ฟังก์ชัน ม.4 อธิบายครบ นิยาม สูตร และแนวข้อสอบ ม.ปลาย

Key Takeaways

 เข้าใจนิยามความสัมพันธ์และฟังก์ชัน พร้อมวิธีตรวจสอบด้วยการลากเส้นแนวตั้ง (Vertical Line Test) เคล็ดลับการหาโดเมน (Domain) และเรนจ์ (Range) จากเงื่อนไขทางคณิตศาสตร์อย่างง่าย เจาะลึกฟังก์ชันคอมโพสิทเเละฟังก์ชันผกผัน ซึ่งเป็นหัวข้อที่ออกข้อสอบบ่อยที่สุด ตะลุยโจทย์ประยุกต์พร้อมวิธีคิดแบบทีละขั้นตอนเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการทำข้อสอบจริง

Table of Contents

วิชาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หนึ่งในบทเรียนที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดและถูกนำไปใช้ต่อยอดในบทอื่นๆ มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่อง ฟังก์ชัน ม.4 ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในเรื่องแคลคูลัสตรีโกณมิติ หรือแม้กระทั่งฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียลและลอการิทึม ต่างก็ต้องใช้พื้นฐานจากบทนี้ทั้งสิ้น หากน้องๆ ไม่เข้าใจนิยามหรือขาดความแม่นยำในเรื่องการจัดรูปสมการ ก็อาจจะทำให้การเรียนคณิตศาสตร์ในบทต่อๆ ไปกลายเป็นเรื่องยากได้ บทความนี้จึงได้รวบรวมเนื้อหาทั้งหมดแบบละเอียด ตั้งแต่นิยามพื้นฐาน เทคนิคการหาโดเมนและเรนจ์ สรุปสูตรฟังก์ชัน ตลอดจนแนวโจทย์ฟังก์ชัน ม.ปลาย เพื่อให้น้องๆ ได้ทบทวนและทำคะแนนสอบได้อย่างยอดเยี่ยม

สมัครเรียนคอร์สคณิตศาสตร์ ม.ปลาย : ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน กับ OnDemand

ปูพื้นฐาน: จากความสัมพันธ์ สู่การเป็น ฟังก์ชัน ม.4

ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจคำว่า “ฟังก์ชัน” เราจำเป็นต้องรู้จักคำว่า “ผลคูณคาร์ทีเซียน” และ “ความสัมพันธ์” เสียก่อน เพราะทั้งสามสิ่งนี้มีความเกี่ยวเนื่องกันในลักษณะของเซตย่อย (Subset)

ผลคูณคาร์ทีเซียน (Cartesian Product)

ผลคูณคาร์ทีเซียนของเซต A และเซต B เขียนแทนด้วย A \times B คือเซตของคู่อันดับ (x, y) ทั้งหมด โดยที่ x \in A และ y \in B นิยามเชิงสัญลักษณ์คือ:

A \times B = \{(x, y) \mid x \in A \text{ และ } y \in B\}

ความสัมพันธ์ (Relation)

ความสัมพันธ์ (แทนด้วยรหัส r) คือสับเซตของผลคูณคาร์ทีเซียน นั่นคือ r \subseteq A \times B หมายความว่าสมาชิกในความสัมพันธ์จะเป็นคู่อันดับที่ดึงมาจากผลคูณคาร์ทีเซียนนั่นเอง

นิยามของ ฟังก์ชัน (Function)

ข้อสอบมักจะออกทดสอบน้องๆ เสมอว่า “ความสัมพันธ์ที่กำหนดให้ต่อไปนี้ เป็นฟังก์ชันหรือไม่?” นิยามหลักของ ฟังก์ชัน ม.4 คือ “ความสัมพันธ์ที่สมาชิกในตัวหน้า (x) แต่ละตัว จะต้องจับคู่กับสมาชิกตัวหลัง (y) ได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น” พูดง่ายๆ คือ x หนึ่งตัว ห้ามแตกกิ่งไปหา y หลายตัว (แต่ y สามารถซ้ำกันได้)

หากพิจารณาในรูปแบบคู่อันดับ: ถ้ามี (x, y) \in f และ (x, z) \in f แล้ว y จะต้องเท่ากับ z

เทคนิคการตรวจสอบความเป็นฟังก์ชันจากกราฟ

หากโจทย์ให้กราฟความสัมพันธ์มา วิธีการเช็คที่ง่ายที่สุดคือ “การลากเส้นแนวตั้ง (Vertical Line Test)” ให้ขนานกับแกน Y หากเส้นแนวตั้งนั้นตัดกราฟเพียง “จุดเดียว” เสมอ แสดงว่าความสัมพันธ์นั้นเป็นฟังก์ชัน แต่ถ้ามีบางตำแหน่งที่เส้นแนวตั้งตัดกราฟตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป จะถือว่าไม่เป็นฟังก์ชันทันที

การหาโดเมน (Domain) และเรนจ์ (Range) ของฟังก์ชัน

หัวข้อนี้นับว่าเป็นหัวข้อปราบเซียนสำหรับนักเรียนหลายคน แต่ถ้าเราจับหลักการได้ การหาโดเมนและเรนจ์จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

  • โดเมน (Domain: D_f): คือ เซตของค่า x ทั้งหมดที่ทำให้ฟังก์ชันนั้นหาค่า y ที่เป็นจำนวนจริงได้
  • เรนจ์ (Range: R_f): คือ เซตของค่า y ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการแทนค่า x ที่อยู่ในโดเมน

ข้อจำกัดทางคณิตศาสตร์ที่ต้องระวังในการหาโดเมนและเรนจ์

เมื่อเจอสมการ สิ่งแรกที่ต้องนึกถึงคือเงื่อนไขข้อห้ามทางคณิตศาสตร์ 3 ข้อหลัก ดังนี้:

  1. รูปแบบเศษส่วน: ตัวส่วนห้ามเป็นศูนย์เด็ดขาด เช่น ในรูป y = \frac{A}{B} เงื่อนไขคือ B \neq 0
  2. รูปแบบเครื่องหมายราก (Root): ค่าใต้รากอันดับคู่ (เช่น รากที่สอง) ห้ามติดลบ เช่น ในรูป y = \sqrt{A} เงื่อนไขคือ A \geq 0
  3. รูปแบบค่าสัมบูรณ์ (Absolute Value) และกำลังสอง: ค่าที่ได้จากเครื่องหมายค่าสัมบูรณ์หรือเลขยกกำลังคู่จะมีค่าไม่ต่ำกว่าศูนย์เสมอ เช่น |A| \geq 0 และ A^2 \geq 0 ซึ่งเงื่อนไขนี้จะมีประโยชน์มากตอนจัดรูปหาเรนจ์

ประเภทของฟังก์ชันพื้นฐานที่ต้องรู้ใน ม.4

ในบท ฟังก์ชัน ม.4 น้องๆ จะได้ทำความรู้จักกับฟังก์ชันพีชคณิตหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีลักษณะกราฟและคุณสมบัติเฉพาะตัว:

ฟังก์ชันเชิงเส้น (Linear Function)

มีรูปทั่วไปคือ y = ax + b เมื่อ />a, b เป็นจำนวนจริง กราฟของฟังก์ชันนี้จะเป็นเส้นตรงเสมอ ค่า a คือความชัน (Slope) ถ้า a > 0 กราฟจะทำมุมแหลมกับแกน X (ฟังก์ชันเพิ่ม) และถ้า a < 0 กราฟจะทำมุมป้านกับแกน X (ฟังก์ชันลด)

ฟังก์ชันกำลังสอง (Quadratic Function)

มีรูปทั่วไปคือ y = ax^2 + bx + c เมื่อ a \neq 0 กราฟของฟังก์ชันนี้จะมีลักษณะเป็นรูปพาราโบลา หากค่า a > 0 จะได้พาราโบลาหงาย (มีจุดต่ำสุด) และถ้าค่า a < 0 จะได้พาราโบลาคว่ำ (มีจุดสูงสุด) สูตรในการหาจุดยอด (Vertex) คือ h = -\frac{b}{2a} และ k = \frac{4ac – b^2}{4a}

ฟังก์ชันค่าสัมบูรณ์ (Absolute Value Function)

มีรูปทั่วไปคือ y = |x – h| + k กราฟจะมีลักษณะเป็นรูปตัววี (V-shape) จุดหักมุมของกราฟจะอยู่ที่จุด (h, k)

ฟังก์ชันคอมโพสิท และฟังก์ชันผกผัน

สองหัวข้อนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของเนื้อหาฟังก์ชันใน ม.4 และมักจะปรากฏในข้อสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เช่น A-Level อยู่เป็นประจำ

ฟังก์ชันคอมโพสิท (Composite Function)

ฟังก์ชันคอมโพสิทคือการนำฟังก์ชันตั้งแต่สองฟังก์ชันขึ้นไปมาดำเนินการร่วมกันในลักษณะส่งต่อค่า เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ (g \circ f)(x) อ่านว่า “จีโอเอฟของเอ็กซ์” ซึ่งมีความหมายตาม สูตรฟังก์ชัน ดังนี้:

(g \circ f)(x) = g(f(x))

เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เกิดฟังก์ชันคอมโพสิท g \circ f ได้นั้น เรนจ์ของฟังก์ชันตัวหน้าต้องมีส่วนที่ซ้อนทับกับโดเมนของฟังก์ชันตัวหลัง หรือเขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ว่า R_f \cap D_g \neq \emptyset

ฟังก์ชันผกผัน หรือ อินเวอร์สฟังก์ชัน (Inverse Function)

ฟังก์ชันผกผันเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ f^{-1} คือฟังก์ชันที่ทำการสลับบทบาทระหว่างสมาชิกตัวหน้าและสมาชิกตัวหลัง (สลับจาก x เป็น y และ y เป็น x) ความสัมพันธ์ที่จะมีฟังก์ชันผกผันได้นั้น ความสัมพันธ์เดิมต้องเป็น “ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง (1-1 Function)” เท่านั้น

ขั้นตอนการหาฟังก์ชันผกผัน:

  1. เปลี่ยนสัญลักษณ์ f(x) ให้เป็น y
  2. ทำการสลับตำแหน่งแปรในสมการ โดยเปลี่ยน y เป็น x และเปลี่ยน x เป็น y
  3. จัดรูปสมการใหม่เพื่อให้เหลือ y ในเทอมของ x ตัวแปร y ใหม่นี้ก็คือ f^{-1}(x)

ตารางรวบรวม สูตรฟังก์ชัน ม.ปลาย ที่ออกสอบบ่อย

เพื่อให้น้องๆ สามารถนำไปใช้ท่องจำและทบทวนก่อนสอบได้อย่างรวดเร็ว ต่อไปนี้คือตารางสรุป สูตรฟังก์ชัน ที่สำคัญครับ

ประเภทฟังก์ชัน / หัวข้อ

สูตร / รูปแบบสมการ

จุดสำคัญที่ต้องจำ

ฟังก์ชันเชิงเส้น

y = ax + b

a คือ ความชัน, กราฟเป็นเส้นตรง

ฟังก์ชันกำลังสอง (รูปทั่วไป)

y = ax^2 + bx + c

จุดยอดอยู่ที่ x = -\frac{b}{2a}

ฟังก์ชันกำลังสอง (รูปมาตรฐาน)

y = a(x-h)^2 + k

จุดยอดอยู่ที่ (h,k) ทันที

ฟังก์ชันคอมโพสิท

(g \circ f)(x) = g(f(x))

ต้องหาค่าฟังก์ชันตัวในก่อน แล้วส่งต่อไปตัวนอก

คุณสมบัติอินเวอร์สคอมโพสิท

(g \circ f)^{-1}(x) = (f^{-1} \circ g^{-1})(x)

เมื่อกระจายอินเวอร์ส ต้องสลับลำดับฟังก์ชัน

ตะลุย โจทย์ฟังก์ชัน ม.ปลาย พร้อมเฉลยอย่างละเอียด

การอ่านเนื้อหาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เราเก่งคณิตศาสตร์ได้ เราต้องฝึกฝนการทำข้อสอบจริง มาดูแนว โจทย์ฟังก์ชัน ม.ปลาย ที่พบบ่อยในห้องสอบกันครับ

โจทย์ข้อที่ 1: การหาโดเมนและเรนจ์ของฟังก์ชันเศษส่วน

โจทย์: กำหนดฟังก์ชัน f(x) = \frac{3x + 2}{2x – 4} จงหาโดเมน (D_f) และเรนจ์ (R_f) ของฟังก์ชันนี้

วิธีทำ:

  1. การหาโดเมน (D_f): พิจารณาสมการในรูป y = \frac{3x + 2}{2x – 4}

เนื่องจากสมการนี้เป็นเศษส่วน เงื่อนไขคือตัวส่วนต้องไม่เท่ากับศูนย์

2x – 4 \neq 02x \neq 4 \Rightarrow x \neq 2

ดังนั้น โดเมนของฟังก์ชันคือเซตของจำนวนจริงทั้งหมดที่ไม่ใช่ 2 หรือเขียนในรูปเซตได้ว่า D_f = \mathbb{R} – \{2\}

  1. การหาเรนจ์ (R_f): เราต้องจัดรูปสมการให้เกิด x ในเทอมของ y

จาก y = \frac{3x + 2}{2x – 4}

ย้ายตัวส่วนขึ้นไปคูณกับ y: y(2x – 4) = 3x + 2

กระจาย y เข้าไป: 2xy – 4y = 3x + 2

ย้ายกลุ่มที่มี x มาอยู่ฝั่งเดียวกัน: 2xy – 3x = 4y + 2

ดึงตัวร่วม x ออกมา: x(2y – 3) = 4y + 2

ย้ายกลุ่ม y ไปหารเพื่อโดดเดี่ยว x: x = \frac{4y + 2}{2y – 3}

เมื่อพิจารณาเงื่อนไขเศษส่วน ฝั่งขวาจะมีส่วนเป็น 2y – 3 ซึ่งต้องไม่เท่ากับศูนย์

2y – 3 \neq 0 \Rightarrow 2y \neq 3 \Rightarrow y \neq \frac{3}{2}

ดังนั้น เรนจ์ของฟังก์ชันนี้คือ R_f = \mathbb{R} – \{\frac{3}{2}\}

ตอบ: D_f = \mathbb{R} – \{2\} และ R_f = \mathbb{R} – \{\frac{3}{2}\}

โจทย์ข้อที่ 2: การหาฟังก์ชันคอมโพสิท

โจทย์: กำหนดให้ f(x) = 2x + 3 และ g(x) = x^2 – 1 จงหาค่าของ (g \circ f)(x) และ (f \circ g)(3)

วิธีทำ:

  1. หา (g \circ f)(x):

จากนิยาม (g \circ f)(x) = g(f(x))

แทนค่า f(x) ลงในวงเล็บจะได้: g(2x + 3)

จากนั้นนำค่า 2x + 3 ไปแทนที่ทุกๆ ตัวแปร x ในฟังก์ชัน g(x)

g(2x + 3) = (2x + 3)^2 – 1

กระจายกำลังสองสมบูรณ์: (4x^2 + 12x + 9) – 1 = 4x^2 + 12x + 8

ดังนั้น (g \circ f)(x) = 4x^2 + 12x + 8

  1. หา (f \circ g)(3):

จากนิยาม (f \circ g)(3) = f(g(3))

ขั้นแรก ให้หาค่าของ g(3) ก่อน โดยแทน x = 3 ใน g(x)

g(3) = 3^2 – 1 = 9 – 1 = 8

ดังนั้น f(g(3)) = f(8)

ขั้นถัดมา แทนค่า 8 ลงในฟังก์ชัน f(x)

f(8) = 2(8) + 3 = 16 + 3 = 19

ดังนั้น (f \circ g)(3) = 19

ตอบ: (g \circ f)(x) = 4x^2 + 12x + 8 และ (f \circ g)(3) = 19

โจทย์ข้อที่ 3: โจทย์ประยุกต์หาค่าสูงสุดต่ำสุดของฟังก์ชันกำลังสอง

โจทย์: เกษตรกรคนหนึ่งต้องการล้อมรั้วสี่เหลี่ยมผืนผ้าติดริมแม่น้ำเพื่อเลี้ยงไก่ โดยไม่ต้องล้อมรั้วฝั่งที่ติดแม่น้ำ ถ้าเขามีลวดหนามยาวทั้งหมด 100 เมตร จงหาพื้นที่ที่มากที่สุดที่เขาสามารถล้อมได้

วิธีทำ:

สมมติให้ด้านที่ตั้งฉากกับแม่น้ำยาว x เมตร จำนวน 2 ด้าน

เนื่องจากลวดยาว 100 เมตร ด้านที่ขนานกับแม่น้ำจึงยาวเท่ากับ 100 – 2x เมตร

สูตรพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าคือ กว้าง \times ยาว ให้แทนด้วยฟังก์ชันพื้นที่ A(x)

A(x) = x(100 – 2x)A(x) = 100x – 2x^2

จัดให้อยู่ในรูปทั่วไปของฟังก์ชันกำลังสอง: A(x) = -2x^2 + 100x

สมการนี้เป็นพาราโบลาคว่ำ (เพราะ a = -2 ซึ่งน้อยกว่า 0) จุดยอดจึงเป็นจุดที่ให้ค่าสูงสุด

หาค่า x ที่จุดยอดจากสูตร h = -\frac{b}{2a}

x = -\frac{100}{2(-2)} = -\frac{100}{-4} = 25 เมตร

เมื่อได้ค่า x = 25 ให้นำกลับไปแทนในฟังก์ชันเพื่อหาพื้นที่ที่มากที่สุด

A(25) = -2(25)^2 + 100(25)

A(25) = -2(625) + 2500 = -1250 + 2500 = 1250 ตารางเมตร

ตอบ: พื้นที่ที่มากที่สุดที่เกษตรกรสามารถล้อมรั้วได้คือ 1,250 ตารางเมตร

สรุปภาพรวมและเทคนิคการทำข้อสอบ

การเรียนเรื่อง ฟังก์ชัน ม.4 ให้ได้เกรด 4 หรือเพื่อทำคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้สูงๆ หัวใจสำคัญไม่ใช่การท่องจำสูตรเพียงอย่างเดียว แต่น้องๆ จะต้องเข้าใจความหมายเบื้องหลังของสมการ ฝึกวาดกราฟคร่าวๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมของคำตอบ และที่สำคัญที่สุดคือต้องระวังข้อจำกัดทางคณิตศาสตร์ให้ดี เช่น เรื่องตัวส่วนห้ามเป็นศูนย์ หรือในรูทห้ามติดลบ การหมั่นฝึกทำแนว โจทย์ฟังก์ชัน ม.ปลาย จะช่วยเพิ่มความชำนาญและความรวดเร็วในการทำข้อสอบได้อย่างแน่นอนครับ

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q: ความสัมพันธ์และฟังก์ชันต่างกันอย่างไร?

A: ความสัมพันธ์คือเซตของคู่อันดับใดๆ ที่ดึงมาจากผลคูณคาร์ทีเซียน แต่ฟังก์ชันคือความสัมพันธ์ในรูปแบบพิเศษที่ตัวหน้า (x) ตัวเดียวกัน ห้ามจับคู่กับตัวหลัง (y) ที่แตกต่างกัน

A: ไม่ได้เด็ดขาด ในทางคณิตศาสตร์เราจะไม่นิยามการหารด้วยศูนย์ ดังนั้นหากพบฟังก์ชันเศษส่วน เงื่อนไขแรกคือต้องจับตัวส่วนไม่เท่ากับศูนย์ (\neq 0) เสมอ

A: ไม่เท่ากันเสมอ ฟังก์ชันคอมโพสิทไม่มีสมบัติการสลับที่ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้ว (g \circ f)(x) \neq (f \circ g)(x) ยกเว้นในกรณีพิเศษบางกรณีเท่านั้นหาวิทยาลัย มักออกแบบมาให้ลงตัวที่ตัวเลขกลุ่มเริ่มต้นนี้เพื่อไม่ให้กินเวลาทำข้อสอบมากเกินไปครับ

A: สามารถหาได้ 2 วิธี คือ 1) ใช้สูตรจุดยอด h = -\frac{b}{2a} และนำค่า x นี้ไปแทนย้อนกลับเพื่อหาค่า y หรือ 2) ใช้วิธีจัดรูปสมการให้อยู่ในรูปกำลังสองสมบูรณ์ y = a(x-h)^2 + k แล้วจะได้จุดยอดคือ (h, k)

เหลือเวลาอีก
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
เหลือเวลาอีก
ขั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

บัตรติว 100 ที่นั่งสุดท้าย เท่านั้น

วัน
ชั่วโมง

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
ชั่วโมง
นาที
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

พบกับข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

วันนี้เท่านั้น! รับ ID Book ฟรีทันที

ที่สาขาออนดีมานด์

พี่ออนดี้ส่งโมเมนต์สุดพิเศษให้น้อง

ต้อนรับวันวาเลนไทน์

ดีลดี ดีลเดียวก่อนหมดวันแห่งความรัก สมัครเลย

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

โค้งสุดท้ายแล้ว เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

โค้งสุดท้าย TPAT3 เหลือเวลา

วัน

พี่ออนดีมานด์มีตัวช่วยพิเศษ

00
วัน
00
ชั่วโมง

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
วัน
00
ชั่วโมง
เหลือเวลา
00
วัน
00
ชั่วโมง

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

วันสุดท้ายแล้ว

สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !

นับถอยหลังก่อนสอบเข้าเตรียมอุดม (9 มี.ค. 67)

Days
ส่วนลดสูงสุด 500 บาท
3 ชม สุดท้ายแล้วสมัครคอร์เลย
ส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท
รับฟรี! ชุดแนวข้อสอบ TPAT3
วันสุดท้ายแล้ว
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
โปรสุดท้าย NETSAT
เพื่อน้องมข. อีก 14 วันก่อนสอบ
โปรสุดท้าย เพื่อน้อง TU
อีก 1 เดือน ก่อนสอบ
ด่วน LIVEติว เลข โค้งสุดท้าย
ก่อนสอบเตรียมอุดมฯ