คลื่นเสียง ม.5 เนื้อหาครบ! สรุปสูตร! พร้อมตัวอย่างโจทย์และข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์!

Key Takeaways:

หัวใจสำคัญของการเรียนคลื่นเสียง ม.5 คือกาคำนวณหาอัราเร็วของเสียง การสั่นพ้อง ความเข้มของเสียง และระดับความเข้มของเสียง ซึ่งน้อง ๆ จำเป็นต้องเข้าใจเนื้อหาของคลื่นกลมาก่อน เพราะเป็นฐานสำคัญในทำความเข้าใจการเป็นคลื่นของเสียง นอกจากนี้ บทคลื่นเสียงเป็นหนึ่งในหัวข้อยอดฮิตที่ออกในข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ บ่อยมาก โจทย์มักจะชอบวัดความเข้าใจการสั่นพ้องของเสียงและระดับความเข้มเสียง ถ้าเข้าใจบทนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความกดดันเมื่อสอบจริงได้

Table of Contents

ธรรมชาติและการเกิดคลื่นเสียง

การเกิดเสียงและตัวกลางการเคลื่อนที่

แหล่งกำเนิดเสียงและการถ่ายโอนพลังงานผ่านอนุภาค

เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุที่เป็นแหล่งกำเนิด เช่น การสั่นของสายกีตาร์ หรือการสั่นของหลอดเสียงในลำคอเมื่อเราพูด พลังงานจากการสั่นนี้จะถูกถ่ายโอนให้แก่โมเลกุลของตัวกลางที่อยู่ล้อมรอบ ส่งผลให้อนุภาคของตัวกลางสั่นแกว่งกลับไปกลับมารอบจุดสมดุล และส่งผ่านพลังงานกลนี้ต่อไปยังอนุภาคถัด ๆ ไป

ในทางฟิสิกส์ ปรากฏการณ์ที่พลังงานเดินทางผ่านตัวกลางในลักษณะนี้ เรียกว่า คลื่นกล ดังนั้น คลื่นเสียง จึงจัดเป็นคลื่นกลอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีสมบัติสำคัญคือไม่สามารถเดินทางผ่านพื้นที่ที่เป็นสุญญากาศได้ จำเป็นต้องมีตัวกลางรองรับการเคลื่อนที่เสมอ

ลักษณะทางกายภาพของคลื่นเสียง

นิยามของคลื่นตามยาว

เมื่อพิจารณาทิศทางการเคลื่อนที่ของอนุภาคตัวกลางเปรียบเทียบกับทิศทางการแผ่ของคลื่น เราสามารถจัดหมวดหมู่ให้ คลื่นเสียง เป็น คลื่นตามยาว เนื่องจากอนุภาคของตัวกลาง (เช่น โมเลกุลของอากาศ) จะสั่นสะเทือนในแนวขนานกับทิศทางการเดินทางของคลื่น

การเปรียบเทียบเฟสระหว่างกราฟการกระจัดและกราฟความดัน

ในการอธิบาย คลื่นเสียง เราสามารถเขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ได้ 2 รูปแบบ คือ กราฟการกระจัด และกราฟความดันของอนุภาค

  • ตำแหน่งสมดุล (การกระจัดเป็นศูนย์) จะเป็นตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนแปลงความดันมากที่สุด (ไม่ว่าจะเป็นความดันสูงสุดหรือต่ำสุด)
  • ตำแหน่งที่มีการกระจัดสูงสุด จะเป็นตำแหน่งที่ความดันของอากาศมีค่าเท่ากับความดันบรรยากาศปกติพอดี (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงความดัน)

สรุปความสัมพันธ์ทางเฟส กราฟการกระจัดและกราฟความดันของ คลื่นเสียง จะมีความต่างเฟสกันอยู่ 90^\circ (หรือ \frac{\pi}{2} เรเดียน) เสมอ

ส่วนอัดและส่วนขยาย

พฤติกรรมของโมเลกุลอากาศในส่วนอัดและส่วนขยาย

เมื่อคลื่นเสียงเดินทางผ่านตัวกลางที่เป็นแก๊ส จะทำให้เกิดพื้นที่สองลักษณะสลับกันไปตามแนวการเคลื่อนที่

  1. ส่วนอัด เป็นบริเวณที่อนุภาคตัวกลางเคลื่อนที่เข้าหากัน ทำให้โมเลกุลอัดตัวกันแน่น ส่งผลให้มีความหนาแน่นและความดันสูงกว่าปกติ
  2. ส่วนขยาย เป็นบริเวณที่อนุภาคตัวกลางเคลื่อนที่แยกห่างออกจากกัน ทำให้โมเลกุลอยู่กันอย่างเบาบาง ส่งผลให้มีความหนาแน่นและความดันต่ำกว่าปกติ

ระยะทางจากใจกลางส่วนอัดถึงใจกลางส่วนอัดที่อยู่ถัดไป มีค่าเท่ากับหนึ่งความยาวคลื่น \lambda
ระยะทางจากใจกลางส่วนขยายถึงใจกลางส่วนขยายที่อยู่ถัดไป มีค่าเท่ากับหนึ่งความยาวคลื่น \lambda
ระยะทางจากใจกลางส่วนอัดถึงใจกลางส่วนขยายที่อยู่ติดกัน มีค่าเท่ากับครึ่งความยาวคลื่น \frac{\lambda}{2}

อัตราเร็วของคลื่นเสียง

อัตราเร็วของเสียงในตัวกลางต่างสถานะ

ปัจจัยเรื่องความหนาแน่นและโครงสร้างของตัวกลาง

อัตราเร็วที่ คลื่นเสียง เดินทางผ่านตัวกลางจะขึ้นอยู่กับความหนาแน่นและสมบัติความยืดหยุ่นของตัวกลางนั้น ๆ เป็นหลัก ตัวกลางที่มีอนุภาคอยู่ชิดติดกันและมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลสูง จะสามารถส่งผ่านพลังงานการสั่นสะเทือนได้รวดเร็วกว่าตัวกลางที่อนุภาคอยู่ห่างกัน ดังนั้น อัตราเร็วของเสียงในตัวกลางที่มีสถานะต่างกันจึงเรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้

v_{\text{ของแข็ง}} > v_{\text{ของเหลว}} > v_{\text{แก๊ส}}

อัตราเร็วของเสียงในอากาศ

สำหรับตัวกลางที่เป็นอากาศ อัตราเร็วของเสียงจะแปรผันตรงกับรากที่สองของอุณหภูมิสัมบูรณ์ (อุณหภูมิในหน่วยเคลวิน) เราศึกษาความสัมพันธ์นี้ใน 2 รูปแบบหลัก

1. การคำนวณจากอุณหภูมิในหน่วยองศาเซลเซียส

ในกรณีที่อากาศมีอุณหภูมิไม่เกิน 45°C เราสามารถใช้สมการเชิงเส้นในการประมาณค่าอัตราเร็วของเสียงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ คือ

v=331+0.6T
  • v คือ อัตราเร็วของเสียงในอากาศ มีหน่วยเป็น เมตรต่อวินาที (m/s)
  • T คือ อุณหภูมิของอากาศ มีหน่วยเป็น องศาเซลเซียส (°C)

2. ความสัมพันธ์กับอุณหภูมิในหน่วยเคลวิน

หากอุณหภูมิของอากาศเปลี่ยนแปลงไปมาก หรือโจทย์กำหนดอุณหภูมิในเกณฑ์ที่สูงกว่า 45°C เราต้องใช้กฎการแปรผันตรงกับรากที่สองของอุณหภูมิในหน่วยเคลวิน (K) เท่านั้น

\frac{v_1}{v_2}=\sqrt{\frac{T_1}{T_2}}
  • v1, v2 คือ อัตราเร็วของเสียงในตัวกลางที่ 1 และ 2 ตามลำดับ (m/s)
  • T1, T2 คือ อุณหภูมิสัมบูรณ์ในหน่วยเคลวิน (K) โดยคำนวณจากสูตร
T_K=T_C+273

พฤติกรรมและสมบัติของคลื่นเสียง

เนื่องจากเสียงเป็นคลื่น จึงแสดงสมบัติพื้นฐานของคลื่นครบถ้วนทั้ง 4 ประการ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. การสะท้อน

การสะท้อนเกิดขึ้นเมื่อ คลื่นเสียง เคลื่อนที่ไปกระทบสิ่งกีดขวางที่มีขนาดใหญ่กว่าความยาวคลื่น แล้วพลังงานเกิดการสะท้อนกลับมาในตัวกลางเดิม โดยเป็นไปตามกฎการสะท้อนคือ มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน

ปรากฏการณ์เสียงก้อง

หูของมนุษย์จะสามารถแยกแยะเสียงสองเสียงออกจากกันได้ก็ต่อเมื่อเสียงนั้นเดินทางมาถึงหูต่างกันอย่างน้อย 0.1 วินาที หากเราตะโกนใส่หน้าผาแล้วเสียงสะท้อนกลับมาถึงหูเราใช้เวลามากกว่าหรือเท่ากับ 0.1 วินาที เราจะได้ยินเสียงสะท้อนแยกออกมาชัดเจน เรียกว่า เสียงก้อง

สมการการคำนวณการสะท้อน คิดจากระยะทางไป-กลับ

s=2x=vt

  • x คือ ระยะห่างจากแหล่งกำเนิดถึงสิ่งกีดขวาง
  • t คือ เวลารวมที่คลื่นเดินทางไปและกลับ

2. การหักเห

การหักเหเกิดขึ้นเมื่อ คลื่นเสียง เดินทางผ่านตัวกลางที่ต่างชนิดกัน หรือเดินทางผ่านตัวกลางเดิมแต่มีคุณสมบัติต่างกัน เช่น อากาศที่อุณหภูมิไม่เท่ากัน ส่งผลให้อัตราเร็ว v และความยาวคลื่น \lambda เปลี่ยนแปลงไป แต่ความถี่ f ยังคงเท่าเดิม

การประยุกต์ใช้กฎของสเนลล์

เราสามารถคำนวณการเปลี่ยนทิศทางและมุมของรังสีเสียงได้ตามกฎของสเนลล์

\frac{\sin\theta_1}{\sin\theta_2} = \frac{v_1}{v_2} = \frac{\lambda_1}{\lambda_2} = \sqrt{\frac{T_1}{T_2}}

การสะท้อนกลับหมด หากมุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤต เสียงจะไม่หักเหข้ามรอยต่อ แต่จะสะท้อนกลับหมดเข้ามาในตัวกลางเดิม เช่น ปรากฏการณ์ฟ้าแลบที่ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง

3. การแทรกสอด

เมื่อ คลื่นเสียง จากแหล่งกำเนิดอาพันธ์สองแหล่งเดินทางมาพบกัน จะเกิดการรวมกันของคลื่นตามหลักการซ้อนทับ

แหล่งกำเนิดอาพันธ์เฟสตรงกัน

หากแหล่งกำเนิดทั้งสองมีเฟสตรงกัน (เช่น ลำโพงสองตัวต่อจากเครื่องกำเนิดสัญญาณเดียวกัน) จุดที่คลื่นมาพบกันจะเกิดปรากฏการณ์ดังนี้

แนวปฏิบัพ (Antinode) คลื่นเสริมกันอย่างสมบูรณ์ เกิดเสียงดัง

\left|S_1P-S_2P\right|=n\lambda,\qquad n=0,1,2,\ldots

แนวบัพ (Node) คลื่นหักล้างกันอย่างสมบูรณ์ เกิดเสียงค่อย

\left|S_1P-S_2P\right| = \left(n-\frac{1}{2}\right)\lambda, \qquad n=1,2,3,\ldots

โดยที่ \left|S_1P-S_2P\right| คือ ผลต่างระยะทางจากแหล่งกำเนิดเสียงทั้งสองไปถึงจุด P

4. การเลี้ยวเบน

การเลี้ยวเบนคือสมบัติที่ คลื่นเสียง สามารถเดินทางอ้อมสิ่งกีดขวางหรือลอดผ่านช่องแคบ เช่น ขอบประตู หรือขอบหน้าต่าง แล้วแผ่กระจายออกไปทางด้านหลังได้ ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ว่าเหตุใดเราจึงสามารถได้ยินเสียงคนที่คุยกันอยู่นอกห้องได้ แม้จะยืนอยู่ในมุมที่มองไม่เห็นตัวคนพูดก็ตาม

ความเข้มเสียงและการได้ยิน

เมื่อพลังงานจากแหล่งกำเนิดส่งผ่านตัวกลางมาถึงหูของมนุษย์ ปริมาณพลังงานนั้นจะถูกประมวลผลออกมาเป็นความรู้สึกดังหรือค่อย ในทางฟิสิกส์เราสามารถวัดปริมาณพลังงานของ คลื่นเสียง ที่แผ่ออกมาได้ในรูปของ ความเข้มเสียง และ ระดับความเข้มเสียง

ความเข้มเสียง

ความเข้มเสียง (I) คือ กำลังเสียง (P) ที่ตกตั้งฉากบนพื้นที่ (A) หนึ่งหน่วย มีความสัมพันธ์ตามสมการ

I=\frac{P}{A}
  • I คือ ความเข้มเสียง ณ ตำแหน่งที่พิจารณา มีหน่วยเป็น W/m²
  • P คือ กำลังเสียงของแหล่งกำเนิด มีหน่วยเป็น W
  • A คือ พื้นที่รับเสียงที่เสียงตกกระทบ มีหน่วยเป็น m²

หากแหล่งกำเนิดเสียงมีขนาดเล็กมากจนถือว่าเป็นจุดกำเนิดเสียง คลื่นกลชนิดนี้จะแผ่พลังงานออกไปรอบทิศทางเป็นรูปทรงกลมสามมิติอย่างเท่า ๆ กัน พื้นที่ผิวทรงกลม ณ ระยะห่าง r จากจุดกำเนิดจะมีค่าเท่ากับ

A=4\pi r^2

สมการความเข้มเสียงจึงกลายเป็น

I=\frac{P}{4\pi r^2}

จากสมการนี้ เมื่อกำลังเสียง P ของแหล่งกำเนิดมีค่าคงที่ เราจะได้ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มเสียงกับระยะทางจากแหล่งกำเนิดดังนี้

\frac{I_1}{I_2}=\left(\frac{r_2}{r_1}\right)^2

ระดับความเข้มเสียง

มนุษย์เรามีการรับรู้ความเข้มเสียงน้อยที่สุดปกติเริ่มได้ยิน I_0 มีค่าเท่ากับ 10^{-12}\,\mathrm{W/m^2} และความเข้มเสียงมากที่สุดที่หูทนได้โดยไม่เจ็บปวด I_{\mathrm{pain}} มีค่าเท่ากับ 10^0=1\,\mathrm{W/m^2}

เนื่องจากตัวเลขมีช่วงกว้างถึง 10^{12} เท่า นักฟิสิกส์จึงเปลี่ยนสเกลให้อยู่ในรูปของลอการิทึม เรียกว่า ระดับความเข้มเสียง มีหน่วยเป็นเดซิเบล (dB) ตามสมการ

\beta=10\log\left(\frac{I}{I_0}\right)
  • \beta คือ ระดับความเข้มเสียง (dB)
  • I คือ ความเข้มเสียง (W/m²)

คุณลักษณะของเสียงที่มนุษย์รับรู้

มนุษย์เราใช้ระบบประสาทในการจำแนกรูปขบวนของ คลื่นเสียง ออกเป็น 3 คุณลักษณะหลัก ดังนี้

  1. ระดับเสียง สัมพันธ์โดยตรงกับความถี่ของคลื่น เสียงที่มีความถี่สูงจะเป็นเสียงแหลม เสียงที่มีความถี่ต่ำจะเป็นเสียงทุ้ม หูคนปกติได้ยินเสียงในช่วงความถี่ 20 Hz ถึง 20,000 Hz
  2. ความดัง สัมพันธ์โดยตรงกับแอมพลิจูดของคลื่นเสียงและความเข้มเสียง คลื่นที่มีแอมพลิจูดสูงจะส่งพลังงานมาก ทำให้หูรับรู้ว่าเป็นเสียงที่ดัง
  3. คุณภาพเสียง เป็นลักษณะเฉพาะที่ใช้แยกแยะแหล่งกำเนิดเสียงต่างชนิดกันได้ แม้จะเปิดเสียงที่ความถี่และความดังเท่ากัน เนื่องจากแหล่งกำเนิดแต่ละชนิดจะสร้างรูปขบวนคลื่นที่มีสัดส่วนของเสียงความถี่ธรรมชาติย่อย ๆ (ฮาร์มอนิก) ผสมผสานกันออกมาจนเกิดเป็นรูปคลื่นรวมที่เป็นเอกลักษณ์

ปรากฏการณ์เกี่ยวกับเสียง

คลื่นนิ่งและการสั่นพ้องในท่อ

เมื่อเราส่งคลื่นเสียงเข้าไปในท่อจำกัดความยาว คลื่นจะไปสะท้อนที่ปลายท่อและเดินทางกลับมาแทรกสอดกับคลื่นที่สวนเข้าไป เกิดเป็น คลื่นนิ่ง ขึ้น หากเราปรับความถี่ของเสียงให้พอดีกับความถี่ธรรมชาติของลำอากาศในท่อ จะเกิดการสั่นพ้องทำให้เสียงดังขึ้น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า การสั่นพ้อง (Resonance)

1. ท่อปลายปิดหนึ่งด้าน

ที่ปลายปิด อนุภาคอากาศขยับไม่ได้จึงเกิดเป็นตำแหน่งบัพ (Node: N) ส่วนที่ปลายเปิดอนุภาคขยับได้อิสระสุดจึงเกิดเป็นตำแหน่งปฏิบัพ (Antinode: A) ความถี่สั่นพ้องครั้งแรก (ความถี่มูลฐาน) เกิดขึ้นเมื่อ

L=\frac{\lambda}{4}

สมการความถี่สั่นพ้องของท่อปลายปิดคือ

f_n=\frac{nv}{4L}

เมื่อ

n=1,3,5,\ldots

หมายเหตุ: ท่อปลายปิดจะมีเฉพาะเลขฮาร์มอนิกที่เป็นเลขคี่เท่านั้น

2. ท่อปลายเปิดสองด้าน

เนื่องจากปลายทั้งสองด้านเปิดสู่อากาศ จึงเกิดตำแหน่งปฏิบัพ (Antinode) ที่ปลายทั้งสองฝั่ง

ความถี่สั่นพ้องครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ

L=\frac{\lambda}{2}

สมการความถี่สั่นพ้องของท่อปลายเปิดสองด้านคือ

f_n=\frac{nv}{2L}

เมื่อ

n=1,2,3,\ldots

บีตส์ของเสียง

บีตส์คือปรากฏการณ์แทรกสอดที่เกิดจากคลื่นเสียงสองขบวนที่มีความถี่ใกล้เคียงกันเกิดการแทรกสอดกัน ทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงดังและค่อยสลับกันเป็นจังหวะ

ความถี่บีตส์ f_b คือจำนวนครั้งที่ได้ยินเสียงดังในหนึ่งวินาที ซึ่งหูของมนุษย์จะแยกแยะบีตส์ได้ดีเมื่อความถี่ต่างกันไม่เกิน 7 Hz คำนวณจาก

f_b=\left|f_1-f_2\right|

ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์และคลื่นกระแทก

ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์

คือปรากฏการณ์ที่ผู้ฟังรับรู้ความถี่ของเสียงเปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ระหว่างแหล่งกำเนิดเสียงและผู้ฟัง คำนวณความถี่ที่ผู้ฟังได้รับ f_L ดังนี้

f_L=f_s\frac{v\pm v_L}{v\mp v_s}
  • v คือ อัตราเร็วของเสียงในอากาศ
  • v_L คือ อัตราเร็วของผู้ฟัง (Listener)
  • v_s คือ อัตราเร็วของแหล่งกำเนิดเสียง (Source)
  • f_s คือ ความถี่เสียงของแหล่งกำเนิดเสียง

เทคนิคการเลือกเครื่องหมาย (\pm,\ \mp)

  • พิจารณาตัวเศษ v\pm v_L หากผู้ฟังเคลื่อนที่ เข้าหา แหล่งกำเนิด ให้ใช้เครื่องหมาย + แต่หากผู้ฟังเคลื่อนที่ ออกจาก แหล่งกำเนิด ให้ใช้เครื่องหมาย
  • พิจารณาตัวส่วน v\mp v_s หากแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ เข้าหา ผู้ฟัง ให้ใช้เครื่องหมาย แต่หากแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ ออกจาก ผู้ฟัง ให้ใช้เครื่องหมาย +

คลื่นกระแทก

เกิดเมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วที่มากกว่าอัตราเร็วของเสียงในอากาศ v_s>v ทำให้หน้าคลื่นอัดซ้อนทับกันเป็นรูปกรวย เมื่อเคลื่อนผ่านผู้ฟังจะเกิดเสียงดังเรียกว่า ซอนิกบูม (Sonic Boom) เราสามารถคำนวณมุมยอดกรวย \theta ได้จาก

\sin\theta=\frac{v}{v_s}

ตัวอย่างข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ เรื่อง คลื่นเสียง

ตัวอย่างที่ 1

ปล่อยเสียงจากแหล่งกำเนิดปรับความถี่ได้เข้าไปในท่อปลายปิด พบว่าความถี่ที่ทำให้เกิดการสั่นพ้องเรียงจากน้อยสุดไปมาก คือ f_A,\ f_B,\ f_C,\ \ldots

ถ้าทราบว่า f_B=300\ \text{Hz} และอัตราเร็วเสียงในอากาศมีค่า 344\ \text{m/s} ท่อนี้มีความยาวกี่เมตร

  1. 0.29 เมตร
  2. 0.43 เมตร
  3. 0.57 เมตร
  4. 0.72 เมตร
  5. 0.86 เมตร

วิธีทำ

ฮาร์มอนิกที่ 1

L=\frac{\lambda}{4}

ฮาร์มอนิกที่ 3

f_B=300=\frac{3v}{4L} \lambda=\frac{v}{f}=\frac{344}{300}=1.147\ \text{m}

จากสมการฮาร์มอนิกที่ 3

L=\frac{3\lambda}{4} =\frac{3(1.147)}{4} =0.86\ \text{m}

ดังนั้น ความยาวของท่อปลายปิดนี้เท่ากับ 0.86 เมตร ตอบข้อ 5


ตัวอย่างที่ 2

แหล่งกำเนิดเสียงแหล่งหนึ่งให้คลื่นเสียงสม่ำเสมอทุกทิศทาง พบว่าระดับความเข้มเสียงที่จุด A มีค่าสูงกว่าระดับความเข้มเสียงที่จุด B อยู่ 20 เดซิเบล ถ้าจุด A อยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดเสียง 4.0 เมตร จงหาว่าจุด B อยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดเสียงกี่เมตร

  1. 40 เมตร
  2. 10 เมตร
  3. 20 เมตร
  4. 8 เมตร
  5. 16 เมตร

วิธีทำ

จากสมการระดับความเข้มเสียง

\beta=10\log\left(\frac{I}{I_0}\right)

เมื่อโจทย์กำหนดผลต่างของระดับความเข้มเสียง

\beta_A-\beta_B = 10\log\left(\frac{I_A}{I_B}\right) = 10\log\left(\frac{r_B}{r_A}\right)^2 20 = 10\log\left(\frac{r_B}{4}\right)^2 \left(\frac{r_B}{4}\right)^2 = 10^2 = 100 r_B=40\ \text{m}

ดังนั้น หากต้องการให้ระดับความเข้มเสียงของตำแหน่ง A มากกว่าตำแหน่ง B อยู่ 20 เดซิเบล จะต้องให้ตำแหน่ง B อยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดเสียง 40 เมตร ตอบข้อ 1

เรียนเรื่องคลื่นเสียง ม.5 กับ OnDemand

สำหรับน้อง ๆ ม.5 ที่ต้องการปูพื้นฐานเรื่องคลื่นเสียง หรือเตรียมตัวสอบเรื่องนี้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนกับ OnDemand ในคอร์สฟิสิกส์ ม.ปลาย : เสียง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ด้วยเทคนิคการสอนที่เน้นการคิดวิเคราะห์ สรุปเนื้อหาแบบกระชับด้วยเทคนิค Supermap และ X-map พร้อมตะลุยโจทย์หลากหลายแนว

นอกจากนี้ สำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทาง OnDemand มีคอร์ส V-Series Physics TCAS เล่ม 6 : กลุ่มคลื่น  ให้เลือกด้วยเช่นกัน ซึ่งน้อง ๆ จะได้เรียนเน้นเนื้อหาออกข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ บ่อย และตะลุยโจทย์สอบเข้ามหาวิทยาลัยเรื่องคลื่นเสียงแบบเข้มข้นในคอร์สนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสอบแข่งขันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม

อ้างอิง

  • สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2563). หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 4. พิมพ์ครั้งที่ 1. สกสค. ลาดพร้าว.
  • Serway, R. A., Jewett, Jr., J. W. (2014). Physics for Scientists and Engineers with Modern Physics. (9th ed.). Brooks/Cole Cengage Learning.

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคลื่นเสียง ม.5 (FAQs)

Q: คลื่นเสียงเป็นคลื่นชนิดใด และสามารถเดินทางผ่านสุญญากาศได้หรือไม่?

A: คลื่นเสียงเป็น “คลื่นกล” (Mechanical Wave) และเป็น “คลื่นตามยาว” 

  • คลื่นกล: หมายความว่าเสียง “ต้องอาศัยตัวกลาง” ในการเคลื่อนที่ ดังนั้น เสียงไม่สามารถเดินทางผ่านสุญญากาศได้ (เช่น ในอวกาศจะไม่มีเสียง)
  • คลื่นตามยาว: หมายความว่าอนุภาคของตัวกลางจะสั่นในทิศทาง “ขนาน” กับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น ทำให้เกิดเป็น “ส่วนอัด” ที่ความดันสูง และ “ส่วนขยาย” ที่ความดันต่ำ สลับกันไป

A: อัตราเร็วของเสียงขึ้นอยู่กับ สมบัติของตัวกลาง และ อุณหภูมิ

  • สถานะของตัวกลาง: เสียงเดินทางผ่านของแข็งได้เร็วที่สุด รองลงมาคือของเหลว และช้าที่สุดในแก๊ส (อากาศ) สาเหตุเพราะในของแข็ง อนุภาคอยู่ชิดติดกันมากและมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคสูง เมื่อเกิดการสั่นสะเทือน จึงส่งต่อพลังงานไปยังอนุภาคถัดไปได้ทันที
  • อุณหภูมิ (ในอากาศ): เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น อากาศจะมีพลังงานจลน์มากขึ้น ทำให้อัตราเร็วเสียงเพิ่มขึ้น โดยคำนวณจากสูตรประมาณการ (สำหรับอุณหภูมิไม่เกิน 45°C) คือ:
  • v=331+0.6T (เมื่อ v คืออัตราเร็วเสียงหน่วย m/s และ T คืออุณหภูมิหน่วยองศาเซลเซียส)

A: เสียงก้องเกิดจาก สมบัติการสะท้อนของคลื่นเสียง เมื่อเสียงกระทบสิ่งกีดขวางแล้วสะท้อนกลับมาเข้าหูเรา

  • เงื่อนไข: สมองมนุษย์จะแยกเสียงสองเสียงออกจากกันได้ ก็ต่อเมื่อเสียงทั้งสองเดินทางมาถึงหูห่างกันอย่างน้อย 0.1 วินาที
  • หากสมมติให้อัตราเร็วเสียงในอากาศเป็น 340 m/s ระยะทางไป-กลับขั้นต่ำที่เสียงเดินทางใน 0.1 วินาที คือ 
  • s=vt=3400.1=34 เมตร
เหลือเวลาอีก
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
เหลือเวลาอีก
ขั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

บัตรติว 100 ที่นั่งสุดท้าย เท่านั้น

วัน
ชั่วโมง

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
ชั่วโมง
นาที
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

พบกับข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

วันนี้เท่านั้น! รับ ID Book ฟรีทันที

ที่สาขาออนดีมานด์

พี่ออนดี้ส่งโมเมนต์สุดพิเศษให้น้อง

ต้อนรับวันวาเลนไทน์

ดีลดี ดีลเดียวก่อนหมดวันแห่งความรัก สมัครเลย

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

โค้งสุดท้ายแล้ว เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

โค้งสุดท้าย TPAT3 เหลือเวลา

วัน

พี่ออนดีมานด์มีตัวช่วยพิเศษ

00
วัน
00
ชั่วโมง

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
วัน
00
ชั่วโมง
เหลือเวลา
00
วัน
00
ชั่วโมง

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

วันสุดท้ายแล้ว

สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !

นับถอยหลังก่อนสอบเข้าเตรียมอุดม (9 มี.ค. 67)

Days
ส่วนลดสูงสุด 500 บาท
3 ชม สุดท้ายแล้วสมัครคอร์เลย
ส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท
รับฟรี! ชุดแนวข้อสอบ TPAT3
วันสุดท้ายแล้ว
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
โปรสุดท้าย NETSAT
เพื่อน้องมข. อีก 14 วันก่อนสอบ
โปรสุดท้าย เพื่อน้อง TU
อีก 1 เดือน ก่อนสอบ
ด่วน LIVEติว เลข โค้งสุดท้าย
ก่อนสอบเตรียมอุดมฯ