คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า : สิ่งที่อยู่รอบตัวมนุษย์ตลอดเวลา

Key Takeaways:

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นหัวข้อสำคัญที่อธิบายธรรมชาติของแสงและการสื่อสารสมัยใหม่ โดยเป็นคลื่นตามขวางที่ประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กตั้งฉากกัน และครอบคลุมตั้งแต่คลื่นวิทยุถึงรังสีแกมมา ซึ่งนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ม.ปลาย ยังเป็นเนื้อหาที่พบได้บ่อยใน ข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ โดยหัวข้อสำคัญประกอบด้วย โพลาไรเซชัน กฎของมาลุส มุมบรูว์สเตอร์ และ การกระเจิงของแสง ที่ช่วยอธิบายทั้งการเกิดแสงโพลาไรส์และสีของท้องฟ้า ทำให้น้อง ๆ เห็นภาพรวมของบทนี้ได้ชัดเจนและเตรียมตัวสอบได้มั่นใจยิ่งขึ้น

Table of Contents

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวมนุษย์ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะไม่สามารถมองเห็นคลื่นส่วนใหญ่ได้โดยตรงก็ตาม การฟังวิทยุ การใช้โทรศัพท์มือถือ การเชื่อมต่อ Wi-Fi การอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ การถ่ายภาพเอกซเรย์ ตลอดจนการมองเห็นสีของท้องฟ้า ล้วนเกี่ยวข้องกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งสิ้น

บทความนี้จะอธิบายธรรมชาติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สเปกตรัมของคลื่น การรับและส่งสัญญาณ การเกิดโพลาไรเซชัน กฎของมาลุส มุมบรูว์สเตอร์ และการกระเจิงของแสง เพื่อให้เห็นว่าหลักฟิสิกส์เหล่านี้เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันอย่างไร

ธรรมชาติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ Electromagnetic Wave เป็นคลื่นตามขวางที่ประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยสนามไฟฟ้า Eและสนามแม่เหล็ก Bจะสั่นตั้งฉากกัน และทั้งสองสนามจะตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นด้วย ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นสามารถหาได้จาก

\vec{c}=\vec{E}\times\vec{B}

กล่าวคือ เมื่อนำทิศของสนามไฟฟ้าครอสกับทิศของสนามแม่เหล็ก จะได้ทิศทางที่คลื่นเคลื่อนที่

ในสุญญากาศ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกชนิดเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเท่ากัน คือประมาณ

c = 3.0 \times 10^{8}\ \mathrm{m/s}</p><p>และขนาดของสนามไฟฟ้ากับสนามแม่เหล็กมีความสัมพันธ์กันตามสมการ</p><p>E = cB

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแตกต่างจากคลื่นเสียงตรงที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ ดังนั้นแสงจากดวงอาทิตย์จึงสามารถเดินทางผ่านอวกาศมายังโลกได้ แม้ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกจะเกือบเป็นสุญญากาศก็ตาม

สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีหลายชนิด แบ่งตามช่วงความถี่และความยาวคลื่น โดยเรียงจากคลื่นที่มีความถี่ต่ำและความยาวคลื่นมาก ไปยังคลื่นที่มีความถี่สูงและความยาวคลื่นสั้นได้ดังนี้

คลื่นวิทยุไมโครเวฟอินฟราเรดแสงที่มองเห็นอัลตราไวโอเลตรังสีเอกซ์รังสีแกมมา

เมื่อความถี่เพิ่มขึ้น ความยาวคลื่นจะลดลง เพราะมีความสัมพันธ์ว่า

c = f\lambda

เมื่ออัตราเร็วของคลื่น (c) คงที่ หากความถี่ (f) เพิ่มขึ้น ความยาวคลื่น (lambda) จะต้องลดลง เพื่อให้ผลคูณ (f\lambda) มีค่าเท่าเดิม

คลื่นแต่ละช่วงมีการนำไปใช้แตกต่างกัน เช่น คลื่นวิทยุใช้ในการกระจายเสียงและการสื่อสาร ไมโครเวฟใช้ในระบบโทรคมนาคม เรดาร์ และเตาไมโครเวฟ อินฟราเรดใช้ในรีโมตคอนโทรล ส่วนรังสีเอกซ์ใช้ถ่ายภาพภายในร่างกาย และรังสีแกมมาอาจใช้ทำลายเซลล์มะเร็งหรือฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ 

แสงที่มนุษย์มองเห็นเป็นเพียงช่วงเล็กมากของสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยแสงสีม่วงมีความถี่สูงกว่าและมีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงสีแดง 

ย่านของคลื่นบางชนิดอาจคาบเกี่ยวกัน เช่น Wi-Fi จัดเป็นคลื่นวิทยุความถี่สูง และในบางกรณีอาจจัดอยู่ในย่านไมโครเวฟได้ด้วย 

เปรียบเทียบความถี่ vs ความยาวคลื่น vs การใช้งาน 

ประเภทคลื่น

ความถี่ (f)

ความยาวคลื่น (\lambda)

การใช้งานทั่วไป

คลื่นวิทยุ

ต่ำสุด

มากสุด

วิทยุ, โทรทัศน์, Wi-Fi

ไมโครเวฟ

ต่ำ

มาก

เตาไมโครเวฟ, เรดาร์

อินฟราเรด

กลาง

กลาง

รีโมตคอนโทรล, กล้องตรวจความร้อน

แสงที่มองเห็น

สูง

น้อย

การมองเห็น, เส้นใยนำแสง

อัลตราไวโอเลต

สูง

น้อย

ฆ่าเชื้อโรค, ตรวจธนบัตร

รังสีเอกซ์

สูงมาก

น้อยมาก

ถ่ายภาพเอกซเรย์, ตรวจสอบโลหะ

รังสีแกมมา

สูงสุด

น้อยสุด

รักษามะเร็ง, ฆ่าเชื้ออุปกรณ์

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร

ประจุไฟฟ้าที่หยุดนิ่งจะสร้างสนามไฟฟ้ารอบตัว ส่วนประจุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่จะทำให้เกิดทั้งสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก แต่การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องจะเกิดขึ้นเมื่อประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง

เมื่อประจุมีความเร่ง สนามไฟฟ้ารอบประจุจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือกระเพื่อม ยิ่งประจุมีความเร่งมาก การกระเพื่อมของสนามก็ยิ่งมากขึ้น หากประจุสั่นกลับไปกลับมา สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงจะเหนี่ยวนำซึ่งกันและกัน และแผ่ออกจากแหล่งกำเนิดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 

ตัวอย่างสำคัญคือเสาอากาศส่งสัญญาณ เมื่อต่อเสาอากาศเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ประจุในเสาอากาศจะเคลื่อนที่กลับไปกลับมา ทำให้เกิดสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลง ก่อนจะแผ่ออกไปเป็นคลื่นวิทยุ 

ดังนั้นสถานีวิทยุไม่ได้ส่งเสียงเดินทางผ่านอากาศโดยตรง แต่เปลี่ยนเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วนำสัญญาณนั้นไปควบคุมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ส่งออกจากเสาอากาศ

สัญญาณแอนะล็อกและสัญญาณดิจิทัล

การส่งข้อมูลด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถใช้สัญญาณได้ทั้งแบบแอนะล็อกและแบบดิจิทัล

สัญญาณแอนะล็อก

สัญญาณแอนะล็อกมีค่าเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เช่น สัญญาณเสียงจากไมโครโฟน ค่าความต่างศักย์อาจมีค่าได้ทุกค่าตามลักษณะของเสียงจริง

ข้อดีคือสามารถแทนข้อมูลที่ต่อเนื่องได้โดยตรง แต่มีข้อจำกัดคือถูกรบกวนได้ง่าย เมื่อมีสัญญาณรบกวนปะปน รูปร่างของสัญญาณจะเปลี่ยนไป และแยกสัญญาณจริงออกจากสัญญาณรบกวนได้ยาก

สัญญาณดิจิทัล

สัญญาณดิจิทัลใช้ค่าเป็นช่วงที่ชัดเจน เช่น 0และ 1หรือสถานะปิดและเปิด แม้สัญญาณที่เดินทางมาถึงปลายทางจะมีการรบกวนเล็กน้อย เครื่องรับยังสามารถตัดสินได้ว่าควรเป็น 0หรือ 1จึงสร้างข้อมูลให้ใกล้เคียงต้นฉบับได้มากกว่า

ด้วยเหตุนี้ ระบบสื่อสารในปัจจุบันจึงนิยมใช้สัญญาณดิจิทัล เนื่องจากถูกรบกวนได้ยากกว่าสัญญาณแอนะล็อก 

ตัวอย่างเช่น หากส่งภาพเป็นระบบแอนะล็อก สัญญาณรบกวนอาจทำให้ภาพเป็นเส้นหรือมีจุดรบกวน แต่ในระบบดิจิทัล ภาพมักยังคงชัดเจนจนกว่าสัญญาณจะอ่อนมากเกินกว่าที่เครื่องรับจะถอดข้อมูลได้

การส่งสัญญาณแบบ AM และ FM

การส่งเสียงผ่านคลื่นวิทยุจำเป็นต้องนำสัญญาณเสียงไปผสมกับคลื่นพาหะ กระบวนการนี้เรียกว่า “การมอดูเลต” โดยวิธีที่พบได้บ่อยคือ AM และ FM

AM: Amplitude Modulation

AM เป็นการทำให้แอมพลิจูดของคลื่นพาหะเปลี่ยนแปลงตามสัญญาณเสียง ส่วนความถี่ของคลื่นพาหะยังคงเกือบเดิม

AM มักใช้ความถี่ค่อนข้างต่ำ คลื่นบางย่านสามารถสะท้อนที่ชั้นไอโอโนสเฟียร์ได้ จึงส่งไปได้ไกล แต่มีข้อเสียคือสัญญาณรบกวนจากฟ้าผ่า เครื่องยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้ามักส่งผลต่อแอมพลิจูด ทำให้เสียง AM ถูกรบกวนได้ง่าย

FM: Frequency Modulation

FM เป็นการทำให้ความถี่ของคลื่นพาหะเปลี่ยนไปตามสัญญาณเสียง โดยแอมพลิจูดค่อนข้างคงที่

FM ถูกรบกวนได้ยากกว่าและให้คุณภาพเสียงดีกว่า แต่เนื่องจากคลื่น FM มักมีความถี่สูงและเดินทางคล้ายเส้นตรง จึงรับสัญญาณได้ดีในบริเวณที่ไม่ถูกภูเขาหรืออาคารขนาดใหญ่บัง และโดยทั่วไปไม่สามารถส่งได้ไกลเท่า AM 

กล่าวอย่างง่ายคือ AM เด่นเรื่องระยะทาง ส่วน FM เด่นเรื่องคุณภาพเสียง

โพลาไรเซชันของแสง

โพลาไรเซชัน หรือ Polarization หมายถึงแนวการสั่นของคลื่นตามขวาง สำหรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แนวโพลาไรเซชันกำหนดจากแนวการสั่นของสนามไฟฟ้า ไม่ใช่สนามแม่เหล็ก 

แสงธรรมชาติ เช่น แสงจากดวงอาทิตย์หรือหลอดไฟทั่วไป เป็นแสงไม่โพลาไรส์ เพราะสนามไฟฟ้าสั่นได้หลายทิศทางในระนาบที่ตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่

เมื่อแสงไม่โพลาไรส์ผ่านแผ่นโพลาไรเซอร์ แผ่นจะยอมให้สนามไฟฟ้าที่สั่นในแนวแกนผ่านเท่านั้น ส่วนองค์ประกอบที่ตั้งฉากกับแกนจะถูกดูดกลืน แสงที่ออกมาจึงเป็นแสงโพลาไรส์ซึ่งมีแนวการสั่นหลักเพียงแนวเดียว

ถ้าแสงไม่โพลาไรส์ที่มีความเข้ม I_{\text{ธรรมชาติ}} ผ่านแผ่นโพลาไรเซอร์หนึ่งแผ่น ความเข้มเฉลี่ยจะเหลือครึ่งหนึ่งI=\dfrac{1}{2}I_{\text{ธรรมชาติ}}

เนื่องจากแนวการสั่นของแสงเดิมกระจายอยู่หลายทิศทางเท่า ๆ กัน 

หลักการนี้ถูกนำไปใช้ในแว่นกันแดดแบบโพลาไรซ์ ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนจากพื้นถนน ผิวน้ำ หรือฝากระโปรงรถ ทำให้มองเห็นได้ชัดและสบายตามากขึ้น

กฎของมาลุส

เมื่อแสงที่ผ่านแผ่นโพลาไรเซอร์แผ่นแรกกลายเป็นแสงโพลาไรส์แล้ว และเดินทางไปผ่านแผ่นโพลาไรเซอร์แผ่นที่สอง ความเข้มของแสงที่ผ่านออกมาจะขึ้นอยู่กับมุมระหว่างแนวโพลาไรเซชันของแสงกับแกนของแผ่นที่สอง

ความสัมพันธ์นี้เรียกว่า “กฎของมาลุส”

I = I_0 \cos^2 \theta

โดยที่

  • I_0 คือความเข้มของแสงก่อนผ่านแผ่นโพลาไรเซอร์แผ่นที่พิจารณา 
  • I คือความเข้มของแสงหลังผ่าน 
  • \theta คือมุมระหว่างแนวโพลาไรเซชันของแสงกับแกนของแผ่นโพลาไรเซอร์ 

กรณีที่ควรรู้ ได้แก่

เมื่อ \theta = 0^\circ</p>I = I_0

แสงผ่านได้มากที่สุด เพราะแนวโพลาไรเซชันตรงกับแกนของแผ่น

เมื่อ \theta = 90^{\circ}</p>I = 0

แสงไม่ผ่าน เพราะแนวโพลาไรเซชันตั้งฉากกับแกนของแผ่น

เมื่อ \theta = 45^{\circ}

I = I_0 \cos^2 45^{\circ} = \dfrac{1}{2} I_0

ความเข้มจึงเหลือครึ่งหนึ่ง 

มุมบรูว์สเตอร์และแสงสะท้อนโพลาไรส์

เมื่อแสงธรรมชาติตกกระทบผิววัสดุ เช่น ผิวน้ำหรือกระจก แสงสะท้อนโดยทั่วไปจะมีโพลาไรเซชันบางส่วน แต่ถ้าแสงตกกระทบด้วยมุมเฉพาะค่าหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “มุมบรูว์สเตอร์” แสงสะท้อนจะเป็นแสงโพลาไรส์อย่างสมบูรณ์

ที่มุมนี้ รังสีสะท้อนจะตั้งฉากกับรังสีหักเห และสามารถคำนวณได้จาก

\tan\theta_p=\dfrac{n_2}{n_1}

โดย n_1 เป็นดัชนีหักเหของตัวกลางที่แสงเดินทางมาก่อน n_2 เป็นดัชนีหักเหของตัวกลางที่แสงกำลังเข้าสู่ 

ตัวอย่างเช่น แสงเดินทางจากอากาศ (n_1 = 1.00) เข้าสู่แก้ว (n_2 = 1.50)

\tan\theta_p=\frac{1.50}{1.00}=1.50

จึงได้มุมบรูว์สเตอร์ประมาณ

\theta_p \approx 56^\circ

ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ว่าเหตุใดแสงที่สะท้อนจากผิวน้ำหรือถนนจึงมีโพลาไรเซชันบางแนว และเหตุใดแว่นกันแดดโพลาไรซ์จึงสามารถตัดแสงสะท้อนเหล่านี้ได้ดี

การกระเจิงของแสงและสีของท้องฟ้า

เมื่อแสงอาทิตย์เดินทางเข้าสู่บรรยากาศ แสงบางส่วนจะกระทบกับโมเลกุลของแก๊ส ถูกดูดกลืนชั่วขณะ แล้วแผ่ออกไปในทิศทางต่าง ๆ กระบวนการนี้เรียกว่า “การกระเจิงของแสง”

สำหรับอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าความยาวคลื่นมาก ความเข้มของการกระเจิงเป็นไปตามการกระเจิงของเรย์ลี

I_{\text{กระเจิง}} \propto \frac{1}{\lambda^4}

จึงหมายความว่าแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นจะกระเจิงมากกว่าแสงที่มีความยาวคลื่นยาว เช่น แสงสีม่วงและสีฟ้ากระเจิงมากกว่าแสงสีแดง 

ทำไมท้องฟ้ากลางวันเป็นสีฟ้า

ในตอนกลางวัน แสงอาทิตย์เดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางไม่มาก แสงสีฟ้าถูกกระเจิงออกไปทั่วท้องฟ้าและเข้าสู่ตาของเราจากหลายทิศทาง เราจึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า

แม้แสงสีม่วงจะมีความยาวคลื่นสั้นกว่าและกระเจิงได้มากกว่า แต่ดวงอาทิตย์ให้แสงสีม่วงน้อยกว่าแสงสีฟ้า ประกอบกับดวงตาของมนุษย์ไวต่อแสงสีฟ้ามากกว่า จึงเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้ามากกว่าสีม่วง

ทำไมท้องฟ้ายามเช้าและเย็นเป็นสีแดง

ตอนดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตก แสงต้องเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางยาวกว่าเดิม แสงสีม่วงและสีฟ้าจึงถูกกระเจิงออกไปมาก เหลือแสงสีเหลือง ส้ม และแดงเดินทางมาถึงตาเรา ทำให้ท้องฟ้าบริเวณใกล้ดวงอาทิตย์มีสีโทนแดง 

ทำไมเมฆเป็นสีขาว

หยดน้ำในก้อนเมฆมีขนาดใหญ่กว่าโมเลกุลของอากาศมาก จึงสามารถกระเจิงแสงที่ตามองเห็นได้เกือบทุกสีในปริมาณใกล้เคียงกัน เมื่อแสงทุกสีรวมกันจึงเห็นเมฆเป็นสีขาว ลักษณะคล้ายกับนมที่ดูเป็นสีขาวเพราะอนุภาคภายในกระเจิงแสงหลายสี 

บทสรุป

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นตามขวางที่ประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กตั้งฉากกัน คลื่นทุกชนิดในสเปกตรัมมีธรรมชาติพื้นฐานเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ความถี่และความยาวคลื่น จึงมีสมบัติและการนำไปใช้ต่างกัน

การสื่อสารด้วยวิทยุและโทรศัพท์เกิดจากการทำให้ประจุไฟฟ้าสั่นในเสาอากาศเพื่อสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ส่วนการมอดูเลตแบบ AM และ FM ช่วยนำข้อมูลเสียงไปกับคลื่นพาหะ การศึกษาโพลาไรเซชันและกฎของมาลุสช่วยอธิบายการควบคุมความเข้มของแสง ขณะที่มุมบรูว์สเตอร์เกี่ยวข้องกับแสงสะท้อนโพลาไรส์ และการกระเจิงของเรย์ลีช่วยอธิบายว่าทำไมท้องฟ้ากลางวันจึงเป็นสีฟ้า แต่เปลี่ยนเป็นสีแดงในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตก

ความรู้เรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึงไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียน แต่เป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีการสื่อสาร การแพทย์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เราพบเห็นอยู่ทุกวัน

เรียนเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ม.6 กับ OnDemand

สำหรับน้อง ๆ ม.6 ที่ต้องการปูพื้นฐานเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเตรียมตัวสอบเรื่องนี้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนกับ OnDemand ในคอร์ส ฟิสิกส์ ม.ปลาย : คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและแสงเชิงฟิสิกส์ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ด้วยเทคนิคการสอนที่เน้นการคิดวิเคราะห์ สรุปเนื้อหาแบบกระชับ พร้อมตะลุยโจทย์

 แทรก Youtube คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและแสงเชิงฟิสิกส์ ม.6 | ตัวอย่างคอร์สเรียน ฟิสิกส์ ม.ปลาย | OnDemand

นอกจากนี้ สำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทาง OnDemand ก็มีคอร์ส V-Series Physics TCAS เล่ม 7 : ฟิสิกส์แผนใหม่ ให้เลือกด้วยเช่นกัน ซึ่งน้อง ๆ จะได้เรียนและตะลุยโจทย์เรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบเข้มข้นในคอร์สนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสอบแข่งขันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม

อ้างอิง

  • Serway, R. A., Jewett, Jr., J. W. (2014). Physics for Scientists and Engineers with Modern Physics. (9𝗍𝗁 ed). BROOKS/COLE CENGAGE Learning.

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (FAQs)

Q: คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแตกต่างจากคลื่นเสียงอย่างไร ?

A: คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่สั่นตั้งฉากกัน และสามารถเคลื่อนที่ผ่านสุญญากาศได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ส่วนคลื่นเสียงเป็นคลื่นกลที่ต้องอาศัยตัวกลาง เช่น อากาศ น้ำ หรือของแข็ง ในการถ่ายทอดพลังงาน

A: เพราะแสงธรรมชาติเป็นแสงไม่โพลาไรส์ ซึ่งสนามไฟฟ้าสั่นได้หลายแนว แต่แผ่นโพลาไรเซอร์ยอมให้เฉพาะองค์ประกอบของสนามไฟฟ้าที่อยู่ในแนวแกนผ่านเท่านั้น เมื่อเฉลี่ยทุกแนวการสั่นแล้ว ความเข้มของแสงที่ผ่านออกมาจึงเหลือครึ่งหนึ่งของความเข้มเดิม

A: เพราะโมเลกุลในบรรยากาศกระเจิงแสงที่มีความยาวคลื่นสั้น เช่น สีม่วงและสีฟ้า ได้มากกว่าแสงสีแดง ตอนกลางวันแสงสีฟ้าที่กระเจิงจากหลายทิศทางเข้าสู่ตาเราจึงทำให้เห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า แต่ช่วงเช้าหรือเย็น แสงเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางไกล แสงสีฟ้าถูกกระเจิงออกไปมาก จึงเหลือแสงสีเหลือง ส้ม และแดงเข้าสู่ตาเรา

บทความอื่นๆ

เหลือเวลาอีก
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
เหลือเวลาอีก
ขั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

บัตรติว 100 ที่นั่งสุดท้าย เท่านั้น

วัน
ชั่วโมง

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
ชั่วโมง
นาที
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

พบกับข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

วันนี้เท่านั้น! รับ ID Book ฟรีทันที

ที่สาขาออนดีมานด์

พี่ออนดี้ส่งโมเมนต์สุดพิเศษให้น้อง

ต้อนรับวันวาเลนไทน์

ดีลดี ดีลเดียวก่อนหมดวันแห่งความรัก สมัครเลย

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

โค้งสุดท้ายแล้ว เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

โค้งสุดท้าย TPAT3 เหลือเวลา

วัน

พี่ออนดีมานด์มีตัวช่วยพิเศษ

00
วัน
00
ชั่วโมง

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
วัน
00
ชั่วโมง
เหลือเวลา
00
วัน
00
ชั่วโมง

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

วันสุดท้ายแล้ว

สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !

นับถอยหลังก่อนสอบเข้าเตรียมอุดม (9 มี.ค. 67)

Days
ส่วนลดสูงสุด 500 บาท
3 ชม สุดท้ายแล้วสมัครคอร์เลย
ส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท
รับฟรี! ชุดแนวข้อสอบ TPAT3
วันสุดท้ายแล้ว
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
โปรสุดท้าย NETSAT
เพื่อน้องมข. อีก 14 วันก่อนสอบ
โปรสุดท้าย เพื่อน้อง TU
อีก 1 เดือน ก่อนสอบ
ด่วน LIVEติว เลข โค้งสุดท้าย
ก่อนสอบเตรียมอุดมฯ