เสมอ และปฏิกิริยาที่มีค่า \mathrm{E}_\mathrm{a} ต่ำ จะเกิดได้เร็วกว่าปฏิกิริยาที่มีค่า \mathrm{E}_\mathrm{a} สูง

ปฏิกิริยาหลายขั้นตอน

Rate07 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

  • ขั้นกําหนดอัตรา (rate determining step) คือขั้นที่เกิดปฏิกิริยาช้าที่สุด ซึ่งจะเป็นขั้นที่มี \mathrm{E}_\mathrm{a} มากที่สุด
  • สารเชิงซ้อนกัมมันต์ (activated complex) คือสารประกอบใหม่ที่เกิดขึ้นชั่วคราวเมื่อโมเลกุลของสารตั้งต้นชนกันอย่างเหมาะสม
  • สารมัธยันตร์ (intermediate) คือสารที่เกิดขึ้นระหว่างการเกิดปฏิกิริยา แล้วถูกนําไปใช้เป็นสารตั้งต้นในปฏิกิริยาขั้นต่อไป

ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

หากต้องการควบคุมให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดเร็วขึ้นหรือช้าลง เราสามารถปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมผ่านปัจจัยสำคัญ 5 ประการ ตัวช่วยจำเพื่อใช้สอบจัดกลุ่มไว้ในตารางเปรียบเทียบดังนี้

Rate09 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

แนวข้อสอบเคมีเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี

เพื่อทดสอบความเข้าใจ น้อง ๆ ลองฝึกวิเคราะห์แนวข้อสอบบูรณาการความรู้เรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2 ข้อนี้

โจทย์ข้อที่ 1

คำถาม: จากปฏิกิริยาเคมี 2\mathrm{A}(aq) + 3\mathrm{B}(aq) \rightarrow \mathrm{C}(aq) + 4\mathrm{D}(g) ถ้าอัตราการลดลงของสาร B เท่ากับ 0.6 \times 10^{-2} M/s จงหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและอัตราการเกิดสาร D

แนวคิดและวิธีวิเคราะห์:

  • เขียนความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเกิดปฏิกิริยากับสัมประสิทธิ์เลขดุลหน้าสาร

Rate10 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

  • แทนค่าอัตราการลดลงของสาร B ซึ่งก็คือ -ΔBΔt = 0.6 x 10-2 M/s ลงในสมการเพื่อหา R 

Rate11 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

  • หาอัตราการเกิดสาร D โดยจับคู่ความสัมพันธ์ 

Rate12 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

คำตอบ: อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเท่ากับ 0.210-2 M/s และอัตราการเกิดสาร D เท่ากับ 

0.8 \times 10^{-2} M/s

โจทย์ข้อที่ 2

คำถาม: ในการศึกษาปฏิกิริยาคายความร้อนชนิดหนึ่ง พบว่าเมื่อทำปฏิกิริยาที่สภาวะปกติ อนุภาคของสารตั้งต้นมีการวิ่งเข้าชนกันตลอดเวลา แต่ปฏิกิริยาเกิดขึ้นช้ามาก ต่อมาเมื่อผู้ทำการทดลองตัดสินใจ “เติมตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ลงไปในระบบ” อยากทราบว่าการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาจะส่งผลต่อค่าพลังงานก่อกัมมันต์ (\mathrm{E}_\mathrm{a}) ค่าความร้อนของปฏิกิริยา (\Delta \mathrm{H}) และลักษณะกลไกการชนของอนุภาคอย่างไร

แนวคิดและวิธีวิเคราะห์:

  • วิเคราะห์ผลต่อค่า \mathrm{E}_\mathrm{a} : การใส่ตัวเร่งปฏิกิริยาจะส่งผลให้ ค่าพลังงานก่อกัมมันต์ (\mathrm{E}_\mathrm{a}) มีค่าลดลง
  • วิเคราะห์ผลต่อค่า \Delta \mathrm{H} : ตัวเร่งปฏิกิริยาไม่ได้เปลี่ยนแปลงระดับพลังงานของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ ดังนั้น ผลต่างของพลังงานหรือค่าความร้อนของปฏิกิริยา (\Delta \mathrm{H}) จึงคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
  • วิเคราะห์ผลต่อกลไกการชน : ตามทฤษฎีการชน เงื่อนไขการชนที่สำเร็จต้องมีพลังงานจลน์มากกว่าหรือเท่ากับค่า \mathrm{E}_\mathrm{a} เมื่อตัวเร่งปฏิกิริยาไปลดค่า \mathrm{E}_\mathrm{a} ให้ต่ำลง จึงส่งผลทำให้อนุภาคที่มีพลังงานจลน์มากพอที่จะชนแล้วเกิดปฏิกิริยาสำเร็จมีจำนวนสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น ปฏิกิริยาจึงดำเนินไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สรุปคำตอบ: การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาจะทำให้ค่า \mathrm{E}_\mathrm{a} ลดลง, ค่า \Delta \mathrm{H} เท่าเดิม และทำให้สัดส่วนของการชนที่ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น

เรียนเคมี ม.ปลาย กับ OnDemand

อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นบทที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจควบคู่ไปกับทักษะการคำนวณที่แม่นยำ หากน้อง ๆ รู้สึกว่าการอ่านหนังสือเองจับจุดได้ยาก หรืออยากได้เทคนิคการวิเคราะห์โจทย์ที่ซับซ้อนให้เสร็จภายในเวลาอันสั้น

OnDemand พร้อมช่วยให้น้อง ๆ เตรียมความพร้อมด้านการเรียน การสอบด้วยคอร์สเรียน วิชาเคมี ม.ปลาย โดย OnDemand ซึ่งสอนโดยทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ปูพื้นฐาน เพิ่มความมั่นใจก่อนสอบ เพิ่มคะแนนในห้องเรียน ไปจนถึงการสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัย

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี (FAQs)

Q: การเพิ่มอุณหภูมิกับการใส่ตัวเร่งปฏิกิริยา เพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีด้วยกลไกที่ต่างกันอย่างไร?

A: การเพิ่มอุณหภูมิจะช่วยเพิ่มพลังงานจลน์ทำให้อนุภาควิ่งเร็วขึ้นและชนกันแรงขึ้น ทำให้มีจำนวนอนุภาคที่มีพลังงานสูงกว่าค่า \mathrm{E}_\mathrm{a} มากขึ้น แต่ค่า \mathrm{E}_\mathrm{a} ของปฏิกิริยายังคงเท่าเดิม ส่วนการใส่ตัวเร่งปฏิกิริยาจะเป็นการไปปรับเปลี่ยนกลไกของปฏิกิริยา ทำให้ค่าพลังงานก่อกัมมันต์ (\mathrm{E}_\mathrm{a}) ลดต่ำลง ส่งผลให้อนุภาคผ่านไปเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น

A: ไม่ส่งผลต่อทุกสถานะ การเพิ่มความดันจะส่งผลอย่างชัดเจนเฉพาะกับปฏิกิริยาที่มีสารตั้งต้นเป็น แก๊ส เท่านั้น เพราะการเพิ่มความดันจะทำให้ปริมาตรลดลง อนุภาคของแก๊สจึงอยู่ชิดกันมากขึ้น (เปรียบเสมือนการเพิ่มความเข้มข้นของแก๊ส) ส่งผลให้อัตราการชนกันสูงขึ้นและปฏิกิริยาเกิดเร็วขึ้น

A: ค่าพลังงานก่อกัมมันต์ (\mathrm{E}_\mathrm{a}) เป็นสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละปฏิกิริยา ปัจจัยเดียวที่สามารถเปลี่ยนหรือลดค่า \mathrm{E}_\mathrm{a} ได้คือการใส่ตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) เท่านั้น การเปลี่ยนความเข้มข้น พื้นที่ผิว หรือแม้กระทั่งการเพิ่มอุณหภูมิ จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่า \mathrm{E}_\mathrm{a} ของปฏิกิริยาเลย

เหลือเวลาอีก
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
เหลือเวลาอีก
ขั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
ชั่วโมง
นาที
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

พบกับข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

วันนี้เท่านั้น! รับ ID Book ฟรีทันที

ที่สาขาออนดีมานด์

พี่ออนดี้ส่งโมเมนต์สุดพิเศษให้น้อง

ต้อนรับวันวาเลนไทน์

ดีลดี ดีลเดียวก่อนหมดวันแห่งความรัก สมัครเลย

บัตรติว 100 ที่นั่งสุดท้าย เท่านั้น

วัน
ชั่วโมง

โค้งสุดท้ายแล้ว เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

โค้งสุดท้าย TPAT3 เหลือเวลา

วัน

พี่ออนดีมานด์มีตัวช่วยพิเศษ

00
วัน
00
ชั่วโมง

เหลือเวลา

00
วัน
00
ชั่วโมง

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

วันสุดท้ายแล้ว

เหลือเวลา
00
วัน
00
ชั่วโมง