Key Takeaways:
Part of Speech หรือ “ประเภทของคำ” คือระบบที่ใช้จัดประเภทคำในภาษาอังกฤษ โดยดูจากหน้าที่ของคำนั้นเมื่ออยู่ในประโยค แบ่งออกเป็น 8 ประเภท คือ Noun, Pronoun, Verb, Adjective, Adverb, Preposition, Conjunction และ Interjection จุดสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ คำคำเดียวกันอาจเปลี่ยนประเภทได้ตามตำแหน่งและบริบท ทำให้การท่องจำคำเป็นประเภท ๆ ไม่พอ ต้องเข้าใจ “หน้าที่” ของคำในประโยคด้วย เมื่อจับหลักนี้ได้ น้อง ๆ จะเลือกใช้คำ เติมช่องว่าง และจับจุดผิดในข้อสอบที่ทดสอบไวยากรณ์อย่าง TGAT และ A-Level ได้แม่นและเร็วขึ้น
Table of Contents
ลองนึกภาพว่าคำศัพท์ภาษาอังกฤษแต่ละคำก็เหมือนผู้เล่นในทีมฟุตบอล ที่ต่างมีตำแหน่งและหน้าที่ของตัวเอง บางคำเป็นกองหน้าคอยทำประตู บางคำเป็นกองหลังคอยสนับสนุน การจะเล่นให้ชนะได้ เราต้องรู้ก่อนว่าใครเล่นตำแหน่งไหน เรื่อง Part of Speech ก็เช่นกัน เพราะมันคือสิ่งที่บอกเราว่าคำแต่ละคำมี “ตำแหน่ง” อะไรในประโยค น้อง ๆ ที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาลัย หากจับหลักตรงนี้ได้ จะต่อยอดไปเรื่องอื่นได้ง่ายขึ้นมาก ในบทความนี้ พี่ ๆ Premier Prep by OnDemand จะพาไปรู้จักว่า Part of Speech คืออะไร มีกี่ประเภท แต่ละประเภททำหน้าที่อะไร พร้อมเทคนิคสังเกตที่ใช้ได้จริงในห้องสอบ
Part of Speech คืออะไร ทำไมต้องรู้
Part of Speech แปลตรงตัวว่า “ส่วนของคำพูด” หรือที่เราเรียกกันว่า “ประเภทของคำ” เป็นการจัดกลุ่มคำในภาษาอังกฤษตามบทบาทหน้าที่ของคำนั้นในประโยค พูดง่าย ๆ คือ มันไม่ได้สนใจว่าคำนั้นแปลว่าอะไรเป็นหลัก แต่สนใจว่าคำนั้น “ทำงานอะไร” อยู่ตรงนั้น
เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญสำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมสอบ คือข้อสอบภาษาอังกฤษแทบทุกพาร์ทล้วนตั้งอยู่บนความเข้าใจเรื่องประเภทของคำ ไม่ว่าจะเป็นการเติมคำในช่องว่างให้ถูกหลัก การหาจุดผิดในพาร์ท Error Identification หรือแม้แต่การอ่านจับใจความ ถ้าเราแยกไม่ออกว่าคำไหนเป็นคำนาม คำไหนเป็นคำกริยา ก็จะตัดตัวเลือกที่ผิดออกไม่ได้เลย
ตารางสรุป Part of Speech ทั้ง 8 ประเภท
คำตอบของคำถามที่ว่า Part of Speech มีกี่ประเภท ที่ใช้กันเป็นมาตรฐานและออกสอบบ่อยที่สุด คือ 8 ประเภท ซึ่งสามารถจัดกลุ่มแบบจำง่าย ๆ ได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็น “ตัวหลัก” ของประโยค (Noun, Pronoun, Verb) กับกลุ่มที่เป็น “ตัวเสริม” หรือตัวเชื่อม (Adjective, Adverb, Preposition, Conjunction, Interjection) สามารถดูภาพรวมหน้าที่ของแต่ละประเภทได้จากตารางนี้
|
Part of Speech |
หน้าที่ |
ตำแหน่งที่พบบ่อยในประโยค |
ตัวอย่างคำ |
|
Noun (คำนาม) |
เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ความคิด หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม |
มักอยู่ในตำแหน่ง ประธานของประโยค, กรรมของกริยา, หรือ หลังคำบุพบท |
dog, teacher, Bangkok, love |
|
Pronoun (คำสรรพนาม) |
ใช้แทนคำนามเพื่อเลี่ยงการพูดซ้ำ และทำให้ประโยคกระชับขึ้น |
มักอยู่ในตำแหน่งเดียวกับคำนาม เช่น ประธาน, กรรม, หรือ หลังคำบุพบท |
I, you, he, she, they |
|
Verb (คำกริยา) |
แสดงการกระทำ สภาวะ หรือความเป็นอยู่ของประธาน |
มักอยู่หลังประธาน และเป็นแกนหลักของประโยค |
run, eat, is, have |
|
Adjective (คำคุณศัพท์) |
ขยายคำนามหรือสรรพนาม เพื่อบอกลักษณะ คุณภาพ ขนาด สี หรือสภาพ |
มักอยู่หน้าคำนาม หรือ หลัง Verb to be / Linking Verb |
beautiful, tall, red |
|
Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) |
ขยายกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำกริยาวิเศษณ์ |
มักอยู่หลังกริยา, หน้าคำคุณศัพท์, หรือ หน้าคำกริยาวิเศษณ์อีกคำ |
quickly, very, always |
|
Preposition (คำบุพบท) |
บอกความสัมพันธ์ของคำนามกับคำอื่นในประโยค |
มักอยู่หน้าคำนาม, หน้าสรรพนาม, หรือ หน้า V.ing ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม (Gerund) |
in, on, at, under |
|
Conjunction (คำสันธาน) |
เชื่อมคำ วลี หรือประโยค เพื่อให้ใจความต่อเนื่องกัน |
มักอยู่ระหว่างคำกับคำ, วลีกับวลี, หรือ ประโยคกับประโยค |
and, but, because, so |
|
Interjection (คำอุทาน) |
แสดงอารมณ์หรือความรู้สึกฉับพลัน |
มักอยู่ต้นประโยค หรือใช้เป็นคำเดี่ยว ๆ |
Wow! Oh! Ouch! |
เจาะลึก Part of Speech ทั้ง 8 ประเภท พร้อมตัวอย่าง
Noun (คำนาม)
คำนามคือคำที่ใช้เรียกชื่อสิ่งต่าง ๆ ทั้งสิ่งที่จับต้องได้อย่างคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างความรู้สึกหรือความคิด ในประโยคมันมักรับบทเป็นประธานหรือกรรม
- My sister adopted three cats last month.
- Honesty is the best policy.
Pronoun (คำสรรพนาม)
ลองนึกถึงเวลาที่เราต้องพูดชื่อเพื่อนซ้ำ ๆ ในประโยคเดียว มันคงฟังดูเยิ่นเย้อไปหน่อย จึงเกิดคำสรรพนามขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยทำหน้าที่แทนคำนามที่พูดถึงไปแล้ว ให้ประโยคกระชับขึ้น
- Anna lost her phone, so she borrowed mine. (she แทน Anna, mine แทน my phone)
- The teacher praised the students because they worked hard. (they แทน the students)
Verb (คำกริยา)
ถ้าประโยคคือร่างกาย คำกริยาก็เปรียบเหมือนหัวใจ เพราะทุกประโยคต้องมีคำกริยาเสมอจึงจะสมบูรณ์ คำกริยาบอกได้ทั้งการกระทำ (run, eat) และสภาวะความเป็นอยู่ (is, seem) ใครอยากเข้าใจคำกริยาแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่ Verb คืออะไร และเมื่อเข้าใจ Verb แล้ว จะต่อยอดไปเรื่อง Tense ทั้ง 12 ได้ง่ายขึ้น
- The chef prepared a delicious meal. (prepared = การกระทำ)
- She seems tired today. (seems = สภาวะ)
Adjective (คำคุณศัพท์)
คำคุณศัพท์ทำหน้าที่เติมสีสันให้คำนาม โดยบอกว่าคำนามนั้นมีลักษณะอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง สี ขนาด หรืออารมณ์ ตำแหน่งที่พบบ่อยคือวางหน้าคำนาม หรือวางหลัง Verb to be
- They live in a huge old house. (huge, old ขยาย house)
- The movie was scary. (scary ขยาย movie ผ่าน was)
Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)
ถ้าคำคุณศัพท์ขยายคำนาม คำกริยาวิเศษณ์ก็คือตัวขยายของเกือบทุกอย่างที่เหลือ ทั้งคำกริยา คำคุณศัพท์ และตัวมันเองด้วยกัน โดยบอกว่าทำอย่างไร เมื่อไหร่ ที่ไหน หรือบ่อยแค่ไหน หลายคำสังเกตได้จากหาง -ly ส่วนถ้าใครยังสับสนเรื่อง Adverb สามารถอ่านเพิ่มได้ที่ Adverb คืออะไร พร้อมตัวอย่างประโยค
- He solved the problem easily. (easily ขยายกริยา solved)
- The test was extremely difficult. (extremely ขยายคุณศัพท์ difficult)
Preposition (คำบุพบท)
คำบุพบทเป็นเหมือนคำเล็ก ๆ ที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างคำนามกับสิ่งอื่นในประโยค ส่วนใหญ่ใช้บอกตำแหน่ง ทิศทาง หรือเวลา และต้องตามด้วยคำนาม สรรพนาม กลุ่มคำนาม (Noun phrase) หรือ V.ing ที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม
- The keys are under the sofa. (under บอกตำแหน่ง)
- The shop opens at nine. (at บอกเวลา)
Conjunction (คำสันธาน)
คำสันธานทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม ไม่ว่าจะเชื่อมคำกับคำ วลีกับวลี หรือประโยคกับประโยค เพื่อให้ใจความต่อเนื่องกันได้อย่างสมเหตุสมผล
- I wanted to go out, but it was raining. (but เชื่อม 2 ประโยค)
- We can meet on Monday or Tuesday. (or เชื่อมคำ)
Interjection (คำอุทาน)
คำอุทานคือคำที่หลุดออกมาเวลาเรามีอารมณ์ความรู้สึกแบบฉับพลัน เช่น ดีใจ ตกใจ หรือเจ็บ มักใช้เดี่ยว ๆ และตามด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) ไม่ได้ผูกกับไวยากรณ์ส่วนอื่นของประโยค
- Oops! I dropped my pen.
- Hooray! We won the game.
คำเดียวเป็นได้หลายประเภท หัวใจที่ข้อสอบชอบวัด
จุดที่ทำให้น้อง ๆ พลาดบ่อยที่สุดในเรื่อง Part of Speech ไม่ใช่การจำนิยาม แต่เป็นความเข้าใจผิดว่า “หนึ่งคำต้องเป็นหนึ่งประเภทตายตัว” ความจริงคือคำหลายคำเปลี่ยนประเภทได้ตามตำแหน่งและหน้าที่ในประโยค และข้อสอบมักหยิบจุดนี้มาหลอก ลองดูคำว่า run ในสามประโยคนี้
- I run every morning. (run เป็นคำกริยา = วิ่ง)
- She went for a run. (run เป็นคำนาม = การวิ่ง)
- It was a run-down house. (run-down เป็นคำคุณศัพท์ = ทรุดโทรม)
เห็นได้ว่าคำเดียวกันสามารถทำหน้าที่ได้ถึงสามแบบ ดังนั้นเวลาทำข้อสอบ อย่าเพิ่งฟันธงประเภทของคำจากตัวคำเพียงอย่างเดียว แต่ให้ดูว่ามัน “ยืนอยู่ตรงไหน” และ “ทำงานอะไร” ในประโยคนั้นก่อนเสมอ นี่คือทักษะที่แยกคนทำข้อสอบได้คะแนนดีออกจากคนที่ท่องจำมาอย่างเดียว
วิธีดู Part of Speech จากตำแหน่งในประโยค
นอกจากการจำความหมายและหน้าที่ของ Part of Speech แต่ละประเภทแล้ว อีกเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้น้อง ๆ ทำข้อสอบได้เร็วขึ้น คือการดู “ตำแหน่งของคำ” ในประโยค เพราะข้อสอบ Grammar, Cloze Test และ Error Identification มักไม่ได้ถามตรง ๆ ว่าคำนี้เป็นคำนามหรือคำคุณศัพท์ แต่จะเว้นช่องว่างไว้ แล้วให้เราเลือกคำที่มีประเภทถูกต้องมาเติม
ดังนั้นเวลาทำข้อสอบ อย่าเพิ่งแปลทั้งประโยคแบบละเอียดตั้งแต่แรก แต่ให้ลองดูว่า “ช่องว่างอยู่ตรงไหน” และ “คำรอบ ๆ ช่องว่างบอกอะไรเราได้บ้าง” เช่น ถ้าช่องว่างอยู่หลัง a, an, the อาจต้องใช้คำนาม หรือถ้าอยู่หลัง Verb to be อาจต้องใช้คำคุณศัพท์ เทคนิคนี้ช่วยตัดตัวเลือกได้เร็วมาก โดยเฉพาะข้อสอบที่มีตัวเลือกเป็นคำศัพท์ที่ใช้รากเดียวกันหลาย ๆ รูป เช่น create, creative, creatively, creativity
น้อง ๆ สามารถใช้ตารางนี้เพื่อสังเกตตำแหน่งที่พบบ่อยของ Part of Speech ได้
|
ตำแหน่งในประโยค |
มักเป็นคำประเภทไหน |
ตัวอย่าง |
วิธีจำง่าย ๆ |
|
ต้นประโยคก่อนกริยา |
Noun / Pronoun / Gerund |
– Students need practice. – They study hard. – Reading improves vocabulary. |
ตำแหน่งประธานมักต้องเป็น “คน สิ่งของ หรือการกระทำที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม” |
|
หลัง a/an/the |
Noun หรือ Adjective + Noun |
– a book – an interesting story – the final answer |
หลัง Article มักตามด้วยคำนาม แต่อาจมี Adjective ขยายก่อนคำนามได้ |
|
หน้าคำนาม |
Adjective |
– a difficult question – three beautiful flowers |
คำที่อยู่หน้าคำนามและบอกลักษณะของคำนาม มักเป็น Adjective |
|
หลัง Verb to be เช่น is, am, are, was, were |
Adjective / Noun / Prepositional phrase |
– She is happy. – He is a doctor. – They are in the room. |
หลัง Verb to be มักบอก “สภาพ”, “ตัวตน” หรือ “ตำแหน่ง” ของประธาน |
|
หลัง Linking Verb เช่น seem, feel, look, sound |
Adjective / |
– She seems tired. – The soup tastes good. |
ถ้าคำนั้นบอกลักษณะของประธาน มักตามด้วย Adjective |
|
หลัง Verb ทั่วไป เพื่อขยายว่า “ทำอย่างไร” |
Adverb |
– He speaks clearly. – She answered carefully. |
ถ้าคำนั้นขยายกริยาและตอบคำถามว่า “อย่างไร” มักเป็น Adverb |
|
หน้า Adjective |
Adverb |
– very difficult – extremely important – quite expensive |
คำที่ขยาย Adjective มักเป็น Adverb |
|
หน้า Adverb อีกคำ |
Adverb |
– very quickly – extremely carefully |
Adverb สามารถขยาย Adverb ด้วยกันเองได้ |
|
หลัง Preposition เช่น in, on, at, with, for, about |
Noun / Pronoun / Gerund |
– in Bangkok – with him – good at speaking English |
หลัง Preposition ต้องเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม |
|
ระหว่างคำ วลี หรือประโยค |
Conjunction |
– tea and coffee – I was tired but happy. – I stayed home because it rained. |
คำที่ทำหน้าที่เชื่อมส่วนต่าง ๆ ของประโยค มักเป็น conjunction |
|
ต้นประโยคและแสดงอารมณ์ทันที |
Interjection |
– Wow! That’s amazing. – Ouch! It hurts. |
คำอุทานมักใช้แสดงความรู้สึกแบบฉับพลัน |
ตัวอย่างการวิเคราะห์จากตำแหน่งในประโยค
ลองดูประโยคนี้
The students listened to the teacher ______ during the lesson.
ถ้าเจอช่องว่างแบบนี้ สิ่งแรกที่ควรดูคือคำก่อนหน้า จะเห็นว่าช่องว่างอยู่หลังกลุ่มคำว่า listened to the teacher ซึ่งเป็นการกระทำว่า “ฟังครู” ดังนั้นคำที่เติมควรบอกว่า “ฟังอย่างไร” จึงต้องเป็น Adverb เช่น
The students listened to the teacher attentively during the lesson. (คำว่า attentively เป็น Adverb เพราะทำหน้าที่ขยายกริยา listened และตอบคำถามว่า “ฟังอย่างไร”)
อีกตัวอย่างหนึ่ง
His ______ helped the team succeed.
ช่องว่างอยู่หลังคำแสดงความเป็นเจ้าของ His และอยู่หน้ากริยา helped แสดงว่าคำในช่องว่างทำหน้าที่เป็น ประธานของประโยค ดังนั้นควรเป็นคำนาม เช่น
His creativity helped the team succeed. (คำว่า creativity เป็น Noun เพราะทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา helped)
หรือประโยคนี้
She is interested in ______ English.
ช่องว่างอยู่หลังคำบุพบท in ดังนั้นคำที่ตามมาควรเป็นคำนาม สรรพนาม หรือ V.ing ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม ในที่นี้ควรใช้
She is interested in learning English. (คำว่า learning เป็น Gerund หรือ V.ing ที่ทำหน้าที่เป็นคำนามหลัง Preposition)
สรุปง่าย ๆ คือ เวลาทำข้อสอบเรื่อง Part of Speech ให้จำไว้ว่า ตำแหน่งสำคัญกว่าความหมายเดี่ยว ๆ ของคำ เพราะคำบางคำแปลได้หลายแบบและเปลี่ยนประเภทได้ตามหน้าที่ในประโยค หลังจากดูตำแหน่งของคำในประโยคแล้ว อีกตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้เดาประเภทของคำได้เร็วขึ้น คือการดู “หางคำ” หรือ Suffix เพราะคำหลายกลุ่มมีรูปลงท้ายที่บอกแนวโน้มได้ว่าเป็นคำนาม คำกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำกริยาวิเศษณ์
ดูหางคำ (Suffix) ช่วยเดาประเภทของคำ
ถ้าเจอคำศัพท์ที่ไม่รู้จักในข้อสอบ อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะ “หางคำ” หรือ Suffix มักเป็นเบาะแสบอกประเภทของคำได้ เทคนิคนี้ช่วยให้น้อง ๆ เดาประเภทของคำได้แม้ไม่รู้ความหมาย ลองจำกลุ่มหางคำที่พบบ่อยตามตารางนี้
|
ประเภทของคำ |
หางคำ (Suffix) ที่พบบ่อย |
ตัวอย่าง |
|
Noun (คำนาม) |
-tion, -ment, -ness, -ity, -ship |
education, movement, kindness |
|
Verb (คำกริยา) |
-ize, -ify, -en, -ate |
realize, simplify, strengthen |
|
Adjective (คำคุณศัพท์) |
-ful, -ous, -ive, -al, -able |
useful, famous, creative |
|
Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) |
-ly |
quickly, carefully, slowly |
ข้อควรระวังคือ กฎนี้เป็นเพียง “แนวโน้ม” ไม่ใช่กฎตายตัวร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น friendly ลงท้ายด้วย -ly แต่เป็นคำคุณศัพท์ ไม่ใช่กริยาวิเศษณ์ ดังนั้นน้อง ๆ อาจใช้หางคำเป็นตัวช่วยตัดตัวเลือก แล้วดูตำแหน่งในประโยคควบคู่กันไปจะชัวร์ที่สุด
ตัวอย่างข้อสอบเรื่อง Part of Speech
ตัวอย่างโจทย์พาร์ท Grammar
Directions: Choose the best answer.
The students listened to the teacher ______ during the lesson.
- attention
- attentive
- attentively
- attentiveness
💡 คำอธิบายจาก Premier Prep by OnDemand 💡
ตอบข้อ 3. attentively
ช่องว่างอยู่หลังคำกริยา listened และทำหน้าที่บอกว่า “ฟังอย่างไร” คำที่จะมาเติมจึงต้องเป็นคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) เพราะ Adverb คือตัวขยายคำกริยา เมื่อใช้เทคนิคดูหางคำมาช่วยตัดตัวเลือก จะเห็นว่า attention และ attentiveness เป็นคำนาม ส่วน attentive เป็นคำคุณศัพท์ เหลือเพียง attentively ที่ลงท้ายด้วย -ly และเป็น Adverb ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องคือ attentively
เรียนแกรมมาร์และ Part of Speech ให้แม่นกับ Premier Prep by OnDemand
จะเห็นว่าเรื่อง Part of Speech ไม่ใช่แค่การท่องจำชื่อ 8 ประเภท แต่เป็นการฝึก “สายตา” ให้มองออกว่าคำแต่ละคำกำลังทำงานอะไรในประโยค ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกทำโจทย์อย่างเป็นระบบ หากน้อง ๆ อยากปูพื้นฐานไวยากรณ์ให้แน่น Premier Prep by OnDemand มีคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ ที่สอนตั้งแต่หลักการไปจนถึงเทคนิคจับจุดในข้อสอบ ช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างยั่งยืน นำไปต่อยอดทั้งเพิ่มเกรด สอบแข่งขัน และสอบเข้ามหาวิทยาลัย อย่างมั่นใจ
สอบถามเพิ่มเติม
- Add Line: OnDemand Education
- โทรศัพท์: 02-251-9456 (เปิดบริการทุกวัน 08:00-20:00)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Part of Speech (FAQs)
Q: Part of Speech คืออะไร
A: Part of Speech หรือประเภทของคำ คือการจัดประเภทคำในภาษาอังกฤษตามหน้าที่ของคำนั้นเมื่ออยู่ในประโยค ช่วยให้เลือกประเภทคำได้ถูกต้องในข้อสอบ Grammar, Cloze Test และ Error Identification เช่น ต้องรู้ว่าช่องว่างควรเป็นคำนาม คำคุณศัพท์ หรือคำกริยาวิเศษณ์
Q: Part of Speech มีกี่ประเภท
A: โดยทั่วไปแบ่งเป็น 8 ประเภท ได้แก่ Noun, Pronoun, Verb, Adjective, Adverb, Preposition, Conjunction และ Interjection
Q: ทำไมคำคำเดียวถึงเป็นได้หลายประเภท
A: เพราะภาษาอังกฤษแบ่งประเภทของคำตามหน้าที่ในประโยค ไม่ใช่ตามตัวคำ คำเดียวกันจึงเปลี่ยนชนิดได้เมื่อทำหน้าที่ต่างกัน เช่น run เป็นได้ทั้งคำกริยาและคำนาม
Q: มีเทคนิคเดาประเภทของคำที่ไม่รู้จักไหม
A: มี ลองสังเกตหางคำ (Suffix) เช่น -tion มักเป็นคำนาม, -ful มักเป็นคำคุณศัพท์, -ly ส่วนใหญ่เป็นคำกริยาวิเศษณ์ แล้วลองเช็คตำแหน่งของคำในประโยคอีกครั้ง
Q: วิธีจำ Part of Speech ทั้ง 8 ประเภทมีอะไรบ้าง
A: ให้จำจากหน้าที่ในประโยค เช่น Noun คือชื่อสิ่งต่าง ๆ, Verb คือการกระทำหรือสภาวะ, Adjective ขยายคำนาม, Adverb ขยายกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำกริยาวิเศษณ์
Q: Adjective กับ Adverb ต่างกันอย่างไร
A: Adjective ใช้ขยายคำนาม เช่น a beautiful girl ส่วน Adverb ใช้ขยายกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำกริยาวิเศษณ์ เช่น speaks clearly หรือ very beautiful




