Key Takeaways
คณะเภสัชศาสตร์ใช้เวลาเรียน 6 ปี แบ่งเป็น 2 สาขาหลัก คือ สาขาการบริบาลทางเภสัชกรรมและสาขาเภสัชกรรมอุตสาหการ โดยการสอบเข้าจะเน้นใช้คะแนน TGAT, TPAT1 (ความถนัดแพทย์) และ A-Level สายวิทย์-คณิต เป็นเกณฑ์หลักในการคัดเลือก
Table of Contents
เบื้องหลังการรักษาที่มีประสิทธิภาพไม่ได้จบลงแค่การวินิจฉัยของแพทย์เท่านั้น แต่ยังมี “เภสัชกร” ที่เป็นเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยดูแลความปลอดภัยด้านยาของผู้ป่วย โดยคณะเภสัชศาสตร์ คือศูนย์รวมศาสตร์ที่เจาะลึกเรื่อง “ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ” แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการค้นคว้าวิจัยและผลิตยา ไปจนถึงปลายน้ำอย่างหน้าที่การจ่ายยา ให้คำปรึกษา และดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัยสูงสุด
คณะนี้จึงเป็นเป้าหมายยอดฮิตของน้อง ๆ สายวิทย์ แต่การเรียนสายนี้มีความท้าทายรออยู่ เพราะต้องผสมผสานทั้งความรู้ด้านวิชาเคมี ชีววิทยา และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกันตลอด 6 ปีเต็ม อีกทั้งการจะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้ นอกจากความตั้งใจที่ต้องมีอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว การเตรียมข้อมูลให้พร้อมอย่างรอบด้านก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน
มาเจาะลึกกันว่า คณะเภสัชศาสตร์เรียนอะไร และมีสาขาอะไรบ้าง รวมถึงต้องเตรียมวิชาอะไรให้พร้อมในการสอบ ที่สำคัญลองไปเช็กเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อวางแผนติวสอบและอ่านหนังสือเพื่อคว้าที่เรียนกับคณะในฝันของน้อง ๆ กัน
คณะเภสัชศาสตร์เรียนกี่ปี ? สรุปเส้นทางการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร
หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิตในปัจจุบัน ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 6 ปีเต็ม โดยแบ่งช่วงการพัฒนาทักษะจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ ดังนี้
- ช่วงปูพื้นฐาน : เน้นหนักในกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกของร่างกายมนุษย์และปฏิกิริยาทางเคมี
- ช่วงเจาะลึกและฝึกปฏิบัติ : เข้าสู่เนื้อหาวิชาชีพเฉพาะทางอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการออกฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการและโรงพยาบาล เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนทำงานจริง
รีวิวคณะเภสัชศาสตร์เรียนอะไรบ้าง ? สรุปเนื้อหาสำคัญตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-6
การเรียนตลอดหลักสูตร 6 ปี ถูกแบ่งเนื้อหาออกเป็นช่วงชั้นปี เพื่อให้ผู้เรียนค่อย ๆ สั่งสมความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อวิชาชีพอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1. ชั้นปีที่ 1-2 เรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
การเรียนในช่วงเริ่มต้นจะเน้นวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เป็นหัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจเรื่องยา ได้แก่
- เคมีทั่วไปและเคมีอินทรีย์
- ชีววิทยาและชีวเคมี
- ฟิสิกส์สำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ
- คณิตศาสตร์และสถิติ
- กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา
- จุลชีววิทยา
- ภาษาอังกฤษทางวิทยาศาสตร์หรือวิชาชีพ
2. ชั้นปีที่ 3-4 เรียนวิชาเกี่ยวกับยาและวิชาชีพ
เมื่อเข้าสู่ชั้นปีที่สูงขึ้น เนื้อหาจะเจาะลึกวิชาทางเภสัชศาสตร์โดยตรง เพื่อให้เข้าใจกลไกของยาและการนำไปใช้ ได้แก่
- เภสัชวิทยา
- เภสัชเคมี
- เภสัชวิเคราะห์
- เภสัชเวทและผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ
- เทคโนโลยีเภสัชกรรม
- ชีวเภสัชกรรมและเภสัชจลนศาสตร์
- เภสัชบำบัด
- การคำนวณขนาดยา
- การควบคุมและประกันคุณภาพ
- กฎหมายและจริยธรรมวิชาชีพ
- การให้ข้อมูลและคำปรึกษาด้านยา
3. ชั้นปีที่ 5-6 เรียนวิชาเฉพาะและฝึกปฏิบัติงาน
เป็นช่วงเวลาของการนำความรู้ทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ ผ่านการเรียนวิชาเฉพาะสาขาและการออกฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนทำงานจริง ได้แก่
- โรงพยาบาล
- ร้านขายยา
- โรงงานผลิตยา
- ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพ
- หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค
- หน่วยงานกำกับดูแลยา
- ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ
คณะเภสัชศาสตร์มีสาขาอะไรบ้าง ? เลือกสายที่ใช่ให้ตรงกับเป้าหมาย
โดยทั่วไปหลักสูตรเภสัชศาสตร์จะแบ่งออกเป็น 2 สาขาหลัก ซึ่งแต่ละสาขาจะมีจุดเน้นและเส้นทางวิชาชีพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้
1. สาขาการบริบาลทางเภสัชกรรม
เน้นการดูแลผู้ป่วยและการใช้ยาทางคลินิก เหมาะกับผู้ที่ชอบทำงานร่วมกับทีมบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยโดยตรง เนื้อหาที่เรียนจะประกอบด้วย
- เภสัชบำบัดสำหรับโรคต่าง ๆ
- การประเมินอาการเบื้องต้น
- การจ่ายยาและให้คำปรึกษา
- ปฏิกิริยาระหว่างยา
- อาการไม่พึงประสงค์จากยา
- ระบบยาในโรงพยาบาล
- การบริหารร้านขายยา
- การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ
2. สาขาเภสัชกรรมอุตสาหการ
เน้นกระบวนการผลิตและการวิจัยผลิตภัณฑ์ เหมาะกับผู้ที่สนใจงานในห้องปฏิบัติการและโรงงานอุตสาหกรรม เนื้อหาที่เรียนจะประกอบด้วย
- การออกแบบและพัฒนาตำรับยา
- กระบวนการผลิตยา
- เครื่องจักรและระบบการผลิต
- การวิเคราะห์วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์
- การควบคุมและประกันคุณภาพ
- ความคงตัวของยา
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร
- เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สุขภาพ
- กฎระเบียบและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์
รวมพิกัดมหาวิทยาลัยคณะเภสัชศาสตร์มีที่ไหนบ้างทั่วประเทศ
ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาทั้งจากของรัฐและเอกชนหลายแห่งทั่วประเทศที่เปิดสอนคณะเภสัชศาสตร์ โดยแบ่งตามภูมิภาคได้ดังนี้
- กรุงเทพมหานครและภาคกลาง
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยมหิดล
- มหาวิทยาลัยศิลปากร
- มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
- วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
- มหาวิทยาลัยสยาม
- มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- สถาบันวิทยาการประกอบการแห่งอโยธยา
- โครงการจัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- มหาวิทยาลัยปทุมธานี
- ภาคเหนือ
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- ภาคตะวันออก
- ภาคใต้
เปิดเส้นทางอาชีพ เรียนจบคณะเภสัชศาสตร์ทำงานอะไรได้บ้าง ?
สำหรับข้อสงสัยที่ว่าคณะเภสัชศาสตร์จบแล้วทำงานอะไรได้บ้างนั้น ด้วยทักษะและความรู้ที่ครอบคลุม บัณฑิตคณะเภสัชศาสตร์สามารถเลือกเส้นทางสายอาชีพได้หลากหลาย ทั้งในองค์กรภาครัฐและเอกชน เช่น
- เภสัชกรโรงพยาบาล : ดูแลการจ่ายยา ประเมินผลการรักษา และทำงานร่วมกับทีมแพทย์ในสถานพยาบาล
- เภสัชกรร้านขายยา : ให้คำปรึกษาด้านการใช้ยาและดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ชุมชน
- เภสัชกรฝ่ายผลิต : ควบคุมและดูแลกระบวนการผลิตยาในโรงงานอุตสาหกรรม
- เภสัชกรควบคุมหรือประกันคุณภาพ : ตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ
- นักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ : คิดค้นยา เครื่องสำอาง หรืออาหารเสริมสูตรใหม่
- งานทะเบียนและกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ : ดำเนินการขึ้นทะเบียนยาและตรวจประเมินเอกสารตามกฎหมาย
- งานคุ้มครองผู้บริโภคและสาธารณสุข : ทำงานในหน่วยงานรัฐเพื่อกำหนดนโยบายและควบคุมความปลอดภัยด้านสุขภาพ
เตรียมตัวให้ถูกจุด คณะเภสัชศาสตร์ใช้คะแนนอะไรบ้างในการสอบเข้า ?
การสอบเข้าคณะเภสัชศาสตร์มีเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกันไปตามรอบการรับสมัคร ผู้สมัครควรศึกษาเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัยให้รอบคอบ โดยสามารถสรุปภาพรวมของคะแนนที่ใช้ได้ดังตารางด้านล่าง
รอบการรับสมัคร | เกณฑ์คะแนนและองค์ประกอบที่ใช้คัดเลือก |
รอบ 1 Portfolio |
|
รอบ 2 Quota |
|
รอบ 3 Admission (ผ่าน กสพท.) | วิชา A-Level (คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, ภาษาอังกฤษ, ภาษาไทย, สังคมศึกษา) และคะแนนวิชาเฉพาะ กสพท |
รอบ 3 Admission (นอก กสพท.) | คะแนน TGAT, A-Level (คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, ภาษาอังกฤษ) รวมถึง GPAX หรือกำหนดคะแนนขั้นต่ำรายวิชา |
รอบ 4 Direct Admission | GPAX, คะแนน TGAT, TPAT, A-Level, คะแนนภาษาอังกฤษ หรืออาจพิจารณาจากการสัมภาษณ์ |
อยากเข้าคณะเภสัชศาสตร์ต้องเตรียมวิชาอะไรเป็นพิเศษ ?
การจะคว้าที่นั่งในคณะนี้ได้ น้อง ๆ ต้องรู้ก่อนว่า คณะเภสัชศาสตร์ต้องใช้คะแนนอะไรบ้าง ซึ่งเป็นคณะที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยวิชาที่ต้องเน้นเตรียมพื้นฐานวิชาการเป็นพิเศษ ได้แก่
- เคมี และ ชีววิทยา : สองวิชานี้ถือเป็นหัวใจหลักที่น้ำหนักคะแนนเยอะที่สุดในการสอบ A-Level ทั้งยังเป็นวิชาที่ต้องใช้เรียนตลอด 6 ปี
- คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1 และ ฟิสิกส์ : สำคัญมากสำหรับการคำนวณและทำความเข้าใจกลไกทางวิทยาศาสตร์
- ภาษาอังกฤษ : จำเป็นสำหรับการทำคะแนนสอบและใช้ค้นคว้าตำราเรียนภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัย
- ความถนัดแพทย์ (TPAT1) : สำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการยื่นคะแนนในรอบ 3 กสพท ต้องเตรียมพาร์ตเชาวน์ปัญญา จริยธรรมแพทย์ และการเชื่อมโยงให้เป๊ะ
ถ้าอยากเข้าคณะเภสัชศาสตร์ควรเริ่มเตรียมตอนไหน ?
ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้เปรียบ โดยไทม์ไลน์ที่เหมาะสมในการเตรียมตัวมีดังนี้
- ม.4 : เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มปูพื้นฐานวิชาสายวิทย์-คณิตให้แน่น และค้นหาเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจน
- ม.5 : ควรเก็บเนื้อหา ม.ปลาย ให้จบ และเริ่มฝึกทำโจทย์แข่งขัน เพื่อหาจุดอ่อนของตัวเอง
- ม.6 : ควรเป็นช่วงเวลาสำหรับการตะลุยโจทย์ข้อสอบเก่า จับเวลาจริงเพื่ออุดรอยรั่วโดยไม่ต้องกดดันตัวเองจนเกินไป
ก้าวแรกสู่คณะเภสัชศาสตร์ วางแผนเตรียมสอบ TCAS ให้เป๊ะตั้งแต่เริ่มต้น
ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการเรียนในคณะนี้ ลองเช็กความพร้อมกันสักนิด ซึ่งหากน้อง ๆ ชื่นชอบการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งยังมีความละเอียดรอบคอบ สนใจกลไกการออกฤทธิ์ของยา และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลผู้ป่วย คณะเภสัชศาสตร์คืออีกหนึ่งคณะที่ใช่สำหรับน้อง ๆ
เมื่อเป้าหมายชัดเจน คำถามถัดมาที่น้อง ๆ คงอยากรู้ก็คือ คณะเภสัชศาสตร์ต้องเตรียมวิชาอะไรบ้าง ? เพราะการจะคว้าที่นั่งในคณะนี้ต้องอาศัยคะแนนที่ค่อนข้างสูงและมีพื้นฐานความรู้ที่แข็งแกร่ง ทั้งวิชาเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงวิชาความถนัดแพทย์ โดยเฉพาะการยื่นคะแนนในรอบ กสพท การมีแผนเตรียมสอบสายวิทย์สุขภาพที่รัดกุมตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้น้อง ๆ พร้อมลงสนามสอบจริงได้อย่างมั่นใจ
หากน้อง ๆ กำลังมองหาเข็มทิศนำทาง ให้ OnDemand เป็นเพื่อนคู่คิดช่วยออกแบบเส้นทางสู่ความสำเร็จ ผ่านบริการ Guru Planner และ MyPath ที่ช่วยวางแผนการเรียนให้แบบรายบุคคล พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยคอร์สติวสอบ TCAS, TGAT และ A-Level ที่เจาะลึกตรงจุด เน้นสร้างความเข้าใจ เพื่อให้น้อง ๆ #Dek70 และรุ่นต่อ ๆ ไป ก้าวสู่การเป็นเภสัชกรได้อย่างที่ตั้งใจไว้
สอบถามรายละเอียดและสมัครเรียนได้เลย
- Add Line : Ondemand Education
- โทรศัพท์ : 02-251-9456 (08.00-20.00 น.)
ข้อมูลอ้างอิง
- อยากเรียนเภสัชศาสตร์ต้องรู้! หลักสูตรเรียนอะไร กี่ปี จบแล้วทำงานอะไร. สืบค้นเมื่อ 14 สิงหาคม 2569. จาก https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/pharmaceutical-sciences
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์ (FAQs)
Q: เรียนคณะเภสัชศาสตร์ต้องเก่งวิชาเคมีอย่างเดียวหรือไม่ ?
A: เคมีเป็นวิชาแกนหลักที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด การเรียนคณะเภสัชศาสตร์ยังต้องใช้ความรู้ด้านชีววิทยาเพื่อเข้าใจระบบร่างกายมนุษย์ คณิตศาสตร์เพื่อคำนวณขนาดยา และภาษาอังกฤษสำหรับการค้นคว้าตำราหรืองานวิจัยระดับสากลด้วย
Q: เด็กสายศิลป์สามารถสมัครสอบเข้าคณะเภสัชศาสตร์ได้หรือไม่ ?
A: ส่วนใหญ่ไม่ได้ เนื่องจากคณะเภสัชศาสตร์เกือบทุกแห่งกำหนดคุณสมบัติรับเฉพาะผู้ที่จบแผนการเรียนวิทย์-คณิต เท่านั้น เพราะโครงสร้างหลักสูตรต้องอาศัยพื้นฐานวิชาเคมี ชีววิทยา และฟิสิกส์ในระดับที่เข้มข้นตั้งแต่ชั้นปีที่ 1
Q: จบคณะเภสัชศาสตร์ทำงานอะไรได้บ้าง นอกจากเป็นเภสัชกรในโรงพยาบาล ?
A: สายงานกว้างและหลากหลายมาก บัณฑิตคณะเภสัชศาสตร์สามารถทำงานในโรงงานผลิตยา เป็นนักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำงานด้านการขึ้นทะเบียนยา หรือทำงานในหน่วยงานรัฐอย่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ได้เช่นกัน
Q: ถ้าอยากเรียนเภสัช ต้องรู้อะไรบ้างก่อนตัดสินใจเลือกคณะ ?
A: ต้องรู้ว่าหลักสูตรใช้เวลาเรียน 6 ปีเต็มและเน้นวิชาเคมี ชีววิทยา รวมถึงคณิตศาสตร์อย่างหนัก นอกจากนี้ ยังควรศึกษาความแตกต่างของสาขาบริบาลฯ (เน้นดูแลผู้ป่วย) และสาขาอุตสาหการ (เน้นวิจัยและผลิตยา) เพื่อประเมินว่าเป้าหมายอาชีพตรงกับความถนัดของตนเองหรือไม่

ทีมวิชาการและแนะแนวการศึกษา OnDemand | OnDemand Academic & Career Advisory Team
ทีมพี่ ๆ ติวเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทย์-คณิต และการเตรียมสอบ TCAS (TGAT, TPAT, A-Level) ประสบการณ์กว่า 18 ปี พร้อมดูแลน้อง ๆ ในสไตล์แบบ “”พี่สอนน้อง”” ที่เน้นความเข้าใจจริง เทคนิคทำโจทย์แม่นยำ เป็นพาร์ตเนอร์ทางการศึกษาที่น่าเชื่อถือของน้อง ๆ และผู้ปกครอง


