Key Takeaways:
- แสงเชิงรังสีหรือแสงเชิงเรขาคณิตอธิบายพฤติกรรมของแสงผ่านรังสีซึ่งตั้งฉากกับหน้าคลื่นเสมอ
- กฎการสะท้อนกล่าวว่า “มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน และรังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน เส้นแนวฉาก ต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน”
- การหักเหของแสงเกิดขึ้นจากอัตราเร็วแสงเปลี่ยนไปในแต่ละตัวกลาง ในกรณีที่รังสีทำมุมกับเส้นแนวฉาก ความยาวคลื่น อัตราเร็วแสง มุมตกกระทบ และมุมหักเห เป็นไปตามกฎของสเนลล์
- มุมวิกฤตเกิดขึ้นเมื่อแสงเดินทางจากตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหมากไปน้อยและมุมหักเหเท่ากับ 90^\circ
- การเกิดภาพจากกระจกและเลนส์คำนวณผ่านสูตรเดียวกัน แต่ต้องระวังเครื่องหมายของปริมาณต่าง ๆ ที่แทนค่าในสูตร
Table of Contents
การอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของแสงสามารถทำได้หลายวิธีตามแบบจำลองทางฟิสิกส์ ในระดับ ม.ปลาย จะศึกษาแสงเชิงคลื่นเพื่ออธิบายการเลี้ยวเบนและการแทรกสอด และศึกษาปรากฏการณ์สะท้อนและการหักเห และการมองแบบจำลอง “แสงเชิงรังสี” (Ray Optics) หรือ “แสงเชิงเรขาคณิต” (Geometrical Optics) ที่ทำให้มองเห็นภาพและคำนวณได้ง่ายขึ้นด้วยหลักการทางคณิตศาสตร์และเรขาคณิต
สมัครเรียนคอร์สฟิสิกส์ ม.ปลาย กับ OnDemand
รังสีของแสง (Light Ray) คือ เส้นตรงสมมติที่ลากตั้งฉากกับหน้าคลื่นแสงเพื่อบอกทิศทางการเคลื่อนที่ของแสง เช่น แสงจากแหล่งกำเนิดที่เป็นจุดจะแผ่รังสีออกไปรอบทิศทาง ขณะที่แสงจากแหล่งกำเนิดที่อยู่ไกลมากอย่างดวงอาทิตย์จะเดินทางเข้ามาเป็นรังสีขนาน
การสะท้อนของแสงและกฎการสะท้อน
การสะท้อนของแสง (Reflection of Light) เกิดขึ้นเมื่อรังสีของแสงเดินทางไปตกกระทบรอยต่อของตัวกลางและสะท้อนกลับมาในตัวกลางเดิม โดยพฤติกรรมของแสงจะเป็นไปตามกฎการสะท้อน (Law of Reflection) ที่มี 2 ข้อ ดังนี้
- รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน และเส้นแนวฉาก (Normal Line) จะต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน
- มุมตกกระทบจะเท่ากับมุมสะท้อน โดยที่มุมทั้งสองต้องวัดเทียบกับเส้นแนวฉาก เขียนแทนด้วยสมการ
เมื่อแสงตกกระทบพื้นผิวที่เรียบสนิท เช่น กระจกเงาราบ แสงจะสะท้อนอย่างเป็นระเบียบไปในทิศทางเดียวกัน แต่ถ้าแสงตกกระทบพื้นผิวที่ขรุขระ เช่น แผ่นกระดาษยับหรือพื้นคอนกรีต แสงจะสะท้อนออกไปอย่างไร้ระเบียบในทิศทางที่หลากหลาย
การหักเหของแสง ดรรชนีหักเห และกฎของสเนลล์
การหักเหของแสง (Refraction of Light) เป็นปรากฏการณ์ที่แสงเดินทางผ่านรอยต่อระหว่างตัวกลางต่างชนิดกัน เนื่องจากเมื่อแสงการหักเห อัตราเร็วของแสงในตัวกลางแต่ละชนิดจะเปลี่ยนไปตามตัวกลางนั้น เพื่อระบุคุณสมบัตินี้ ทางฟิสิกส์จึงกำหนดค่า ดรรชนีหักเห (Index of Refraction, n) ของตัวกลาง ซึ่งหาได้จากอัตราส่วนระหว่างอัตราเร็วแสงในสุญญากาศ (c \approx 3.0 \times 10^8 \text{ m/s}) ต่ออัตราเร็วของแสงในตัวกลางนั้นๆ (v)
n = \dfrac{c}{v}ค่าดรรชนีหักเหเป็นปริมาณที่ไม่มีหน่วย ตารางด้านล่างแสดงค่าดรรชนีหักเหของสารบางชนิดสำหรับความยาวคลื่นแสง 589\text{ nm} ที่อุณหภูมิ 20^\circ\text{C}
|
สสาร |
สถานะที่อุณหภูมิ 20^\circ\text{C} |
ดรรชนีหักเห (n) |
|
สุญญากาศ / อากาศ |
แก๊ส |
1.00 |
|
น้ำแข็ง |
ของแข็ง |
1.31 |
|
น้ำ |
ของเหลว |
1.33 |
|
แก้วคราวน์ |
ของแข็ง |
1.52 |
|
แก้วฟลินท์ |
ของแข็ง |
1.66 |
จากการหักเหของแก้วคราวน์ที่มีดรรชนีหักเหเท่ากับ 1.52 พบว่าแสงเคลื่อนที่ช้าลงในเนื้อแก้วคราวน์ โดยอัตราเร็วสามารถคำนวณได้ดังนี้
จากนิยามดรรชีหักเห n = \dfrac{c}{v}
จะได้ว่า v = \dfrac{3.0 \times 10^8}{1.52} \approx 1.97 \times 10^8 \text{ m/s}
กฎของสเนลล์
พฤติกรรมการหักเหของแสงเป็นไปตาม กฎของสเนลล์ (Snell’s Law) ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ไว้ว่าอัตราส่วนของไซน์ของมุมตกกระทบ (\sin \theta_1) ในตัวกลางที่หนึ่งต่อไซน์ของมุมหักเหในตัวกลางที่สอง (\sin \theta_2) จะมีค่าคงที่เสมอ
n_1 \sin \theta_1 = n_2 \sin \theta_2และมีความสัมพันธ์กับอัตราเร็ว (v) และความยาวคลื่นแสง (\lambda) ดังนี้
\dfrac{\sin \theta_1}{\sin \theta_2} = \dfrac{v_1}{v_2} = \dfrac{\lambda_1}{\lambda_2} = \dfrac{n_2}{n_1}มุมวิกฤตและการสะท้อนกลับหมด
เมื่อแสงเดินทางจากตัวกลางที่ดรรชนีหักเหมากไปยังตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหน้อยกว่า เช่น จากพลาสติกหรือน้ำออกสู่อากาศ รังสีหักเหจะเบนออกจากเส้นแนวฉาก ทำให้มุมหักเหโตกว่ามุมตกกระทบ หากเพิ่มมุมตกกระทบขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมุมหักเหมีค่าเท่ากับ 90^\circ พอดีตามแนวรอยต่อตัวกลาง มุมตกกระทบนี้จะเรียกว่า มุมวิกฤต (Critical Angle, \theta_c)
จากกฎของสเนลล์ หากกำหนดให้ตัวกลางที่สองเป็นอากาศ (n_2 = 1.00) และมุมหักเห \theta_2 = 90^\circ จะได้สมการสำหรับคำนวณหามุมวิกฤตดังนี้
\sin \theta_c = \dfrac{n_2}{n_1}ในกรณีที่มุมตกกระทบมีค่าเพิ่มขึ้นจนมากกว่ามุมวิกฤต (\theta_1 > \theta_c) แสงจะไม่สามารถหักเหออกไปยังตัวกลางถัดไปได้ แต่จะสะท้อนกลับเข้ามายังตัวกลางเดิมทั้งหมด ซึ่งเรียกว่า การสะท้อนกลับหมด (Total Internal Reflection)
ปรากฏการณ์ลึกจริงและลึกปรากฏ
เมื่อมองวัตถุที่อยู่ในตัวกลางต่างชนิดกับตาของผู้สังเกต รังสีของแสงจากวัตถุจะหักเหที่ผิวรอยต่อก่อนเข้าสู่ดวงตา ส่งผลให้เรามองเห็นภาพวัตถุอยู่ในตำแหน่งที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เรียกว่า ลึกจริงและลึกปรากฏ (Real and Apparent Depth)
สำหรับการมองในแนวตรงหรือทำมุมน้อยมาก ๆ กับเส้นแนวฉากสามารถคำนวณหาความสัมพันธ์ได้ผ่านสมการ
\dfrac{s’}{s} = \dfrac{n_{\text{ตา}}}{n_{\text{วัตถุ}}}โดยที่ s คือ ระยะลึกจริงของวัตถุเทียบจากผิวรอยต่อ
s’ คือ ระยะลึกปรากฏของภาพวัตถุเทียบจากผิวรอยต่อ
n_{\text{ตา}} คือ ดรรชนีหักเหของตัวกลางที่ตาผู้สังเกตอยู่
n_{\text{วัตถุ}} คือ ดรรชนีหักเหของตัวกลางที่วัตถุอยู่ scs .
หากเราอยู่ในอากาศมองลงไปดูปลาในน้ำปลาจะปรากฏอยู่ตื้นกว่าความจริง ในทางตรงกันข้าม หากปลาอยู่ในน้ำมองขึ้นมาดูวัตถุในอากาศ จะเห็นวัตถุอยู่สูงขึ้นและไกลกว่าปกติ
ภาพที่เกิดจากกระจกเงาทรงกลมและเลนส์บาง
การคำนวณหาตำแหน่ง ขนาด และชนิดของภาพที่เกิดจากการสะท้อนบนกระจกเงาทรงกลมได้แก่ กระจกเว้า และกระจกนูน หรือภาพที่เกิดจากการหักเหผ่านเลนส์บาง ได้แก่ เลนส์นูน และเลนส์เว้า สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยสูตรฟิสิกส์ชุดเดียวกัน ดังนี้
\dfrac{1}{f} = \dfrac{1}{s} + \dfrac{1}{s’}และสูตรสำหรับคำนวณหากำลังขยายภาพ (m) เพื่อระบุขนาดและลักษณะของภาพ
m = \dfrac{y’}{y} = -\dfrac{s’}{s}หลักการสำคัญที่สุดในการแก้โจทย์ปัญหาหัวข้อนี้ คือ การแทนค่าเครื่องหมายบวกหรือลบให้กับตัวแปรแต่ละตัว ซึ่งมีข้อตกลง ดังนี้
|
ปริมาณทางฟิสิกส์ |
เครื่องหมายบวก (+) |
เครื่องหมายลบ (-) |
|
ความยาวโฟกัส (f) |
กระจกเว้า / เลนส์นูน |
กระจกนูน / เลนส์เว้า |
|
ระยะวัตถุ (s) |
วัตถุจริง (อยู่หน้ากระจก/เลนส์) |
วัตถุเสมือน (อยู่หลังกระจก/เลนส์) |
|
ระยะภาพ (s’) |
ภาพจริง (หน้ากระจก / หลังเลนส์) |
ภาพเสมือน (หลังกระจก / หน้าเลนส์) |
|
กำลังขยาย (m) |
ภาพจริง (หัวกลับ)* |
ภาพเสมือน (หัวตั้ง)* |
หมายเหตุ: ข้อสรุปที่ว่า ภาพจริง (หัวกลับ)* และภาพเสมือน (หัวตั้ง)* เป็นภาพที่เกิดจากกระจกหนึ่งบานหรือเลนส์หนึ่งชิ้น
ตัวอย่างโจทย์ฟิสิกส์ ม.ปลาย พร้อมวิธีทำอย่างละเอียด
การหามุมวิกฤตของวัสดุ
ตัวอย่าง จงหามุมวิกฤตของแท่งพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีดรรชนีหักเหประมาณ 1.5 เมื่อวางไว้
ในอากาศ
วิธีทำ จากการสะท้อนกลับหมด แสงจะต้องเดินทางจากตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหมากกว่าไปน้อยกว่า ดัง
นั้นตัวกลางที่ 1 คือพลาสติก (n_1 = 1.5) และตัวกลางที่ 2 คืออากาศ (n_2 = 1.0)
จากสูตรมุมวิกฤต \sin \theta_c = \dfrac{n_2}{n_1}
แทนค่า \sin \theta_c = \dfrac{1.0}{1.5} = \dfrac{2}{3} </p> \theta_c = \sin^{-1}\left(\dfrac{2}{3} </p> <p>\right) \approx 41.8^\circ
ตอบ มุมวิกฤตของแท่งพลาสติกประมาณ 41.8 องศา
ปรากฏการณ์ลึกจริงลึกปรากฏ
ตัวอย่าง ปลาเสือตัวหนึ่งว่ายอยู่ในน้ำ กำลังจ้องมองแมลงปอที่บินอยู่ในอากาศในแนวตรงเหนือผิวน้ำ
โดยปลาเสืออยู่ใต้จากผิวน้ำ 30 เซนติเมตร ปลาเสือตัวนี้จะมองเห็นแมลงปออยู่
ห่างจากผิวน้ำที่ระยะกี่เซนติเมตร กำหนดให้ ดรรชนีหักเหของน้ำมีค่าเท่ากับ
\dfrac{4}{3}วิธีทำ เนื่องจากผู้สังเกตคือปลาซึ่งอยู่ในน้ำ ดังนั้นดรรชนีหักเหฝั่งตาคือ n_{\text{ตา}} = </p> <p>\dfrac{4}{3} ส่วนวัตถุคือ แมลงปอซึ่งบินอยู่ในอากาศ ดรรชนีหักเหฝั่งวัตถุคือ n_{\</p> <p>text{วัตถุ}} = 1.0 ระยะวัตถุจริงจากผิวน้ำคือ s = 30\text{ cm}.6
หาระยะลึกปรากฏ (s') จาก
\dfrac{s'}{s} = \dfrac{n_{\text{ตา}}}{n_{\text{วัตถุ}}}แทนค่า \dfrac{s'}{30} = \dfrac{\dfrac{4}{3}}{1.0}
s' = 30 \times \dfrac{4}{3} = 40\text{ cm}ตอบ ปลาเสือจะมองเห็นแมลงปออยู่ห่างจากผิวน้ำเป็นระยะ 40 เซนติเมตร
การเกิดภาพจากกระจกเว้า
ตัวอย่าง วัตถุอันหนึ่งตั้งอยู่บนแกนมุขสำคัญหน้ากระจกเว้าที่มีความยาวโฟกัส 10
เซนติเมตร โดยวางห่างจากหน้ากระจกเป็นระยะ 15 เซนติเมตร จงหาตำแหน่งของ
ภาพและกำลังขยายที่เกิดขึ้น
วิธีทำ จากโจทย์ กระจกเว้า มีค่าโฟกัสเป็นบวก f = +10\text{ cm}
ระยะวัตถุจริง มีค่าเป็นบวก s = +15\text{ cm}
หาตำแหน่งระยะภาพ (s')
จาก \dfrac{1}{f} = \dfrac{1}{s} + \dfrac{1}{s'}
แทนค่า \dfrac{1}{10} = \dfrac{1}{15} + \dfrac{1}{s'}
\dfrac{1}{s'} = \dfrac{1}{10} - \dfrac{1}{15} </p> <p>\dfrac{1}{s'} = \dfrac{3-2}{30} = \dfrac{1}{30} s' = +30\text{ cm}เนื่องจากค่า s' มีเครื่องหมายเป็นบวก แสดงว่าภาพที่เกิดขึ้นคือ ภาพจริง ซึ่งจะปรากฏอยู่ด้านหน้ากระจกเว้าที่ระยะ 30\text{ cm}
หาขนาดและชนิดภาพเพิ่มเติมจากสูตรกำลังขยาย
m = -\dfrac{s'}{s} = -\dfrac{30}{15} = -2กำลังขยายได้เครื่องหมายลบ แสดงว่าเป็นภาพจริงหัวกลับ
ตอบ เกิดภาพจริงขนาดขยายเป็น 2 เท่าของวัตถุ อยู่หน้ากระจกเว้าที่ระยะ30 เซนติเมตร
เรียนแสงเชิงรังสี กับ OnDemand
สำหรับน้อง ๆ ม.ปลาย ที่ต้องการเข้าใจเนื้อหาที่เรียนในวิชาฟิสิกส์ หากต้องการเน้นบทแสงเชิงรังสี สามารถเรียนกับ OnDemand ในคอร์สแสงเชิงรังสีและแสงเชิงคลื่น (0213) และกรณีต้องการปูพื้นฐานบทที่ควรเรียนก่อนจะเรียนแสงเชิงรังสีเพื่อให้เข้าใจโจทย์มากขึ้นหรือต้องการเรียนไปพร้อมกับบทในกลุ่มเนื้อหาเดียวกันสามารถเรียนกับ OnDemand ในคอร์ส Pack : การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกและกลุ่มคลื่น (0209, 0211, 0212, 0213) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาในบทได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ครูของ OnDemand มีเทคนิคการสอนที่เน้นการคิดวิเคราะห์ สรุปเนื้อหาแบบกระชับด้วยเทคนิค Supermap และ X-map พร้อมตะลุยโจทย์หลากหลายแนว
สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม
- Add Line : Ondemand Education
- โทรศัพท์ : 02-251-9456 (08.00-20.00)
อ้างอิง
- สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2562). หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์กายภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
- Serway, R. A., Jewett, Jr., J. W. (2014). Physics for Scientists and Engineers with Modern Physics. (9𝗍𝗁 ed). BROOKS/COLE CENGAGE Learning.
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแสงเชิงรังสี (FAQs)
Q1: เพราะเหตุใดภาพที่เกิดจากกระจกนูนจึงเป็นภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเล็กกว่าวัตถุเสมอในทุกระยะวัตถุ
A1: เนื่องจากรังสีสะท้อนจะกระจายออกและไม่ตัดกันจริงหน้ากระจกได้ แต่ต้องต่อเส้นสมมติไปตัดกันด้านหลังกระจก จึงทำให้ได้ภาพเสมือนขนาดเล็กกว่าวัตถุเสมอในทางเรขาคณิต
Q2: ในปรากฏการณ์การหักเห รังสีของแสงจะเบนเข้าหาเส้นแนวฉากหรือเบนออกจากเส้นแนวฉากเมื่อใด
A2: หากแสงเดินทางจากตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหน้อย เช่น อากาศ ไปยังตัวกลางที่มีดรรชนีหักเหมาก เช่น แก้ว จากกฎของสเนลล์ จะได้ว่า หากตัวกลางที่รังสีหักเหไปมีดรรชนีหักเหมากกว่า มุมหักเหจะมีขนาดน้อยกว่ามุมตกกระทบ รังสีหักเหเบนจึงเข้าหาเส้นแนวฉาก ในทางกลับกัน หากแสงเดินทางจากดรรชนีหักเหมากไปยังน้อย มุมหักเหจะมีขนาดมากกว่ามุมตกกระทบ รังสีหักเหจะเบนออกจากเส้นแนวฉาก
Q3: ปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำ มิราจ และอาทิตย์ทรงกลดเกี่ยวข้องกับหัวข้อแสงเชิงรังสีอย่างไร
A3: ปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากรังสีของแสงอาทิตย์ที่เดินทางผ่านตัวกลางธรรมชาติในชั้นบรรยากาศ เช่น ละอองน้ำหรือผลึกน้ำแข็ง แล้วเกิดการหักเห การกระจายแสงผ่านมุมหักเหที่ต่างกัน หรือการสะท้อนกลับหมดสลับซับซ้อนตามหลักฟิสิกส์เรขาคณิต ทำให้มนุษย์มองเห็นสีสันและตำแหน่งภาพเปลี่ยนไปจากความเป็นจริง

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ ช่วยให้น้องเข้าใจฟิสิกส์จากหลักการและนำไปประยุกต์ใช้กับโจทย์ได้ ตั้งแต่การปูพื้นฐาน เพิ่มเกรด เตรียมสอบเข้า ไปจนถึง A-Level ฟิสิกส์ พร้อมเทคนิค Super Map และ X-Map ที่ช่วยเชื่อมโยงสูตร เนื้อหา และวิธีคิดอย่างเป็นระบบ







