Key Takeaways
สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเรียนวิชาฟิสิกส์พื้นฐานหรือวิทยาศาสตร์กายภาพอยู่ บทความนี้จะเป็นการแนะนำบทเรียนในวิชานี้ อธิบายจุดเน้นและเนื้อหาสำคัญในแต่ละบทเรียน หากน้อง ๆ ต้องการหาหัวข้อเนื้อหาที่สำคัญในการเรียนฟิสิกส์พื้นฐาน สามารถใช้แนวทางจากบทความประกอบกับการเรียน รวมทั้งในบทความมีโจทย์ตัวอย่างและเฉลยทีละขั้นตอน (Step-by-Step) เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการทำข้อสอบ A-Level วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ในพาร์ตฟิสิกส์ ที่มักออกคำนวณและวิเคราะห์ด้วย
Table of Contents
วิชาฟิสิกส์มักจะถูกมองว่าเป็นวิชาที่ยากและเต็มไปด้วยสูตรคำนวณที่ซับซ้อน แต่สำหรับฟิสิกส์พื้นฐาน ม.ปลาย หรือวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) นั้นแท้จริงแล้วเน้นไปที่การอธิบายปรากฏการณ์รอบตัวอย่างเป็นเหตุเป็นผล ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจธรรมชาติของแรง การเคลื่อนที่ พลังงาน และคลื่น บทความนี้สรุปเนื้อหาสำคัญทั้ง 7 บท พร้อมสูตรเด่นและแนวโจทย์ เพื่อให้น้อง ๆ ใช้เป็นคู่มือเตรียมสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สมัครเรียนคอร์สฟิสิกส์ ม.ปลาย กับ OnDemand
การเคลื่อนที่และแรง
การเคลื่อนที่แนวตรงเป็นบทเรียนแรกที่เป็นรากฐานของฟิสิกส์ ปริมาณที่เกี่ยวข้องสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ปริมาณสเกลาร์ มีแต่ขนาด ไม่มีทิศทาง เช่น ระยะทาง, อัตราเร็ว และปริมาณเวกเตอร์ มีทั้งขนาดและทิศทาง เช่น การกระจัด แรง ความเร็วและความเร่ง
เมื่อวัตถุเคลื่อนที่โดยมีความเร็วเปลี่ยนไป จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความเร่ง” และหากมีแรงลัพธ์ที่ไม่เป็นศูนย์มากระทำต่อวัตถุ วัตถุจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งตามกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
สูตรคำนวณที่สำคัญสำหรับบทการเคลื่อนที่และแรง
แรงในธรรมชาติ
ในเอกภพและธรรมชาติรอบตัวเรา มีแรงพื้นฐานอยู่ 4 ชนิด ที่เป็นตัวควบคุมอันตรกิริยาระหว่างสสาร ได้แก่
- แรงโน้มถ่วง (Gravitational Force) หรือแรงดึงดูดระหว่างมวล เป็นแรงที่ทำให้วัตถุตกสู่พื้นโลกและทำให้ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ น้ำหนักของวัตถุหาได้จาก W = mg
- แรงแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Force) เป็นแรงที่กระทำต่อประจุไฟฟ้าเมื่ออยู่สนามไฟฟ้าหรือแรงที่กระทำต่อประจุเมื่อเคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็ก โดยมีสื่อนำแรง คือ โฟตอน (Photon)
- แรงเข้ม (Strong Force) เป็นแรงที่ยึดเหนี่ยวระหว่างควาร์กเป็นแบริออนหรือมีซอน โดยมีสื่อนำแรง คือ กลูออน (Gluon)
- แรงอ่อน (Weak Force) เป็นแรงที่เกี่ยวช้องกับการสลายตัวให้รังสีบีตา โดยมีสื่อนำแรง ได้แก่ W-โบซอน และ Z-โบซอน
สำหรับนักเรียนช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จะศึกษาในวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ประเด็นของแรงพื้นฐานในทางธรรมชาติทุกแรง โดยแต่ละแรงจะมีประเด็นที่ศึกษาหลัก ดังนี้
- แรงโน้มถ่วง เน้นการศึกษาผลของแรงโน้มถ่วงที่มีต่อการโคจรของดาวเทียมรอบโลก และใช้แนวคิดการเคลื่อนที่แบบวงกลมมาประยุกต์เพื่ออธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเทียมภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง
- แรงแม่เหล็กไฟฟ้า เน้นศึกษาผลของแรงแม่เหล็กที่มีต่อการเคลื่อนที่ของอนุภาคประจุในสนามแม่เหล็ก และแรงแม่เหล็กที่กระทำต่อลวดที่มีกระแสไฟฟ้าผ่านและวางอยู่ในสนามแม่เหล็ก
- แรงเข้ม เน้นศึกษาผลแรงเข้มต่อการยึดเหนี่ยวของควาร์กเป็นอนุภาคในระดับอะตอม เช่น โปรตอน นิวตรอน และผลของแรงเข้มที่มีต่อการยึดเหนี่ยวระหว่างนิวคลีออนในนิวเคลียส
- แรงอ่อน เน้นศึกษาผลของแรงอ่อนที่มีต่อการสลายตัวให้รังสีบีตา
นอกจากนี้ ในการศึกษาแรงแม่เหล็กไฟฟ้าจะเกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็ก ในบทเรียนแรงในธรรมชาติ จึงมีการเรียนเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ และการเกิดอีเอ็มเอฟเหนี่ยวนำอีกด้วย
พลังงาน
ในหัวข้อพลังงานของฟิสิกส์พื้นฐานจะศึกษาเกี่ยวกับพลังงานทดแทน (Alternative energy) ซึ่งเป็นกระแสของโลกในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นพลังงานในรูปแบบอื่น ๆ สำหรับช่วงชั้นมัธยมศึกษาจะเน้นศึกษาพลังงานจากแสงอาทิตย์ และพลังงานนิวเคลียร์
พลังงานจากแสงอาทิตย์
อุปกรณ์หนึ่งที่ใช้ในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ คือ เซลล์สุริยะ (Solar cell) หรือมีชื่อในทางวิทยาศาสตร์ว่า เซลล์โฟโตโวลตาอิก (Photovoltaic cell หรือ PV cell) โดยเซลล์สุริยะที่ใช้กันทั่วไปทำจากสารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) กระบวนการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นพลังงานไฟฟ้าเริ่มจากเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบบนแผงเซลล์สุริยะจนมีอุณหภูมิสูงขึ้นระดับหนึ่ง จะทำให้เกิดความต่างศักย์ระหว่างแผงเซลล์สุริยะกับอุปกรณ์อื่น ๆ ที่นำมาต่อเข้ากับวงจร จึงทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นมา อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่อเข้ากับวงจรที่แผงเซลล์สุริยะนี้จึงทำงานได้
พลังงานนิวเคลียร์
พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ (Nuclear reaction) ในเตาปฏิกรณ์ สำหรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ โดยทั่วไปจะใช้ปฏิกิริยาฟิชชัน (Fission reaction) ในการสร้างความร้อน เช่น การยิงนิวตรอนไปที่ธาตุยูเรเนียม-235 แล้วแตกตัวเป็นธาตุใหม่และนิวตรอนที่จะไปชนธาตุกัมมันตรังสีอื่น ๆ ทำให้เกิดปฏิกิริยาฟิชชันอย่างต่อเนื่อง กระบวนการดังกล่าว เรียกว่า ปฏิกิริยาลูกโซ่
พลังงานที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์สามารถคำนวณได้จากสมการ
เมื่อ Δm คือ ส่วนมวลพร่อง หรือ ผลต่างระหว่างมวลของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ หน่วย kg
c คือ อัตราเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสุญญากาศ มีค่าประมาณ 3 × 108 m/s
ปรากฏการณ์คลื่นกล
คลื่นกล (Mechanical waves) คือ คลื่นที่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการส่งผ่านพลังงาน โดยอนุภาคของตัวกลางจะสั่นกลับไปกลับมารอบจุดสมดุลและไม่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับคลื่น คลื่นกลแบ่งตามทิศการสั่นของตัวกลางได้เป็น คลื่นตามขวาง เช่น คลื่นในเส้นเชือก และคลื่นตามยาว เช่น คลื่นเสียง
ส่วนประกอบของคลื่นที่ต้องจำให้แม่น ได้แก่ สันคลื่น ท้องคลื่น แอมพลิจูด และปริมาณที่เกี่ยวข้องกับคลื่นที่ต้องรู้และต้องหาได้ ได้แก่ ความยาวคลื่น (λ) คาบ (T) และความถี่ ( f )
- ความยาวคลื่น (Wavelength) คือ ระยะระหว่างสันคลื่นถึงสันคลื่นที่อยู่ติดกัน
- คาบ (Period) คือ เวลาที่อนุภาคตัวกลางที่คลื่นเคลื่อนที่ผ่านสั่นได้ครบหนึ่งรอบ
- ความถี่ (Frequency) คือ จำนวนรอบที่อนุภาคตัวกลางที่คลื่นเคลื่อนที่ผ่านสั่นได้ในหนึ่งหน่วยเวลา
อัตราเร็วของคลื่นและสมบัติของคลื่น
สำหรับอัตราเร็วคลื่นมีความสัมพันธ์กับ ความยาวคลื่น (λ) คาบ (T) และความถี่ ( f ) ดังนี้
โดยที่ v คือ อัตราเร็วของคลื่น หน่วย m/s
s คือ ระยะทางคลื่นเคลื่อนที่ได้ หน่วย m
t คือ เวลาที่คลื่นเคลื่อนที่ได้ระยะทาง s หน่วย s
λ คือ ความยาวคลื่น หน่วย m
T คือ คาบ หน่วย s
f คือ ความถี่ หน่วย Hz
คลื่นทุกชนิดต้องแสดงสมบัติพื้นฐาน 4 ประการ ได้แก่ 1. การสะท้อน 2. การหักเห 3. การแทรกสอด และ 4. การเลี้ยวเบน ได้
เสียง
คลื่นเสียงเป็นคลื่นกลตามยาว มีคุณสมบัติเด่นที่ส่งผลต่อการรับรู้ของมนุษย์ เช่น ระดับสูงต่ำของเสียง (Pitch) ที่ขึ้นอยู่กับความถี่ และความดัง ซึ่งขึ้นอยู่กับความถี่และความเข้มเสียง นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์การสั่นพ้อง (Resonance) บีตของเสียง (Beats) และปรากฏการณ์ดอปปเลอร์ (Doppler Effect) ในทีนี้จะขอยกตัวอย่างปรากฏการณ์บีตของเสียง ซึ่งมักออกข้อสอบบ่อยใน A-Level วิทยาศาสตร์ประยุกต์
บีตของเสียง
เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงสองแหล่งที่มีความถี่ต่างกันเล็กน้อยทำงานพร้อมกัน จะเกิดการแทรกสอดเกิดเป็นเสียงดัง-ค่อย สลับกัน เรียกว่า บีต
สำหรับความถี่บีตคำนวณได้จาก
เมื่อ fB คือ ความถี่บีต หน่วย เฮิรตซ์ (Hz)
f1 และ f2 คือ ความถี่ของแหล่งกำเนิดเสียง
สำหรับแนวโจทย์ที่เคยออกในข้อสอบ A-Level วิทยาศาสตร์ประยุกต์ บทเสียง สามารถศีกษาแนวข้อสอบได้ที่ตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่าง เคาะส้อมเสียงสองอันที่มีความถี่ 438 เฮิรตซ์ และ 442 เฮิรตซ์ พร้อมกัน
ผู้ฟังจะได้ยินเสียงดังค่อยกี่ครั้งในเวลา 5 วินาที
วิธีทำ หาความถี่บีต
หาจำนวนครั้งที่ได้ยินเสียงดังค่อยในเวลา 5 วินาที
ดังนั้น ผู้ฟังจะได้ยินเสียงบีตส์ทั้งหมด 20 ครั้ง ในเวลา 5 วินาที
แสงสี
แสงขาวเมื่อผ่านปริซึมจะแยกออกเป็นสเปกตรัม 7 แสงสี การศึกษาในบทนี้แบ่งระบบสีออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือ แสงสี และ สารสี
ระบบสี | สีปฐมภูมิ | ผลลัพธ์เมื่อผสมสีปฐมภูมิรวมกันทั้งหมด |
|---|---|---|
แสงสี (Colors of Light) | แดง, เขียว, น้ำเงิน | แสงขาว |
สารสี (Colors of Pigment) | เหลือง, แดงม่วง, น้ำเงินเขียว | สารสีดำ (ดูดกลืนทุกแสงสี) |
ภาพ การผสมแสงสี
ภาพ การผสมสารสี
การมองเห็นสีของมนุษย์โดยทั่วไป เมื่อแสงตกกระทบที่ผิววัตถุจะสะท้อนแสงสีที่มีผสมกันได้สีเดียวกับสารสีเข้าสู่ดวงตา ดังภาพ
สำหรับแนวโจทย์ที่เคยออกในข้อสอบ A-Level วิทยาศาสตร์ประยุกต์ บทแสงสี สามารถศีกษาแนวข้อสอบได้ที่ตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่าง หากเรามองวัตถุที่มีสารสีแดงม่วงภายใต้ห้องที่ฉายเฉพาะดวงไฟแสงสีเขียว คนสายตาปกติจะมองเห็นวัตถุนั้นเป็นสีอะไร
แนวคิด สารสีแดงม่วง มีคุณสมบัติสะท้อนแสงสีแดงและแสงสีน้ำเงิน แต่จะดูดกลืนแสงสีเขียวไว้
เมื่อห้องนั้นมีแต่แสงสีเขียวฉายเข้ามา สารสีแดงม่วงจะดูดกลืนแสงสีเขียวไว้ทั้งหมด ทำให้ไม่มีแสง
สีใดสะท้อนกลับเข้าสู่ตาของเราเลย
ดังนั้น คนสายตาปกติจะมองเห็นวัตถุนั้นเป็นสีดำ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic wave) เกิดจากการเหนี่ยวนำของสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กตั้งฉากกัน ไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเรียงลำดับจากความถี่ต่ำไปสูง (ความยาวคลื่นยาวไปสั้น) คือ คลื่นวิทยุ, ไมโครเวฟ, อินฟราเรด, แสงขาว, อัลตราไวโอเลต, รังสีเอกซ์, และรังสีแกมมา ตามลำดับ
ในด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้คลื่นเหล่านี้ส่งสัญญาณในระบบแอนะล็อก (Analog) และระบบดิจิทัล (Digital) ซึ่งระบบดิจิทัลจะแปลงสัญญาณเป็นรหัสฐานสอง จึงทำให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และทนต่อสัญญาณรบกวนได้ดีกว่ามาก
เรียนฟิสิกส์พื้นฐาน กับ OnDemand
สำหรับน้อง ๆ ม.ปลาย สายเน้นคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการเข้าใจเนื้อหาที่เรียนในวิชาฟิสิกส์พื้นฐานและฟิสิกส์เพิ่มเติม หากต้องการเน้นบทการเคลื่อนที่และแรง ปรากฏการณ์คลื่นกล เสียง และแสงสี เรียนกับ OnDemand ในคอร์ส Pack กลศาสตร์ 1 (0201-0204) และคอร์ส Pack : การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกและกลุ่มคลื่น (0209, 0211, 0212, 0213) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาในบทได้ง่ายขึ้นและเตรียมตัวการเรียนเนื้อฟิสิกส์เพิ่มเติมไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเทคนิคการสอนที่เน้นการคิดวิเคราะห์ สรุปเนื้อหาแบบกระชับด้วยเทคนิค Supermap และ X-map พร้อมตะลุยโจทย์หลากหลายแนว
สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม
- Add Line : Ondemand Education
- โทรศัพท์ : 02-251-9456 (08.00-20.00)
อ้างอิง
- สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2562). หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์กายภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
- สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. พิมพ์ครั้งที่ 1. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแก่งประเทศไทย จำกัด.
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟิสิกส์พื้นฐาน (FAQs)
Q : วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์พื้นฐาน) ต่างจากฟิสิกส์เพิ่มเติมอย่างไร
A: วิชาฟิสิกส์พื้นฐานจะเน้นการเข้าใจเชิงแนวคิด (Concept) และทฤษฎีควบคู่กับการคำนวณเบื้องต้นที่ไม่ซับซ้อน เพื่อให้ผู้เรียนนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ นักเรียนทุกสายการเรียนจะได้เรียนเนื้อหาดังกล่าวทุกคน ซึ่งอาจจะจัดการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ หรือเนื้อหาเรียนไปกับฟิสิกส์เพิ่มเติม ส่วนฟิสิกส์เพิ่มเติมจะเจาะลึกเนื้อหา มีการประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์เข้ามาเพิ่มเติม และการพิสูจน์สูตร โดยโรงเรียนจะจัดการเรียนการสอนให้เฉพาะนักเรียนที่เน้นวิทยาศาสตร์ เพื่อให้มีความรู้พื้นฐานเพียงพอต่อการเรียนระดับอุดมศึกษา
Q: ทำไมสูตร v = fλ ถึงสามารถใช้ได้กับทั้งคลื่นน้ำ เสียง และแสง
A: เนื่องจากเป็นสมการพื้นฐานของคลื่นทุกประเภทในฟิสิกส์ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นกลหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตราบใดที่ปริมาณนั้นมีสมบัติความเป็นคลื่น (สามารถแสดง 4 สมบัติของคลื่นได้) จะสามารถใช้สูตรนี้หาอัตราเร็วได้เสมอ
Q: สัญญาณดิจิทัลดีกว่าสัญญาณแอนะล็อกอย่างไรในการสื่อสาร
A: สัญญาณดิจิทัลจะส่งข้อมูลเป็นรหัสตัวเลขสองค่า ทำให้เมื่อเกิดสัญญาณรบกวน (Noise) ตัวรับสัญญาณยังสามารถแยกแยะรหัสได้ง่าย ส่งผลให้ข้อมูลไม่ผิดเพี้ยนและสามารถส่งข้อมูลได้ปริมาณมหาศาลพร้อมกัน
Q: มนุษย์เราสามารถทนฟังเสียงที่มีความดังได้สูงสุดเท่าใดโดยไม่เป็นอันตราย
A: องค์การอนามัยกำหนดไว้ว่า เสียงที่ปลอดภัยไม่ควรเกิน 85 เดซิเบล หากต้องฟังเป็นเวลานานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และเสียงที่ดังเกิน 120 เดซิเบล ถือเป็นระดับที่เริ่มทำให้เกิดความเจ็บปวดต่อเยื่อแก้วหูและเป็นอันตรายรุนแรงทันที

ทีมวิชาการและแนะแนวการศึกษา OnDemand | OnDemand Academic & Career Advisory Team
ทีมพี่ ๆ ติวเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทย์-คณิต และการเตรียมสอบ TCAS (TGAT, TPAT, A-Level) ประสบการณ์กว่า 18 ปี พร้อมดูแลน้อง ๆ ในสไตล์แบบ “”พี่สอนน้อง”” ที่เน้นความเข้าใจจริง เทคนิคทำโจทย์แม่นยำ เป็นพาร์ตเนอร์ทางการศึกษาที่น่าเชื่อถือของน้อง ๆ และผู้ปกครอง










