เจาะลึกโครงสร้าง”พันธะเคมี”เคมี ม.ปลาย สรุปครบ จบในที่เดียว อ่านกี่ทีก็เข้าใจ

Key Takeaways: 

รากฐานของวิชาเคมีที่ห้ามมองข้าม พันธะเคมี คือแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอมที่เกิดขึ้นเพื่อให้ธาตุมีความเสถียร การเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่บทเรียนวิชาเคมีอื่น ๆ ที่ยากขึ้น การปูพื้นฐานเรื่องพันธะเคมีให้แม่นยำตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นก้าวสำคัญสู่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยและคณะในฝัน

Table of Contents

พันธะเคมี ม.4 สรุปครบทุกชนิด พร้อมรูปร่างโมเลกุลและโจทย์

วิชาเคมี ถือเป็นหนึ่งในยาขมของน้อง ๆ ม.4 แผนการเรียนวิทย์-คณิตหลายคน ด้วยเนื้อหาที่ต้องความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและสูตรที่ต้องจำอีกมากมาย รวมถึงความซับซ้อนของอะตอมที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและยากจะจินตนาการ จึงไม่แปลกใจที่วิชานี้จะสร้างความปวดหัวให้กับนักเรียน รวมถึงสร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองที่อยากเห็นลูก ๆ ประสบความสำเร็จทั้งในการสอบเพื่อรักษาเกรดที่โรงเรียนและในเส้นทางการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และในบรรดาเนื้อหาทั้งหมด พันธะเคมี ถือเป็นหนึ่งในรากฐานที่สำคัญ หากน้อง ๆ สามารถปลดล็อกและทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง การเรียนเคมีในบทต่อ ๆ ไป เช่น เคมีอินทรีย์ หรือพอลิเมอร์ จะกลายเป็นเรื่องสนุกและง่ายขึ้นทันที

พันธะเคมี คืออะไร ทำไมอะตอมต้องสร้างพันธะ

ธาตุส่วนใหญ่ในธรรมชาติ (ยกเว้นแก๊สเฉื่อยหรือธาตุหมู่ 8) จะไม่ชอบอยู่เป็นอะตอมเดี่ยว ๆ เนื่องจากยังไม่มีความเสถียร ตาม “กฎออกเตต” (Octet Rule) ที่ระบุว่า อะตอมของธาตุต่าง ๆ จะพยายามทำให้อิเล็กตรอนวงนอกสุด (Valence Electron) ของตัวเองมีจำนวนครบ 8 ตัว เพื่อให้เสถียรเหมือนแก๊สเฉื่อย ดังนั้น อะตอมจึงต้องสร้าง พันธะเคมี (Chemical Bond) ซึ่งก็คือแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม เพื่อให้อยู่รวมกันเป็นโมเลกุลหรือสารประกอบได้อย่างมั่นคง โดยประเภทของ พันธะเคมี จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ พันธะโลหะ พันธะไอออนิก และ พันธะโคเวเลนต์ แต่สองพันธะหลังนี้คือตัวเอกพบในข้อสอบ เคมี ม.ปลาย เสมอ

เจาะลึก “กฎออกเตต” และข้อยกเว้นสำคัญที่สายเคมีต้องรู้

ก่อนจะไปลุยเรื่องพันธะไอออนิกและโคเวเลนต์ หัวใจสำคัญแรกของบทพันธะเคมีที่ต้องเข้าใจคือ กฎออกเตต (Octet Rule) ที่บอกว่าอะตอมจะแชร์ รับ หรือสูญเสียอิเล็กตรอนเพื่อให้ครบ 8 ตัว ตัวอย่างโมเลกุลที่ตรงตามกฎออกเตต เช่น \mathrm{CH_4}, \mathrm{H_{2}O} หรือ \mathrm{NaCl}

image24 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

\mathrm{CH_4}: จะสังเกตว่าจำนวนอิเล็กตรอนที่ล้อมรอบ C มีทั้งหมด 8 อิเล็กตรอน ซึ่งจะครบออกเตต

อย่างไรก็ตาม ข้อสอบมักออกดักทางที่ ข้อยกเว้นกฎออกเตต ซึ่งมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่:

  1. อิเล็กตรอนไม่ครบ 8 (Incomplete Octet): เช่น \mathrm{BF_3} หรือ \mathrm{BeCl_2}
    image23 - สถาบันกวดวิชา OnDemand\mathrm{BeCl_2}: สังเกตว่าจำนวนอิเล็กตรอนที่ล้อมรอบ Cl มีทั้งหมด 8 อิเล็กตรอน ซึ่งจะครบออกเตต แต่จำนวนอิเล็กตรอนที่ล้อมรอบ Be มีเพียง 4 อิเล็กตรอน จึงไม่ครบออกเตต
  2. อิเล็กตรอนเกิน 8 (Expanded Octet): มักเกิดกับธาตุคาบ 3 ขึ้นไป เช่น \mathrm{SF_6} หรือ \mathrm{PCl_5}
    image6 1 - สถาบันกวดวิชา OnDemand\mathrm{SF_6}: สังเกตว่าจำนวนอิเล็กตรอนที่ล้อมรอบ F มีทั้งหมด 8 อิเล็กตรอน ซึ่งจะครบออกเตต แต่จำนวนอิเล็กตรอนที่ล้อมรอบ S มีถึง 12 อิเล็กตรอน จึงเกินออกเตต
  3. อิเล็กตรอนเป็นเลขคี่ (Odd-electron molecules): เช่น \mathrm{NO}
    image20 - สถาบันกวดวิชา OnDemand\mathrm{NO}: สังเกตว่าที่อะตอม N มีอิเล็กตรอนไม่ครบคู่ จะมีอิเล็กตรอนเดี่ยว 1 อิเล็กตรอน

พันธะไอออนิก: พันธะสายเปย์ ทฤษฎีแห่งการ “ให้และรับ” อิเล็กตรอน 

พันธะไอออนิก (Ionic Bond): พันธะเคมีแห่งการ “ให้และรับ”

พันธะไอออนิก เกิดจากการรวมตัวกันระหว่างไอออนบวกและไอออนลบ โดยธาตุโลหะ (มักอยู่ฝั่งซ้ายของตารางธาตุ) ชอบจ่ายอิเล็กตรอน กลายเป็น “ไอออนบวก” และธาตุอโลหะ (อยู่ฝั่งขวาของตารางธาตุ) ชอบรับอิเล็กตรอนกลายเป็น “ไอออนลบ” เมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นบวก และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลบ จึงเกิดแรงดึงดูดทางไฟฟ้าระหว่างไอออนบวกและไอออนลบยึดเหนี่ยวกันกลายเป็นสารประกอบไอออนิก

image25 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

  • คุณสมบัติเด่น: มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงมาก ในสถานะของแข็งจะไม่นำไฟฟ้า แต่ถ้าหลอมเหลวหรือละลายน้ำจะแตกตัวเป็นไอออนและนำไฟฟ้าได้ดี
  • ตัวอย่าง: เกลือแกงหรือโซเดียมคลอไรด์ (\mathrm{NaCl}) โซดาแอชหรือโซเดียมคาร์บอเนต (\mathrm{Na_{2}CO_{3}})

วัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ (Born-Haber Cycle) เส้นทางพลังงานของพันธะไอออนิก

เมื่อพูดถึงการเกิดพันธะไอออนิก หลายคนอาจจะคิดว่ามันเกิดขึ้นง่าย ๆ แค่โลหะให้อิเล็กตรอนแล้วอโลหะรับไป แต่ในความเป็นจริงแล้วกว่าสารประกอบไอออนิกจะเกิดเป็นผลึกได้นั้น จะต้องผ่านแผนผังพลังงานที่ซับซ้อนซึ่งเราเรียกว่า วัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ วัฏจักรนี้คือการอธิบายขั้นตอนพลังงานในการเปลี่ยนธาตุตั้งต้นให้สามารถสร้างพันธะเคมีและเกิดเป็นสารประกอบไอออนิกได้ โดยแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ๆ ที่น้อง ๆ ต้องจำชื่อและประเภทพลังงานให้แม่น

  1. พลังงานการระเหิด (Sublimation Energy:\mathrm{ΔH_s}) การดูดพลังงานเพื่อเปลี่ยนโลหะจากของแข็งให้เป็นแก๊ส
  2. พลังงานการสลายพันธะ (Dissociation Energy:D) การดูดพลังงานสลายพันธะของแก๊สอโลหะให้เป็นอะตอมเดี่ยว
  3. พลังงานไอโอไนเซชัน (Ionization Energy:IE) การดูดพลังงานเพื่อดึงอิเล็กตรอนออกจากโลหะในสถานะแก๊สให้กลายเป็นไอออนบวก
  4. สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน (Electron Affinity:EA) การคายพลังงานเพื่อให้อโลหะในสถานะแก๊สรับอิเล็กตรอนกลายเป็นไอออนลบ
  5. พลังงานแลตทิส (Lattice Energy:U) การคายพลังงานเพื่อให้ไอออนบวกและไอออนลบในสถานะแก๊สมารวมตัวกันกลายเป็นผลึกของแข็ง

ดังตัวอย่าง

image19 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

การดูดและคายพลังงานของวัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ มีทริคในการจำง่าย ๆ โดยให้ยึดหลักการ “ดูดสลาย คายสร้าง” คือ ขั้นตอนสลายพันธะจะเป็นการดูดพลังงาน และขั้นตอนสร้างพันธะจะเป็นการคายพลังงาน

แกะรอยข้อสอบ “วัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์”

หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจขั้นตอนพลังงานทั้ง 5 ขั้นของ วัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ กันไปแล้ว คราวนี้เราลองมาดูวิธีรับมือกับแนวข้อสอบจริงในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกัน 

โจทย์: กำหนดค่าพลังงานต่าง ๆ ในการเกิดสารประกอบโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ดังนี้:

  • พลังงานการระเหิดของ Na(s) = +107 kJ/mol
  • พลังงานไอออไนเซชันลำดับที่ 1 (\mathrm{IE_1}) ของ Na(g) = +496 kJ/mol
  • พลังงานการสลายพันธะของ \mathrm{Cl_2} (g) = +242 kJ/mol
  • สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน (EA) ของ Cl(g) = +349 kJ/mol
  • พลังงานรวมในการเกิดสารประกอบไอออนิก NaCl = -412 kJ/mol

จงคำนวณหาพลังงานแลตทิซในการเกิดสารประกอบ NaCl 1 โมล

  1. 17 kJ
  2. 454 kJ
  3. -787 kJ
  4. -908 kJ
  5. -1,485 kJ

เฉลยและการวิเคราะห์วิธีคิด:

\mathrm{ΔH_f} = \mathrm{ΔH_s} + mathrm{IE_1} + \mathrm{\dfrac{1}{2}D} – \mathrm{EA_1} + U

-412 = 107 + 496 + \mathrm{\dfrac{1}{2}}(242) – 349 + U

U = -787 kJ/mol

ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 3

ข้อสังเกต: พลังงานการสลายพันธะของ Cl2 จะคูณด้วย

*** QuickLaTeX cannot compile formula:
\mathrm{\dfrac{1}{2}

*** Error message:
File ended while scanning use of \math@egroup.
Emergency stop.

เนื่องจาก \mathrm{Cl_2} 1 โมลจะสลายตัวให้ Cl 2 โมล แต่ในการเกิดสารประกอบ NaCl จะใช้ Cl เพียง 1 โมล จึงใช้พลังงานในการสลายพันธะเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดตายที่น้อง ๆ มักจะพลาดในข้อสอบบทพันธะเคมี ทริคก็คือให้สังเกตเลขห้อยของสารที่เราต้องการและทำตัวสารตั้งต้นให้เป็นเลขเดียวกันทั้งหมด ข้อสอบเรื่องวัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ ก็จะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

ความมหัศจรรย์ของ “พันธะไอออนิก” กับการละลายน้ำ

เมื่อพูดถึงสารประกอบที่เกิดจากพันธะเคมีแบบไอออนิก ภาพจำของหลายคนคือเกลือแกงที่ละลายน้ำได้ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว สารประกอบไอออนิกไม่ได้ละลายน้ำได้ดีทุกชนิด และกระบวนการละลายน้ำยังมีเรื่องของ “พลังงาน” เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างน่าทึ่งอีกด้วย

  1. พลังงานกับการละลายน้ำของสารประกอบไอออนิก

การที่สารประกอบไอออนิกจะแตกตัวและละลายน้ำได้จะต้องผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน 2 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้:

  • ขั้นตอนที่ 1: พลังงานแลตทิซ (Lattice Energy) คือพลังงานที่ต้องใช้ในการสลายแรงยึดเหนี่ยวระหว่างไอออนบวกและไอออนลบในโครงผลึกของสารประกอบ เพื่อแยกให้ออกจากกันเป็นไอออนในสถานะแก๊ส (ขั้นนี้เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน) ดังสมการ \mathrm{AB}(\mathrm{s}) \rightarrow \mathrm{A}^{+}(\mathrm{g})+\mathrm{B}^{-}(\mathrm{g})
  • ขั้นตอนที่ 2: พลังงานไฮเดรชัน (Hydration Energy) คือพลังงานที่คายออกมาเมื่อโมเลกุลของน้ำเข้าไปล้อมรอบไอออนบวกและไอออนลบเหล่านั้น (ขั้นนี้เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน) ดังสมการ \mathrm{A}^{+}(\mathrm{g})+\mathrm{B}^{-} \rightarrow \mathrm{A}^{+}(\mathrm{aq})+\mathrm{B}^{-}(\mathrm{aq})

การละลายน้ำของสารประกอบไอออนิกจะเป็นได้ทั้งแบบดูดความร้อนและคายความร้อน ขึ้นอยู่กับพลังงานแต่ละชนิด ดังตาราง

พลังงาน

การเปลี่ยนแปลงพลังงาน

การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสารละลาย

แลตทิซ > ไฮเดรชัน

ดูดพลังงาน

อุณหภูมิลดลง

แลตทิซ < ไฮเดรชัน

คายพลังงาน

อุณหภูมิเพิ่มขึ้น

แลตทิซ = ไฮเดรชัน

ไม่เปลี่ยนแปลง

อุณหภูมิคงที่

แลตทิซ >> ไฮเดรชัน

ไม่ละลายน้ำ

อุณหภูมิคงที่

  1. สารประกอบไอออนิกที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนละลายหรือไม่ละลาย? ข้อสอบ เคมี ม.ปลาย มักจะออกหลักการจำง่าย ๆ ที่เราสามารถสรุปเพื่อนำไปใช้ตัดช้อยส์ได้ดังนี้:

สารประกอบไอออนิกที่ละลายน้ำได้

สารประกอบไอออนิกที่ไม่ละลายน้ำ

มี 6 ข้อ ได้แก่ สารประกอบของ

  1. โลหะหมู่ 1
  2. แอมโมเนียมไอออน (\mathrm{NH}_4^{+})
  3. ไนเทรต (\mathrm{NO}_3^{-})
  4. คลอเรต (\mathrm{ClO}_3^{-})
  5. เปอร์คลอเรต (\mathrm{ClO}_4^{-}) ยกเว้น \mathrm{KClO}_4
  6. แอซีเตต (\mathrm{CH}_3 \mathrm{COO}^{-}) ยกเว้น \mathrm{CH}_3 \mathrm{COOAg}

มี 3 ข้อ ได้แก่

  1. โลหะหมู่ 2 รวมกับ \mathrm{CO}_3^{2-}, \mathrm{SO}_4^{2-}, \mathrm{PO}_4^{3-}, \mathrm{HPO}_4^{2-} ยกเว้น\mathrm{MgSO}_4
  2. หมู่ 7 รวมกับ \mathrm{Ag}^{+}, \mathrm{Hg}_2^{2+}, \mathrm{Pb}^{2+}
  3. Be, Mg และโลหะแทรนซิชัน รวมกับ \mathrm{O}^{2-}, \mathrm{S}^{2-}, \mathrm{OH}^{-}

ท้าทายข้อสอบ “การละลายน้ำของสารประกอบไอออนิก”

หลังจากเรียนรู้ทฤษฎีเรื่องพลังงานแลตทิซและไฮเดรชัน รวมถึงหลักการจำสารที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำกันไปแล้ว คราวนี้ได้เวลามาทดลองลงสนามจริงกัน ข้อสอบเกี่ยวกับการละลายน้ำของสารประกอบที่เกิดจาก พันธะไอออนิก มักจะออกสอบใน 2 รูปแบบหลัก คือ “การคำนวณพลังงานรวมของการละลาย” และ “การวิเคราะห์การเกิดตะกอนจากตารางธาตุ” ลองมาดูแนวข้อสอบทั้ง 2 ข้อที่มักพบในข้อสอบบทพันธะเคมีกันเลย

โจทย์ข้อที่ 1: แผนภาพพลังงานกับการละลายน้ำ

โจทย์: กำหนดขั้นตอนการละลายน้ำของสารประกอบไอออนิกชนิดหนึ่ง มีค่าพลังงานเกี่ยวข้องดังนี้:

  • \mathrm{X Y(s) \rightarrow X^{+}(g)+Y^{-}(g)} ; พลังงานแลตทิซ = 800 kJ/mol
  • \mathrm{X}^{+}(\mathrm{g})+\mathrm{Y}^{-}(\mathrm{g}) \rightarrow \mathrm{X}^{+}(\mathrm{aq})+\mathrm{Y}^{-}(\mathrm{aq}) ; พลังงานไฮเดรชัน = 850 kJ/mol

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการละลายน้ำของสารประกอบ XY นี้

  1. การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน และสารละลายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น
  2. การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน และสารละลายจะมีอุณหภูมิต่ำลง
  3. การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน และพลังงานรวมของการละลายเท่ากับ -50 kJ/mol
  4. การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน และพลังงานรวมของการละลายเท่ากับ +50 kJ/mol
  5. สาร XY ไม่สามารถละลายน้ำได้ เนื่องจากพลังงานแลตทิสมีค่าน้อยเกินไป

เฉลยและการวิเคราะห์วิธีคิด:

  • พลังงานแลตทิซเป็นการสลายพันธะของสารประกอบไอออนิกจึงเป็นการดูดความร้อน และพลังงานไฮเดรชันเป็นการคายความร้อน จึงได้ว่า

พลังงานการละลาย = 800 – 850

พลังงานการละลาย = -50 kJ/mol

แสดงว่าการละลายของสาร XY เป็นการคายความร้อน ซึ่งจะตรงกับข้อ 3

  • ทำไมช้อยส์อื่นถึงผิด:
    • ข้อ 1: การดูดความร้อนจะทำให้อุณหภูมิของสารละลายต่ำลง
    • ข้อ 2: การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน
    • ข้อ 4: การละลายน้ำของสาร XY เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน และพลังงานรวมของการละลายเท่ากับ -50 kJ/mol
    • ข้อ 5: สารประกอบไอออนิกจะไม่ละลายน้ำก็ต่อเมื่อมีพลังงานแลตทิซมากกว่าพลังงานไฮเดรชันเยอะมาก ๆ 

ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 3

โจทย์ข้อที่ 2: การวิเคราะห์สารประกอบไอออนิกที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ

โจทย์: สารผสมในข้อใดต่อไปนี้จะเกิดตะกอน

  1. \mathrm{NaOH}+\mathrm{HCl}
  2. \mathrm{CaCl}_2+\mathrm{Na}_2 \mathrm{CO}_3
  3. \mathrm{MgCl}_2+\mathrm{Na}_2 \mathrm{SO}_4
  4. \mathrm{NaClO}_4+\mathrm{Na}_2 \mathrm{CO}_3
  5. \mathrm{Na}_2 \mathrm{O}+\mathrm{KCl}

เฉลยและการวิเคราะห์วิธีคิด:

ข้อนี้วัดความจำและความเข้าใจเกี่ยวกับสมบัติของสารประกอบที่เกิดจากพันธะเคมีแบบไอออนิก เมื่อเรานำสารละลายสองชนิดที่มีไอออนอิสระมาผสมกัน ไอออนบวกและไอออนลบจะวิ่งมาจับคู่สลับกัน (Double Displacement) ดังนี้

  1. \mathrm{NaOH}(\mathrm{aq})+\mathrm{HCl}(\mathrm{aq}) \rightarrow \mathrm{NaCl}(\mathrm{aq})+\mathrm{H}_2 \mathrm{O}(\mathrm{l}) (ไม่เกิดตะกอน)
  2. \mathrm{CaCl}_2(\mathrm{aq})+\mathrm{Na}_2 \mathrm{CO}_3(\mathrm{aq}) \rightarrow \mathrm{CaCO}_3(\mathrm{~s})+2 \mathrm{NaCl}(\mathrm{aq}) (เกิดตะกอน) 
  3. \mathrm{MgCl}_2(\mathrm{aq})+\mathrm{Na}_2 \mathrm{SO}_4(\mathrm{aq}) \rightarrow \mathrm{MgSO}_4(\mathrm{aq})+2 \mathrm{NaCl}(\mathrm{aq}) (ไม่เกิดตะกอน)
  4. \mathrm{NaClO}_4(\mathrm{aq})+\mathrm{Na}_2 \mathrm{CO}_3(\mathrm{aq}) \rightarrow \mathrm{NaClO}_4(\mathrm{aq})+\mathrm{Na}_2 \mathrm{CO}_3(\mathrm{aq}) (ไม่เกิดตะกอนและไม่เกิดปฏิกิริยาเคมี เนื่องจากไอออนบวกเป็นชนิดเดียวกัน จึงไม่เกิดสารใหม่)
  5. \mathrm{Na}_2 \mathrm{O}(\mathrm{aq})+2 \mathrm{KCl}(\mathrm{aq}) \rightarrow 2 \mathrm{NaCl}(\mathrm{aq})+\mathrm{K}_2 \mathrm{O}(\mathrm{aq}) (ไม่เกิดตะกอน)

ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 2

ทริคทิ้งท้าย:

การทำข้อสอบพาร์ทการละลายน้ำของพันธะไอออนิก ให้ได้คะแนนเต็ม สิ่งสำคัญคือห้ามจำสับสนระหว่าง “แลตทิซ (ดูด)” กับ “ไฮเดรชัน (คาย)” และต้องแม่นกฎการตกตะกอนของตารางธาตุ รวมถึงข้อยกเว้น ถ้าจำหลักการเหล่านี้ได้แม่นยำ ไม่ว่าโจทย์จะพลิกแพลงมาในรูปแบบไหน น้อง ๆ ก็จะสามารถตัดช้อยส์และคว้าคะแนนมาได้อย่างแน่นอน!

พันธะโคเวเลนต์: พันธะแห่งการ “แบ่งปัน” ทฤษฎีที่เริ่มจากความไม่ยอมเสีย 

พันธะโคเวเลนต์ (Covalent Bond): พันธะแห่งการ “แบ่งปัน”

เมื่อธาตุอโลหะกับอโลหะมาเจอกัน ต่างฝ่ายต่างก็อยากเป็นฝ่ายรับอิเล็กตรอน ไม่อยากเสียอิเล็กตรอนให้ใคร สิ่งที่เกิดขึ้นคือธาตุต้องหันมา “ใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน” (Sharing Electrons) เกิดเป็น พันธะโคเวเลนต์ ขึ้นมา ซึ่งอิเล็กตรอนคู่ที่ใช้ร่วมกันนี้เราเรียกว่า “อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ”

image15 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

  • ประเภทของพันธะ: แบ่งตามจำนวนคู่อิเล็กตรอนที่ใช้ร่วมกัน ได้แก่ 
  1. พันธะเดี่ยว (ใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 คู่)
  2. พันธะคู่ (ใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 2 คู่)
  3. พันธะสาม (ใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน 3 คู่)
  • คุณสมบัติเด่น: ส่วนใหญ่มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่ำ (ยกเว้นสารโครงผลึกร่างตาข่าย เช่น เพชร) ไม่นำไฟฟ้าในทุกสถานะ (ยกเว้นแกรไฟต์)
  • ตัวอย่าง: น้ำ (H2O), แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

พันธะโคออร์ดิเนตโคเวเลนต์ เมื่อมีแค่ฝ่ายเดียวที่เป็นผู้ให้ 

โดยปกติ พันธะโคเวเลนต์จะเกิดจากอะตอมต่างฝ่ายต่างนำอิเล็กตรอนมาแชร์กันคนละเท่าๆ กัน แต่มีพันธะโคเวเลนต์อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า พันธะโคออร์ดิเนตโคเวเลนต์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ “มีอะตอมเพียงฝ่ายเดียวที่เป็นผู้ให้อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะทั้ง 2 ตัว” ให้แก่อีกอะตอมหนึ่งที่ยังขาดอิเล็กตรอนอยู่ (โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้นำอิเล็กตรอนมาแชร์ตอบ)

ตัวอย่างที่พบบ่อยในข้อสอบ: แอมโมเนียมไอออน (\mathrm{NH}_4^+) หรือ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (\mathrm{SO}_2)

ข้อสังเกต: แม้ว่าที่มาของอิเล็กตรอนจะมาจากฝ่ายเดียว แต่เมื่อสร้างพันธะเสร็จแล้ว คุณสมบัติและความแข็งแรงของพันธะจะ เหมือนกับพันธะโคเวเลนต์ปกติทุกประการ ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้

ศิลปะการวาดเคมี “การเขียนโครงสร้างโมเลกุลโคเวเลนต์”

อีกหัวใจสำคัญของบทพันธะเคมี โมเลกุลโคเวเลนต์ จุดเริ่มต้นของการเข้าใจสารประกอบชนิดนี้คือเราต้อง “วาดโครงสร้าง” ของมันให้เป็นก่อน 

หลักการเขียนง่าย ๆ ที่ใช้ได้กับทุกโมเลกุล มีดังนี้:

  1. หาจำนวนเวเลนซ์อิเล็กตรอนรวม: ดูว่าแต่ละธาตุอยู่หมู่ไหน แล้วนำมารวมกัน 
  2. เลือกอะตอมกลาง: มักจะเป็นธาตุที่มีจำนวนอิเล็กตรอนน้อยที่สุด หรือมีค่า EN ต่ำที่สุด (ยกเว้น H ห้ามเป็นอะตอมกลางเด็ดขาด)
  3. ลากเส้นเชื่อมพันธะ: ลากเส้นเดี่ยวเชื่อมอะตอมกลางกับอะตอมล้อมรอบก่อน โดย 1 เส้นจะแทนอิเล็กตรอน 2 ตัว (1 คู่ร่วมพันธะ)
  4. แจกจ่ายให้ครบตามกฎออกเตต: เติมอิเล็กตรอนที่เหลือให้รอบอะตอมล้อมรอบให้ครบ 8 ตัว (ยกเว้น H ครบแค่ 2 อิเล็กตรอน) หากอะตอมกลางยังไม่ครบ 8 ให้ขยับอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวมาทำเป็นพันธะคู่หรือพันธะสาม
  5. นำอิเล็กตรอนที่เหลือจากการสร้างพันธะเคมีมาเป็นอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว

เช่น \mathrm{H}_2 \mathrm{O} มี H ซึ่งมี 1 อิเล็กตรอน จำนวน 2 ตัว และ O อยู่หมู่ 6 มี 6 อิเล็กตรอน รวมเป็น 1 + 1 + 6 = 8 อิเล็กตรอน และเนื่องจากมีเฉพาะ H และ O ซึ่ง H ไม่สามารถเป็นอะตอมกลางได้ จึงต้องใช้ O เป็นอะตอมกลาง จากนั้นจึงลากเส้นเชื่อมพันธะได้เป็น 

image4 3 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

จากนั้นจึงนำอิเล็กตรอนที่เหลือ ซึ่ง O มี 6 อิเล็กตรอน สร้างพันธะไป 2 อิเล็กตรอน จะเหลืออิเล็กตรอน = 6 – 2 = 4 จึงจะได้อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 2 คู่ ดังนี้

image9 2 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

และเมื่อนับจำนวนอิเล็กตรอนจะเห็นว่า O มีครบ 8 อิเล็กตรอน (ตรงพันธะนับเป็น 2 อิเล็กตรอน มี 2 พันธะจึงได้เป็นทั้งหมด 4 อิเล็กตรอน และรวมกับอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวอีก 4 อิเล็กตรอน จะได้ทั้งหมด 8 อิเล็กตรอน)

โจทย์ “การเขียนโครงสร้างโมเลกุลโคเวเลนต์” และดักทางจุดลวงเรื่องอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว

หลังจากที่เราได้เรียนรู้วิธีการวาดโครงสร้างโมเลกุลโคเวเลนต์กันไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ข้อสอบเกี่ยวกับ พันธะโคเวเลนต์ ในบทพันธะเคมีชอบหยิบยกมาถามเพื่อตัดคะแนนเด็ก ๆ มากที่สุดก็คือ “จำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว” เราลองมาดูแนวข้อสอบเพื่อเช็กความแม่นยำกัน 

โจทย์: จากสารประกอบโคเวเลนต์ที่กำหนดให้ต่อไปนี้ สารในข้อใดมีจำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวบนอะตอมกลางเท่ากันทั้งหมด

  1. \mathrm{IF}_5 และ \mathrm{CO}_2
  2. \mathrm{NH}_3 และ \mathrm{H}_2 \mathrm{O}
  3. \mathrm{CH}_4 และ \mathrm{SF}_4
  4. \mathrm{BF}_3 และ \mathrm{HCN}
  5. \mathrm{CCl}_4 และ \mathrm{SO}_2

เฉลยและการวิเคราะห์วิธีคิด:

ข้อนี้โจทย์เน้นคำว่า “บนอะตอมกลาง” เท่านั้น แปลว่าเราไม่ต้องไปสนใจอิเล็กตรอนของอะตอมรอบ ๆ วิธีคิดที่เร็วที่สุดคือการเช็กหมู่ของอะตอมกลาง แล้วหักลบกับจำนวนแขนที่ไปสร้างพันธะ

  • วิเคราะห์ช้อยส์ข้อ 4 ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง:
    • \mathrm{BF}_3 อะตอมกลาง B เป็นธาตุหมู่ 3 และสร้างพันธะเดี่ยวกับ F 3 ตัว จึงมีอิเล็กตรอนเหลือ = 3 – 3 = 0 สรุปได้ว่าไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
    • \mathrm{HCN}อะตอมกลาง C เป็นธาตุหมู่ 4 และสร้างพันธะเดี่ยวกับ H และพันธะสามกับ N จึงมีอิเล็กตรอนเหลือ = 4 – 4 = 0 สรุปได้ว่าไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
  • ทำไมช้อยส์อื่นถึงผิด:
    • ข้อ 1: \mathrm{IF}_5 อะตอมกลาง I มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่ ส่วน \mathrm{CO}_2 อะตอมกลาง C ไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
    • ข้อ 2: \mathrm{NH}_3 อะตอมกลาง N มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่ ส่วน \mathrm{H}_2 \mathrm{O} อะตอมกลาง O มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 2 คู่
    • ข้อ 3: \mathrm{CH}_4 อะตอมกลาง C ไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว ส่วน \mathrm{SF}_4 มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่
    • ข้อ 5: \mathrm{CCl}_4 อะตอม C ไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว ส่วน \mathrm{SO}_2 อะตอมกลาง S มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่

ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 2

ถอดรหัสภาพ 3 มิติ “รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์”

หลังจากที่เราเขียนโครงสร้างสองมิติได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคืออีกหนึ่งยาขมในบทพันธะเคมี นั่นคือการวิเคราะห์ รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์ ในมิติสามมิติ โดยโมเลกุลโคเวเลนต์ จะมีรูปทรงที่แตกต่างกันไปตามทฤษฎีการผลักกันของคู่อิเล็กตรอนวงนอก (VSEPR) เพราะอิเล็กตรอนที่ไม่ได้ใช้สร้างพันธะ (อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว) จะมีแรงผลักสูงมาก ทำให้โมเลกุลบิดเบี้ยวไป ดังตาราง

จำนวนพันธะรอบอะตอมกลาง

จำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวรอบอะตอมกลาง

ไม่มี

1 คู่

2 คู่

3 คู่

1

image2 3 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

เส้นตรง

Liner





2



image21 - สถาบันกวดวิชา OnDemandเส้นตรง

Linear

image26 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

มุมงอ

Bent

image7 2 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

มุมงอ

Bent

image10 2 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

เส้นตรง

Linear





3

image5 2 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

สามเหลี่ยมแบนราบ

Trigonal planar

image12 1 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

พีระมิดฐานสามเหลี่ยม

Trigonal pyramidal

image22 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

ตัวที

T-shaped





4

image3 3 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

ทรงสี่หน้า

Tetrahedral

image1 1 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

ทรงสี่หน้าบิดเบี้ยว

Seesaw

image17 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

สี่เหลี่ยมแบนราบ

Square planar





5

image13 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

พีระมิดคู่ฐานสามเหลี่ยม

Trigonal bipyramidal

image16 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

พีระมิดฐานสี่เหลี่ยม

Square pyramidal

6

image18 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

ทรงแปดหน้า

Octahedral

ลองดูข้อสอบ “รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์” ด้วยสูตรลัด VSEPR

อีกหนึ่งพาร์ทปราบเซียนในบทพันธะเคมี ก็คือเรื่องรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์ เพราะโจทย์มักจะไม่บอกรูปทรงตรง ๆ แต่จะให้เราวิเคราะห์จากสูตรเคมี เพื่อหาว่าสารที่กำหนดให้มีโครงสร้างสามมิติแบบไหน ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้อสอบข้อหนึ่งอาจรวมเอาหลายโมเลกุลมาเปรียบเทียบกันในข้อเดียว ดังนั้น ทริคการมองอะตอมกลางและหาจำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ลองมาฝึกทำแนวข้อสอบแบบ 5 ตัวเลือกข้อนี้กันดู!

โจทย์: สารประกอบโคเวเลนต์ในข้อใดต่อไปนี้ มีรูปร่างโมเลกุลเป็น “มุมงอ” (Bent) และ “พีระมิดฐานสามเหลี่ยม” (Trigonal Pyramidal) ตามลำดับ?

  1. \mathrm{CO}_2 และ \mathrm{BF}_3
  2. \mathrm{H}_2 \mathrm{O} และ \mathrm{NH}_3
  3. \mathrm{IF}_5 และ \mathrm{CH}_4
  4. \mathrm{BeCl}_2 และ \mathrm{PCl}_3
  5. \mathrm{HCN} และ \mathrm{CCl}_4

เฉลยและการวิเคราะห์วิธีคิด:

หลักการทำโจทย์เรื่องรูปร่างโมเลกุลในวิชา เคมี ม.ปลาย สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหาว่า “อะตอมกลางเหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวหรือไม่” เพราะอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวนี้จะมีแรงผลักมหาศาลที่คอยบิดแขนของพันธะให้เสียรูปทรงไป

เรามาวิเคราะห์หารูปร่างของสารตัวเลือกกัน:

  • ข้อ 1
    • \mathrm{CO}_22 อะตอมกลางคือ C (หมู่ 4) ใช้ 4 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะคู่กับ O 2 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นเส้นตรง
    • \mathrm{BF}_3 อะตอมกลางคือ B (หมู่ 3) ใช้ 3 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ F 3 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมแบนราบ
  • ข้อ 2
    • \mathrm{H}_2 \mathrm{O} อะตอมกลางคือ O (หมู่ 6) ใช้ 2 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ H 2 ตัว ทำให้อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 2 คู่ จึงมีรูปร่างเป็นมุมงอ
    • \mathrm{NH}_3อะตอมกลางคือ N (หมู่ 5) ใช้ 3 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ H 3 ตัว ทำให้อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่ จึงมีรูปร่างเป็นพีระมิดฐานสามเหลี่ยม
  • ข้อ 3
    • \mathrm{IF}_5 อะตอมกลางคือ I (หมู่ 7) ใช้ 5 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ F 5 ตัว ทำให้อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่ จึงมีรูปร่างเป็นพีระมิดฐานสี่เหลี่ยม
    • \mathrm{CH}_4 อะตอมกลางคือ C (หมู่ 4) ใช้ 4 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ H 4 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นทรงสี่หน้า
  • ข้อ 4
    • \mathrm{BeCl}_2 อะตอมกลางคือ Be (หมู่ 2) ใช้ 2 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ Cl 2 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นเส้นตรง
    • \mathrm{PCl}_3 อะตอมกลางคือ P (หมู่ 5) ใช้ 3 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ Cl 3 ตัว ทำให้อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่ จึงมีรูปร่างเป็นพีระมิดฐานสามเหลี่ยม
  • ข้อ 5
    • \mathrm{HCN} อะตอมกลางคือ C (หมู่ 4) ใช้ 3 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะสามกับ N 1 ตัว และใช้อีก 1 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ H 1 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นเส้นตรง
    • \mathrm{CCl}_4 อะตอมกลางคือ C (หมู่ 4) ใช้ 4 อิเล็กตรอนในการสร้างพันธะเดี่ยวกับ Cl 4 ตัว ทำให้อะตอมกลางไม่เหลืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงมีรูปร่างเป็นทรงสี่หน้า

ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 2

สภาพขั้วของโมเลกุล ทฤษฎีความลำเอียง เมื่ออิเล็กตรอนเทไปหาคนที่เคมีเข้ากัน

หลังจากที่เราวิเคราะห์รูปร่างโมเลกุล 3 มิติได้แล้ว ขั้นตอนสำคัญถัดมาคือการเช็กว่า “โมเลกุลนั้นมีขั้วหรือไม่” ซึ่งมีหลักการพิจารณา 2 สเต็ปดังนี้:

  1. ดูสภาพขั้วของพันธะ จากผลต่างค่า EN (Electronegativity Difference)ค่า EN คือความสามารถในการดึงดูดอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ
  • พันธะไม่มีขั้ว (Non-polar Bond): เกิดจากธาตุชนิดเดียวกัน มีค่า EN เท่ากัน (\Delta\text{EN} = 0) เช่น \text{O}_2, \text{H}_2, \text{Cl}_2 อิเล็กตรอนกระจายตัวเท่ากันอย่างสมบูรณ์
  • พันธะมีขั้ว (Polar Bond): เกิดจากธาตุต่างชนิดกันที่มีค่า EN ต่างกัน (\Delta\text{EN} > 0) เช่น \text{H}-\text{Cl} อะตอมที่มีค่า EN สูงกว่า (\text{Cl}) จะดึงอิเล็กตรอนเข้าหาตัวเองมากกว่า ทำให้ฝั่งนั้นแสดงประจุลบแฝง (\delta^-) และฝั่งที่มีค่า EN น้อยกว่าแสดงประจุบวกแฝง (\delta^+)
  1. ดูสภาพขั้วของ “โมเลกุล” โดยรวม (รวมทิศทางแรงดึงดูดแบบเวกเตอร์)แม้ว่าพันธะภายในโมเลกุลจะมีขั้ว แต่ โมเลกุลนั้นอาจกลายเป็น “โมเลกุลไม่มีขั้ว” ได้ หากรูปร่างโมเลกุลหักล้างทิศทางขั้วกันจนหมด (แรงดึงดูดหักล้างกันเป็นศูนย์)
  • โมเลกุลไม่มีขั้ว (Non-polar Molecule):
    • โมเลกุลที่มีพันธะไม่มีขั้วทั้งหมด เช่น \text{O}_2, \text{N}_2
    • โมเลกุลที่มีพันธะมีขั้ว แต่ รูปร่างสมมมาตร ทำให้ขั้วหักล้างกันหมดพอดี เช่น
      • เส้นตรง: \text{CO}_2 (แรงดึงออกจาก C ไป O สองฝั่งเท่ากันพอดี)
        image8 - สถาบันกวดวิชา OnDemand
      • สามเหลี่ยมแบนราบ: \text{BF}_3
      • ทรงสี่หน้า: \text{CH}_4, \text{CCl}_4
  • โมเลกุลมีขั้ว (Polar Molecule):
    • โมเลกุลที่ รูปร่างไม่สมมาตร หรือ มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวเหลืออยู่ที่อะตอมกลาง (ซึ่งคอยดันแขนให้บิดเบี้ยวและสร้างขั้วประจุ) เช่น
      • มุมงอ: \text{H}_2\text{O}
        image11 2 - สถาบันกวดวิชา OnDemand
      • พีระมิดฐานสามเหลี่ยม: \text{NH}_3

เจาะลึกแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล เคล็ดลับการเทียบจุดเดือด ที่ข้อสอบชอบนำมาออกดักทาง 

สารประกอบโคเวเลนต์ไม่ได้ยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะเคมีข้ามโมเลกุล แต่จะยึดกันด้วย “แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล” ซึ่งเป็นตัวกำหนดจุดเดือด จุดหลอมเหลว และสถานะของสารโดยตรง ยิ่งแรงนี้แข็งแรง จุดเดือดก็จะยิ่งสูง โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก:

  1. แรงลอนดอน (London Dispersion Force):
  • เป็นแรงอย่างอ่อนที่สุด เกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่เหนี่ยวนำให้เกิดขั้วชั่วคราว
  • พบในโมเลกุลโคเวเลนต์ทุกชนิด (และเป็นแรงชนิดเดียวที่ยึดเหนี่ยวในโมเลกุลไม่มีขั้ว)
  • โมเลกุลไม่มีขั้วยิ่งขนาดใหญ่ แรงลอนดอนจะยิ่งสูง จุดเดือดก็จะยิ่งสูงตาม
  1. แรงดึงดูดระหว่างขั้ว (Dipole-Dipole Force):
  • เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างโมเลกุลมีขั้ว โดยขั้วบวกแฝง (\delta^+) ของโมเลกุลหนึ่งจะดึงดูดกับขั้วลบแฝง (\delta^-) ของอีกโมเลกุลหนึ่ง
  • แข็งแรงกว่าแรงลอนดอน ทำให้สารกลุ่มนี้มีจุดเดือดสูงกว่าสารไม่มีขั้วที่มีมวลใกล้เคียงกัน
  1. พันธะไฮโดรเจน (Hydrogen Bond – H-Bond):
  • แรงระหว่างโมเลกุลที่แข็งแรงที่สุด (แต่ยังคงอ่อนกว่าพันธะเคมีภายในโมเลกุล)
  • เงื่อนไขการเกิด: เกิดขึ้นเมื่ออะตอม ไฮโดรเจน (\text{H}) ไปสร้างพันธะกับธาตุที่มีค่า EN สูงมาก ๆ และขนาดเล็ก ได้แก่ \text{F} (ฟลูออรีน), \text{O} (ออกซิเจน), \text{N} (ไนโตรเจน) หรือท่องจำง่ายๆ ว่า “H จับกับ F, O, N”
  • ตัวอย่าง: น้ำ (\text{H}_2\text{O}), แอมโมเนีย (\text{NH}_3), ไฮโดรเจนฟลูออไรด์ (\text{HF})

ลองดูข้อสอบ “แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล” จุดดักเรื่องจุดเดือด

อีกหนึ่งพาร์ทปราบเซียนในบทพันธะเคมี ก็คือเรื่องแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลและการเปรียบเทียบจุดเดือด เพราะโจทย์มักจะไม่บอกตรง ๆ ว่าสารไหนแรงกว่ากัน แต่จะให้เราวิเคราะห์จากสูตรเคมี เพื่อหาว่าสารที่กำหนดให้มีแรงยึดเหนี่ยวชนิดใดและมีจุดเดือดเรียงลำดับอย่างไร ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้อสอบข้อหนึ่งอาจรวมเอาหลายโมเลกุลมาเปรียบเทียบกันในข้อเดียว ดังนั้น ทริคการมองประเภทแรงและพันธะไฮโดรเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ลองมาฝึกทำแนวข้อสอบแบบ 5 ตัวเลือกข้อนี้กันดู

โจทย์: การเรียงลำดับจุดเดือดของสารประกอบโคเวเลนต์ในข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้อง จากจุดเดือด “สูงที่สุด” ไปยัง “ต่ำที่สุด”

  1. \mathrm{HF} > \mathrm{NH}_3 > \mathrm{HCl} > \mathrm{CH}_4
  2. \mathrm{NH}_3 > \mathrm{HF} > \mathrm{HCl} > \mathrm{CH}_4
  3. \mathrm{HF} > \mathrm{HCl} > \mathrm{NH}_3 > \mathrm{CH}_4
  4. \mathrm{HCl} > \mathrm{HF} > \mathrm{NH}_3 > \mathrm{CH}_4
  5. \mathrm{CH}_4 > \mathrm{HCl} > \mathrm{NH}_3 > \mathrm{HF}

เฉลยและการวิเคราะห์วิธีคิด:

หลักการทำโจทย์เรื่องจุดเดือดของสารโคเวเลนต์ในวิชา เคมี ม.ปลาย สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหาว่า “สารแต่ละตัวมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลแบบไหน” โดยเรียงความแข็งแรงจาก พันธะไฮโดรเจน > แรงดึงดูดระหว่างขั้ว > แรงลอนดอนเรามาวิเคราะห์หารูปแบบแรงยึดเหนี่ยวของสารตัวเลือกกัน:

  • การวิเคราะห์กลุ่มสารที่มีพันธะไฮโดรเจน (\mathrm{HF} และ \mathrm{NH}_3)
    • \mathrm{HF} มีพันธะ \mathrm{H}-\mathrm{F} ซึ่งเกิดพันธะไฮโดรเจนได้ และเนื่องจาก \mathrm{F} มีค่า EN สูงที่สุดในตารางธาตุ ทำให้พันธะไฮโดรเจนของ \mathrm{HF} มีความแข็งแรงสูงมาก ส่งผลให้มีจุดเดือดสูงที่สุดในกลุ่มนี้
    • \mathrm{NH}_3 มีพันธะ \mathrm{N}-\mathrm{H} ซึ่งเกิดพันธะไฮโดรเจนได้เช่นกัน แต่ค่า EN ของ \mathrm{N} น้อยกว่า \mathrm{F} ทำให้แรงยึดเหนี่ยวอ่อนกว่า \mathrm{HF} จุดเดือดจึงสูงเป็นอันดับ 2
  • การวิเคราะห์กลุ่มสารที่ไม่มีพันธะไฮโดรเจน (\mathrm{HCl} และ \mathrm{CH}_4)
    • \mathrm{HCl} เป็นโมเลกุลมีขั้ว แรงยึดเหนี่ยวหลักคือแรงดึงดูดระหว่างขั้ว (Dipole-Dipole) ซึ่งแข็งแรงกว่าแรงลอนดอน จึงมีจุดเดือดสูงเป็นอันดับ 3
    • \mathrm{CH}_4 เป็นโมเลกุลไม่มีขั้ว (รูปร่างทรงสี่หน้าสมมาตร) แรงยึดเหนี่ยวหลักมีเพียงแรงลอนดอน (London Dispersion) ซึ่งอ่อนที่สุด จึงมีจุดเดือดต่ำที่สุด

ดังนั้น คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 1 

พันธะโลหะ ทะเลอิเล็กตรอนที่ทำให้โลหะแข็งแกร่ง

พันธะโลหะ (Metallic Bond) คือ แรงยึดเหนี่ยวเคมีที่เกิดขึ้นระหว่างประจุบวกของไอออนโลหะกับเวเลนซ์อิเล็กตรอนที่หลุดออกมาเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระทั่วทั้งชิ้นโลหะ แบบจำลองนี้เรียกว่า “ทะเลอิเล็กตรอน” (Electrons Sea Model)

image14 - สถาบันกวดวิชา OnDemand

เนื่องจากอะตอมของโลหะมีค่าพลังงานไอออไนเซชัน (IE) และค่าอิเล็กโทรเนกาตีวิตี (EN) ต่ำมาก จึงเสียอิเล็กตรอนได้ง่าย อะตอมโลหะแต่ละตัวจึงปลดปล่อยเวเลนซ์อิเล็กตรอนออกมารวมกันเป็น “ทะเลอิเล็กตรอน” เคลื่อนที่ล้อมรอบไอออนบวกไว้ เกิดเป็นแรงดึงดูดทางไฟฟ้าอย่างแน่นหนาทั่วทั้งชิ้น

เปรียบเทียบความแตกต่าง: พันธะโลหะ, พันธะไอออนิก และพันธะโคเวเลนต์

เพื่อให้น้องๆ เห็นภาพรวมและสามารถแยกประเภทของสารได้อย่างถูกต้องแม่นยำก่อนลงสนามสอบ การเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกายภาพและองค์ประกอบพื้นฐานถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะข้อสอบมักจะนำสมบัติการนำไฟฟ้า จุดเดือดจุดหลอมเหลว และสถานะมาเปรียบเทียบกันในข้อเดียว เราลองมาดูตารางสรุปเปรียบเทียบความแตกต่างของ พันธะไอออนิก พันธะโคเวเลนต์ และพันธะโลหะ แบบชัดๆ กัน 

คุณสมบัติ

พันธะไอออนิก

พันธะโคเวเลนต์

พันธะโลหะ

องค์ประกอบ

โลหะ + อโลหะ

อโลหะ + อโลหะ

โลหะ + โลหะ

การนำไฟฟ้า

นำไฟฟ้าเมื่อหลอมเหลว/ละลายน้ำ

ไม่นำไฟฟ้า

นำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยม

จุดเดือด/จุดหลอมเหลว

สูงมาก

ต่ำ (ยกเว้นโครงผลึกร่างตาข่าย)

สูง

สถานะปกติ

ของแข็ง

ของแข็ง/ของเหลว/แก๊ส

ของแข็ง

เรียนเคมี ม.ปลาย กับ OnDemand

พันธะเคมีเป็นรากฐานที่สำคัญของวิชาเคมี ถึงแม้จะเป็นบทที่ยากและซับซ้อนสำหรับน้อง ๆ แต่ถ้าเราจับจุดได้ถูกต้อง วิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ ก็สามารถเก็บคะแนนเต็มจากบทนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าเรียนที่โรงเรียนแล้วยังรู้สึกตามไม่ทัน หรืออยากได้สูตรลัดและเทคนิคการมองโจทย์ให้ขาดได้รวดเร็ว

OnDemand พร้อมช่วยให้น้อง ๆ เตรียมความพร้อมด้านการเรียนและการสอบทุกสนามด้วยคอร์สเรียน วิชาเคมี ม.ปลาย โดย OnDemand ซึ่งสอนโดยทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ปูพื้นฐาน เพิ่มความมั่นใจก่อนสอบ เพิ่มคะแนนในห้องเรียน ไปจนถึงการสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัย

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพันธะเคมี ม.ปลาย

Q: พันธะเคมี มีทั้งหมดกี่ประเภท และประเภทไหนบ้างที่ออกสอบบ่อยที่สุด?

A: พันธะเคมีแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก คือ พันธะโลหะ พันธะไอออนิก และพันธะโคเวเลนต์ สำหรับในข้อสอบ ม.ปลาย พันธะที่ถูกนำมาออกข้อสอบและมีเงื่อนไขการคิดคำนวณหรือวิเคราะห์มากที่สุดคือ พันธะโคเวเลนต์ และ พันธะไอออนิก

A: วิธีที่ง่ายที่สุดคือการสังเกตประเภทของธาตุจากตารางธาตุ สารประกอบไอออนิกมักเกิดจาก “โลหะ + อโลหะ” ส่วนสารประกอบโคเวเลนต์เกิดจาก “อโลหะ + อโลหะ” (ข้อควรระวัง: H เป็นอโลหะ และธาตุหมู่ 8 มักไม่เกิดพันธะเคมี)

A: เข้าใจได้อย่างแน่นอน เพราะเรื่องนี้ใช้ความเข้าใจในเชิงเหตุและผลมากกว่าคณิตศาสตร์ขั้นสูง ขอเพียงแค่เข้าใจหลักการจัดเรียงอิเล็กตรอนและการมองหมู่/คาบในตารางธาตุ ก็สามารถทำความเข้าใจเรื่องพันธะเคมีได้ไม่ยาก

บทความอื่นๆ