Key Takeaways
อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี คือ ปริมาณสารที่เปลี่ยนแปลงไปเทียบกับเวลา โดยหัวใจสำคัญของบทนี้คือทฤษฎีการชนและการเกิดสารเชิงซ้อนกัมมันต์ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับพลังงานก่อกัมมันต์ () และความร้อนของปฏิกิริยา (
) การทำความเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อปฏิกิริยา ทั้งธรรมชาติของสารตั้งต้น ความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิ และตัวเร่งปฏิกิริยา จะช่วยให้น้อง ๆ สามารถวิเคราะห์แนวข้อสอบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ได้อย่างแม่นยำเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสนามสอบ ม.ปลาย และ A-Level
Table of Contents
เมื่อขึ้นสู่ชั้น ม.5 เทอม 1 บทเรียนสำคัญในวิชาเคมีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี หลายคนอาจรู้สึกว่าบทนี้ยากเพราะมีทั้งส่วนที่เป็นทฤษฎี และส่วนคำนวณที่ต้องวิเคราะห์ตัวเลข แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปฏิกิริยาเคมีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเราตลอดเวลา บทความนี้จะชวนน้อง ๆ มาเปลี่ยนเรื่องเคมีชวนปวดหัวให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย มองเห็นภาพรวมอย่างเป็นระบบ และพร้อมกวาดคะแนนสอบในทุกสนาม
ความหมายของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
ในการศึกษาวิชาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี หมายถึง ปริมาณของสารตั้งต้นที่ลดลง หรือปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นจากปฏิกิริยาในหนึ่งหน่วยเวลา ซึ่งเราสามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปแบบสมการทั่วไปได้ดังนี้
- อัตราการเปลี่ยนแปลงของสาร หมายถึง
หรือ
- อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี (rate of chemical reaction, R) หาได้จากอัตราการเปลี่ยนแปลงของสารมาปรับด้วยเลขดุลในสมการเคมี
หน่วยของอัตราการเกิดปฏิกิริยาจะขึ้นอยู่กับสถานะของสาร เช่น หากเป็นสารละลาย มักใช้หน่วยเป็น โมลาร์ต่อวินาที (M/s) แต่ถ้าเป็นแก๊สก็อาจใช้หน่วยเป็น มิลลิลิตรต่อวินาที (mL/s) สิ่งสำคัญที่น้อง ๆ มักพลาดในข้อสอบคือ การแยกแยะระหว่าง “อัตราเฉลี่ย” กับ “อัตรา ณ ขณะใดขณะหนึ่ง” ซึ่งอัตราเฉลี่ยจะคิดจากจุดเริ่มต้นถึงจุดสิ้นสุดของปฏิกิริยา ส่วนอัตรา ณ ขณะใดขณะหนึ่งจะคิดหาค่าความชัน (Slope) จากกราฟ ณ วินาทีนั้น ๆ สามารถสรุปชนิดของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ 3 ชนิด ดังนี้
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
การที่สารตั้งต้นจะเปลี่ยนไปเป็นผลิตภัณฑ์ได้นั้น ไม่ใช่ว่าจับสารมาผสมกันแล้วจะเกิดปฏิกิริยาได้ทันที นักวิทยาศาสตร์จึงได้ตั้งทฤษฎีขึ้นมาอธิบายกลไกในระดับอนุภาคไว้ 2 ทฤษฎีหลัก ๆ คือ
อัตราเฉลี่ย
อัตราในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ
อัตรา ณ ขณะใดขณะหนึ่ง
1. ทฤษฎีการชน
ทฤษฎีนี้กล่าวว่า ปฏิกิริยาเคมีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออนุภาคของสารตั้งต้นวิ่งมา “ชนกัน” เท่านั้น แต่การชนกันทุกครั้งไม่จำเป็นต้องเกิดปฏิกิริยาเสมอไป การชนที่จะประสบความสำเร็จต้องครบเงื่อนไข 2 ข้อนี้
- ทิศทางในการชนต้องเหมาะสม: โมเลกุลต้องหันมุมหรือด้านที่จำเพาะเข้าหากัน เพื่อให้เอื้อต่อการสลายพันธะเดิมและสร้างพันธะใหม่
- พลังงานในการชนต้องมากพอ: อนุภาคที่ชนกันต้องมีพลังงานจลน์รวมกันแล้วเท่ากับหรือมากกว่า พลังงานก่อกัมมันต์ (Ea)
2. ทฤษฎีสถานะแทรนซิชัน
เมื่ออนุภาคของสารตั้งต้นชนกันด้วยทิศทางและพลังงานที่เหมาะสม จะเกิดการรวมตัวกันชั่วคราวกลายเป็นสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารเชิงซ้อนกัมมันต์ (Activated Complex) สารในสภาวะนี้จะมีพลังงานสูงมากและไม่เสถียร (Transition State) พันธะเดิมของสารตั้งต้นกำลังจะขาดออกจากกัน และพันธะใหม่ของผลิตภัณฑ์กำลังจะสร้างขึ้นมา ซึ่งสุดท้ายแล้วสารเชิงซ้อนนี้สามารถเลือกที่จะเปลี่ยนไปเป็นผลิตภัณฑ์ หรือสลายตัวกลับมาเป็นสารตั้งต้นเหมือนเดิมก็ได้
พลังงานกับการดำเนินไปของปฏิกิริยาเคมี
เมื่อเรานำความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานของสารและการดำเนินไปของปฏิกิริยาเคมีมาเขียนเป็นกราฟ จะสามารถจำแนกปฏิกิริยาออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามลักษณะการเปลี่ยนแปลงพลังงานความร้อน () ดังนี้
1. ปฏิกิริยาคายความร้อน
เป็นปฏิกิริยาที่ผลิตภัณฑ์มีพลังงานต่ำกว่าสารตั้งต้น เมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงระบบจึงปลดปล่อยพลังงานส่วนเกินออกมาสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้สิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิสูงขึ้น
- ค่าความร้อนของปฏิกิริยา (H) จะมีค่าเป็นลบ (H<0) พลังงานก่อกัมมันต์ (
) ของปฏิกิริยาไปข้างหน้า จะมีค่าน้อยกว่า
ของปฏิกิริยาย้อนกลับ
2. ปฏิกิริยาดูดความร้อน
เป็นปฏิกิริยาที่ผลิตภัณฑ์มีพลังงานสูงกว่าสารตั้งต้น ระบบจึงต้องดูดกลืนพลังงานความร้อนจากสิ่งแวดล้อมเข้าไปเพื่อใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ ทำให้สิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิต่ำลง
- ค่าความร้อนของปฏิกิริยา (
) จะมีค่าเป็นบวก (H>0) พลังงานก่อกัมมันต์ (
) ของปฏิกิริยาไปข้างหน้า จะมีค่ามากกว่า
ของปฏิกิริยาย้อนกลับ
ข้อควรจำ: ไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาดูดหรือคายความร้อน ค่าพลังงานก่อกัมมันต์ () จะต้องวัดจากระดับพลังงานของสารตั้งต้นขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุด (Activated Complex) เสมอ และปฏิกิริยาที่มีค่า
ต่ำ จะเกิดได้เร็วกว่าปฏิกิริยาที่มีค่า
สูง
ปฏิกิริยาหลายขั้นตอน
- ขั้นกําหนดอัตรา (rate determining step) คือขั้นที่เกิดปฏิกิริยาช้าที่สุด ซึ่งจะเป็นขั้นที่มี
มากที่สุด
- สารเชิงซ้อนกัมมันต์ (activated complex) คือสารประกอบใหม่ที่เกิดขึ้นชั่วคราวเมื่อโมเลกุลของสารตั้งต้นชนกันอย่างเหมาะสม
- สารมัธยันตร์ (intermediate) คือสารที่เกิดขึ้นระหว่างการเกิดปฏิกิริยา แล้วถูกนําไปใช้เป็นสารตั้งต้นในปฏิกิริยาขั้นต่อไป
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
หากต้องการควบคุมให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดเร็วขึ้นหรือช้าลง เราสามารถปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมผ่านปัจจัยสำคัญ 5 ประการ ตัวช่วยจำเพื่อใช้สอบจัดกลุ่มไว้ในตารางเปรียบเทียบดังนี้
แนวข้อสอบเคมีเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
เพื่อทดสอบความเข้าใจ น้อง ๆ ลองฝึกวิเคราะห์แนวข้อสอบบูรณาการความรู้เรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2 ข้อนี้
โจทย์ข้อที่ 1
คำถาม: จากปฏิกิริยาเคมี ถ้าอัตราการลดลงของสาร B เท่ากับ
M/s จงหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและอัตราการเกิดสาร D
แนวคิดและวิธีวิเคราะห์:
- เขียนความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเกิดปฏิกิริยากับสัมประสิทธิ์เลขดุลหน้าสาร
- แทนค่าอัตราการลดลงของสาร B ซึ่งก็คือ -ΔBΔt = 0.6 x 10-2 M/s ลงในสมการเพื่อหา R
- หาอัตราการเกิดสาร D โดยจับคู่ความสัมพันธ์
คำตอบ: อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเท่ากับ 0.210-2 M/s และอัตราการเกิดสาร D เท่ากับ
M/s
โจทย์ข้อที่ 2
คำถาม: ในการศึกษาปฏิกิริยาคายความร้อนชนิดหนึ่ง พบว่าเมื่อทำปฏิกิริยาที่สภาวะปกติ อนุภาคของสารตั้งต้นมีการวิ่งเข้าชนกันตลอดเวลา แต่ปฏิกิริยาเกิดขึ้นช้ามาก ต่อมาเมื่อผู้ทำการทดลองตัดสินใจ “เติมตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ลงไปในระบบ” อยากทราบว่าการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาจะส่งผลต่อค่าพลังงานก่อกัมมันต์ () ค่าความร้อนของปฏิกิริยา (
) และลักษณะกลไกการชนของอนุภาคอย่างไร
แนวคิดและวิธีวิเคราะห์:
- วิเคราะห์ผลต่อค่า
: การใส่ตัวเร่งปฏิกิริยาจะส่งผลให้ ค่าพลังงานก่อกัมมันต์ (
) มีค่าลดลง
- วิเคราะห์ผลต่อค่า
: ตัวเร่งปฏิกิริยาไม่ได้เปลี่ยนแปลงระดับพลังงานของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ ดังนั้น ผลต่างของพลังงานหรือค่าความร้อนของปฏิกิริยา (
) จึงคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
- วิเคราะห์ผลต่อกลไกการชน : ตามทฤษฎีการชน เงื่อนไขการชนที่สำเร็จต้องมีพลังงานจลน์มากกว่าหรือเท่ากับค่า
เมื่อตัวเร่งปฏิกิริยาไปลดค่า
ให้ต่ำลง จึงส่งผลทำให้อนุภาคที่มีพลังงานจลน์มากพอที่จะชนแล้วเกิดปฏิกิริยาสำเร็จมีจำนวนสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น ปฏิกิริยาจึงดำเนินไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สรุปคำตอบ: การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาจะทำให้ค่า ลดลง, ค่า
เท่าเดิม และทำให้สัดส่วนของการชนที่ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น
เรียนเคมี ม.ปลาย กับ OnDemand
อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นบทที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจควบคู่ไปกับทักษะการคำนวณที่แม่นยำ หากน้อง ๆ รู้สึกว่าการอ่านหนังสือเองจับจุดได้ยาก หรืออยากได้เทคนิคการวิเคราะห์โจทย์ที่ซับซ้อนให้เสร็จภายในเวลาอันสั้น
OnDemand พร้อมช่วยให้น้อง ๆ เตรียมความพร้อมด้านการเรียน การสอบด้วยคอร์สเรียน วิชาเคมี ม.ปลาย โดย OnDemand ซึ่งสอนโดยทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ปูพื้นฐาน เพิ่มความมั่นใจก่อนสอบ เพิ่มคะแนนในห้องเรียน ไปจนถึงการสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัย
สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม
- Add Line: Ondemand Education
- โทรศัพท์: 02-251-9456 (08.00-20.00 น.)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี (FAQs)
Q: การเพิ่มอุณหภูมิกับการใส่ตัวเร่งปฏิกิริยา เพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีด้วยกลไกที่ต่างกันอย่างไร?
A: การเพิ่มอุณหภูมิจะช่วยเพิ่มพลังงานจลน์ทำให้อนุภาควิ่งเร็วขึ้นและชนกันแรงขึ้น ทำให้มีจำนวนอนุภาคที่มีพลังงานสูงกว่าค่า มากขึ้น แต่ค่า
ของปฏิกิริยายังคงเท่าเดิม ส่วนการใส่ตัวเร่งปฏิกิริยาจะเป็นการไปปรับเปลี่ยนกลไกของปฏิกิริยา ทำให้ค่าพลังงานก่อกัมมันต์ (
) ลดต่ำลง ส่งผลให้อนุภาคผ่านไปเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น
Q: การเพิ่มความดันมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารทุกสถานะหรือไม่?
A: ไม่ส่งผลต่อทุกสถานะ การเพิ่มความดันจะส่งผลอย่างชัดเจนเฉพาะกับปฏิกิริยาที่มีสารตั้งต้นเป็น แก๊ส เท่านั้น เพราะการเพิ่มความดันจะทำให้ปริมาตรลดลง อนุภาคของแก๊สจึงอยู่ชิดกันมากขึ้น (เปรียบเสมือนการเพิ่มความเข้มข้นของแก๊ส) ส่งผลให้อัตราการชนกันสูงขึ้นและปฏิกิริยาเกิดเร็วขึ้น
Q: พลังงานก่อกัมมันต์ (
) ของปฏิกิริยาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยปัจจัยใดบ้าง?
A: ค่าพลังงานก่อกัมมันต์ () เป็นสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละปฏิกิริยา ปัจจัยเดียวที่สามารถเปลี่ยนหรือลดค่า
ได้คือการใส่ตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) เท่านั้น การเปลี่ยนความเข้มข้น พื้นที่ผิว หรือแม้กระทั่งการเพิ่มอุณหภูมิ จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่า
ของปฏิกิริยาเลย

ทีมวิชาการและแนะแนวการศึกษา OnDemand | OnDemand Academic & Career Advisory Team
ทีมพี่ ๆ ติวเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทย์-คณิต และการเตรียมสอบ TCAS (TGAT, TPAT, A-Level) ประสบการณ์กว่า 18 ปี พร้อมดูแลน้อง ๆ ในสไตล์แบบ “”พี่สอนน้อง”” ที่เน้นความเข้าใจจริง เทคนิคทำโจทย์แม่นยำ เป็นพาร์ตเนอร์ทางการศึกษาที่น่าเชื่อถือของน้อง ๆ และผู้ปกครอง













