ฟิสิกส์อะตอม : จากโฟตอนสู่ระดับพลังงานของอะตอม

Key Takeaways:

ฟิสิกส์อะตอม เป็นหัวข้อสำคัญที่อธิบายพฤติกรรมของสสารและพลังงานในระดับอะตอม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ ฟิสิกส์ควอนตัม และเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีสมัยใหม่จำนวนมาก นอกจากนี้ ฟิสิกส์อะตอม ม.ปลาย ยังเป็นเนื้อหาที่พบได้บ่อยใน ข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ อีกด้วย โดยหัวข้อสำคัญประกอบด้วย ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ที่แสดงว่าแสงมีสมบัติเป็นอนุภาค ความยาวคลื่นเดอบรอยล์ ที่แสดงว่าอนุภาคมีสมบัติเป็นคลื่น และ แบบจำลองอะตอมของโบร์ ที่ใช้อธิบายระดับพลังงานของอิเล็กตรอน เพื่อช่วยให้น้อง ๆ สามารถเชื่อมโยงแนวคิดทั้งสามเรื่องและเตรียมตัวสอบได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

Table of Contents

ฟิสิกส์อะตอม : จากโฟตอนสู่ระดับพลังงานของอะตอม

การปฏิวัติความเข้าใจเกี่ยวกับสสารและแสง

ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าฟิสิกส์เป็นศาสตร์ที่เกือบสมบูรณ์แล้ว กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันสามารถอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์และวัตถุต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ ขณะที่สมการของแมกซ์เวลล์สามารถอธิบายธรรมชาติของแสงในฐานะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคนิคการทดลองพัฒนาขึ้น นักวิทยาศาสตร์กลับพบผลการทดลองหลายอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยฟิสิกส์คลาสสิก ไม่ว่าจะเป็นการแผ่รังสีของวัตถุดำ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก หรือสเปกตรัมเส้นของอะตอม ผลการทดลองเหล่านี้บ่งชี้ว่าโลกในระดับอะตอมไม่ได้ปฏิบัติตามกฎแบบเดียวกับวัตถุในชีวิตประจำวัน

การค้นพบดังกล่าวนำไปสู่การกำเนิดของฟิสิกส์ควอนตัม ซึ่งเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง นักวิทยาศาสตร์เริ่มตระหนักว่าแสงสามารถแสดงสมบัติได้ทั้งคลื่นและอนุภาค ขณะเดียวกันอนุภาคอย่างอิเล็กตรอนก็สามารถแสดงสมบัติแบบคลื่นได้เช่นกัน

หัวใจสำคัญของฟิสิกส์อะตอมในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและการสอบแข่งขันส่วนใหญ่อยู่ที่ 3 แนวคิดหลัก ได้แก่

  1. ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก
  2. ความยาวคลื่นเดอบรอยล์
  3. แบบจำลองอะตอมของโบร์

ทั้งสามหัวข้อนี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างฟิสิกส์คลาสสิกกับฟิสิกส์ควอนตัม และเป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาฟิสิกส์สมัยใหม่ทั้งหมด

ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก

ปัญหาของทฤษฎีคลื่น

ก่อนปี ค.ศ. 1900 นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ เนื่องจากสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ดี เช่น

  • การสะท้อน
  • การหักเห
  • การเลี้ยวเบน
  • การแทรกสอด

แต่เมื่อศึกษาการปลดปล่อยอิเล็กตรอนจากผิวโลหะ กลับพบผลการทดลองที่ขัดแย้งกับทฤษฎีคลื่น

เมื่อนำแสงไปฉายบนผิวโลหะบางชนิด จะมีอิเล็กตรอนหลุดออกมาจากผิวโลหะ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Photoelectric Effect

ผลการทดลองพบว่า

  • แสงความถี่ต่ำ ไม่สามารถทำให้อิเล็กตรอนหลุดได้
  • เพิ่มความเข้มแสงก็ยังไม่หลุด
  • แสงความถี่สูงสามารถทำให้อิเล็กตรอนหลุดได้ทันที
  • อิเล็กตรอนไม่ต้องใช้เวลาสะสมพลังงาน

ผลเหล่านี้ขัดแย้งกับแนวคิดคลื่นโดยตรง

แนวคิดโฟตอนของไอน์สไตน์

ไอน์สไตน์เสนอว่า แสงไม่ได้เป็นเพียงคลื่นเท่านั้น แต่ประกอบด้วยอนุภาคพลังงานเล็ก ๆ เรียกว่า โฟตอน (Photon)

พลังงานของโฟตอนแต่ละตัวเป็น

E=hf

โดย

  • h = ค่าคงที่ของแพลงก์
  • f = ความถี่ของแสง

ดังนั้น

  • ความถี่สูง → พลังงานสูง
  • ความถี่ต่ำ → พลังงานต่ำ

นี่คือเหตุผลที่แสงสีม่วงสามารถทำให้เกิดโฟโตอิเล็กทริกได้ง่ายกว่าแสงสีแดง

ฟังก์ชันงาน

อิเล็กตรอนในโลหะถูกยึดเหนี่ยวไว้ด้วยพลังงานขั้นต่ำค่าหนึ่ง เรียกว่า ฟังก์ชันงาน W_f

หาก

hf<W_f

อิเล็กตรอนไม่สามารถหลุดออกมาได้

แต่หาก

hf>W_f

อิเล็กตรอนจะหลุดออกมาและมีพลังงานจลน์

E_k=hf-W_f

นี่คือสมการโฟโตอิเล็กทริกของไอน์สไตน์

ตัวอย่างข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ เรื่อง ฟิสิกส์อะตอม

(A-Level 67) ยิงโฟตอนพลังงาน 4 eV ไปที่โลหะหนึ่ง พบว่าอิเล็กตรอนที่หลุดออกมามีพลังงานจลน์สูงสุด 0.8 eV เมื่อยิงโฟตอนพลังงาน 3 eV พลังงานจลน์สูงสุดของอิเล็กตรอนมีค่าเท่าใด

  1. -0.2 eV
  2. 0.2 eV
  3. 0.9 eV
  4. 1.2 eV
  5. ไม่มีอิเล็กตรอนหลุดออกมา

คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 5

เฉลยละเอียด

จาก

E_k=E_{\text{photon}}-W

จะได้ว่า

W=4\,\mathrm{eV}-0.8\,\mathrm{eV}=3.2\,\mathrm{eV}

ดังนั้น เมื่อยิงโฟตอนพลังงาน 3 eV

E_{\text{photon}}<W

หรือ

3\,\mathrm{eV}<3.2\,\mathrm{eV}

อิเล็กตรอนจะไม่สามารถหลุดออกจากผิวโลหะได้

ดังนั้น ไม่มีอิเล็กตรอนหลุดออกมา

ความถี่ขีดเริ่ม

ความถี่ต่ำสุดที่ทำให้อิเล็กตรอนหลุดได้เรียกว่า Threshold Frequency f_0 ซึ่งเป็นไปตามความสัมพันธ์

hf_0=W_f

หาก

f<f_0

อิเล็กตรอนไม่หลุด ไม่ว่าความเข้มแสงจะมากเพียงใด

ความต่างศักย์หยุดยั้ง

เมื่อต่อแบตเตอรี่ต้านการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน จะมีค่าความต่างศักย์ค่าหนึ่งที่ทำให้อิเล็กตรอนหยุดพอดี เรียกว่า Stopping Potential

eV_s=E_k

เมื่อนำมารวมกับสมการโฟโตอิเล็กทริก จะได้

eV_s=hf-W_f

ตัวอย่างข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ เรื่อง ฟิสิกส์อะตอม

(สามัญ 65) เมื่อนำแสงความถี่ f ค่าต่าง ๆ ตกกระทบผิวโลหะชนิดหนึ่ง ได้ความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์หยุดยั้งกับความถี่ของแสงดังกราฟ

กำหนดให้

  • e เป็นค่าประจุของอิเล็กตรอน
  • h เป็นค่าคงตัวของพลังค์ในหน่วยจูล·วินาที

ที่ความถี่ f พลังงานจลน์สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอนมีค่ากี่อิเล็กตรอนโวลต์

  1. \dfrac{hf}{e}-2.0
  2. \dfrac{hf}{e}+2.0
  3. \dfrac{hf}{e}+5.0
  4. \dfrac{hf-2.0}{e}
  5. \dfrac{hf+2.0}{e}

คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 1

เฉลยละเอียด

จากปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก

eV_s=E_k=hf-W

จัดรูปได้เป็น

V_s=\frac{h}{e}f-\frac{W}{e}

เปรียบเทียบกับสมการเส้นตรง

y=mx+c

จะได้ว่า

\frac{h}{e}

คือความชันของกราฟ และ

-\frac{W}{e}

คือจุดตัดแกน y

จากกราฟ จุดตัดแกน y เท่ากับ -2

ดังนั้น

-\frac{W}{e}=-2 \quad\Rightarrow\quad W=2e

หาพลังงานจลน์สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอน

E_k=hf-W

เมื่อแสดงหน่วยเป็นอิเล็กตรอนโวลต์ ต้องหารด้วย e

\frac{E_k}{e} = \frac{hf-W}{e}

แทนค่า W=2e

\frac{E_k}{e} = \frac{hf}{e}-2

ดังนั้น

\dfrac{E_k}{e}=\dfrac{hf}{e}-2.0\ \mathrm{eV}

ความยาวคลื่นเดอบรอยล์ : เมื่ออนุภาคมีพฤติกรรมเหมือนคลื่น

จากโฟตอนสู่คำถามสำคัญของฟิสิกส์

การอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกของไอน์สไตน์ทำให้วงการฟิสิกส์ต้องยอมรับว่า แสงซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นคลื่นเพียงอย่างเดียว สามารถแสดงสมบัติแบบอนุภาคได้เช่นกัน โดยอนุภาคของแสงถูกเรียกว่า “โฟตอน”

การค้นพบนี้นำไปสู่คำถามสำคัญข้อหนึ่ง

ถ้าแสงซึ่งเป็นคลื่นสามารถมีสมบัติเป็นอนุภาคได้ แล้วอนุภาคจะสามารถมีสมบัติเป็นคลื่นได้หรือไม่

คำถามนี้ถูกตอบโดยนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสชื่อ หลุยส์ เดอบรอยล์ (Louis de Broglie) ในปี ค.ศ. 1924

เดอบรอยล์เสนอว่า หากธรรมชาติของแสงมีทั้งสองด้าน คือเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาค อนุภาคทุกชนิดก็ควรมีทั้งสองด้านเช่นกัน

แนวคิดนี้กลายเป็นหนึ่งในแนวคิดที่ปฏิวัติวงการฟิสิกส์มากที่สุดในศตวรรษที่ 20

สมมติฐานของเดอบรอยล์

เดอบรอยล์เสนอว่า อนุภาคทุกชนิดมีคลื่นประจำตัว หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อนุภาคทุกชนิดมีความยาวคลื่นเป็นของตัวเอง โดยมีความสัมพันธ์ว่า

\lambda=\frac{h}{p}

เมื่อ

  • \lambda = ความยาวคลื่นเดอบรอยล์
  • h = ค่าคงที่ของแพลงก์
  • p = โมเมนตัมของอนุภาค

เนื่องจาก

p=mv

จึงสามารถเขียนได้ว่า

\lambda=\frac{h}{mv}

สมการนี้ถือเป็นสมการพื้นฐานที่สุดของหัวข้อความยาวคลื่นเดอบรอยล์

ตัวอย่างข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ เรื่อง ฟิสิกส์อะตอม

(A-Level 67) อนุภาคนิวตรอนที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาด 3.0\times10^5\ \mathrm{m/s} มีความยาวคลื่นเดอบรอยล์เท่ากับ \lambda_1

คำถาม ความยาวคลื่นเดอบรอยล์จะเป็นกี่เท่าของเดิม เมื่ออนุภาคนิวตรอนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาด 1.2\times10^5\ \mathrm{m/s}

คำตอบที่ถูกต้องคือ 0.40 เท่า

เฉลยละเอียด

จากสมมติฐานของเดอบรอยล์

\lambda=\frac{h}{p}

และสำหรับอนุภาคที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่สูงมาก

p=mv

ดังนั้น

\lambda=\frac{h}{mv}

เมื่อมวลของนิวตรอนคงที่ จะได้ว่า

\lambda\propto\frac{1}{v}

จึงมีความสัมพันธ์

\frac{\lambda_1}{\lambda_2}=\frac{v_2}{v_1}

แทนค่า

\frac{\lambda_1}{\lambda_2} = \frac{1.2\times10^5}{3.0\times10^5} = 0.40

ดังนั้น

\frac{\lambda_1}{\lambda_2}=0.40

การแปลความหมายของสมการ

จากสมการ

\lambda=\frac{h}{mv}

สามารถสรุปได้ว่า

กรณีมวลมาก หากมวลมากขึ้น ตัวส่วนจะมากขึ้น ดังนั้นความยาวคลื่นจะสั้นลง

กรณีความเร็วมาก หากความเร็วมากขึ้น โมเมนตัมจะมากขึ้น ความยาวคลื่นก็จะสั้นลง

กรณีมวลน้อยและเคลื่อนที่ช้า ความยาวคลื่นจะมีค่ามากขึ้น จึงสามารถสังเกตสมบัติแบบคลื่นได้ง่าย

นี่คือเหตุผลที่เราพบสมบัติคลื่นได้ชัดใน อิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน แต่แทบไม่พบใน รถยนต์ ลูกฟุตบอล โลก ดาวเคราะห์ เพราะวัตถุเหล่านี้มีมวลมากเกินไป

ทำไมจึงมองไม่เห็นคลื่นของลูกฟุตบอล

สมมติว่าลูกฟุตบอลมวล 0.5 กิโลกรัม เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 20 เมตรต่อวินาที จะมีโมเมนตัมเท่ากับ

p=mv=0.5\times20=10\ \mathrm{kg\cdot m/s}

ดังนั้น

\lambda=\frac{6.63\times10^{-34}}{10}\ \mathrm{m}

จะได้ความยาวคลื่นประมาณ

\lambda\approx10^{-35}\ \mathrm{m}

ซึ่งเล็กกว่าขนาดของอะตอมหลายล้านล้านเท่า จึงไม่มีทางสังเกตการเลี้ยวเบนหรือการแทรกสอดได้ ดังนั้นวัตถุในชีวิตประจำวันจึงดูเหมือนเป็นอนุภาคล้วน ๆ

ความยาวคลื่นของอิเล็กตรอน

ต่างจากลูกฟุตบอล อิเล็กตรอนมีมวลเพียง 9.1\times10^{-31}\ \mathrm{kg} ซึ่งเล็กมาก แม้จะมีความเร็วสูง

ความยาวคลื่นเดอบรอยล์ก็ยังมีค่ามากพอที่จะวัดได้ เมื่อความยาวคลื่นอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระยะห่างระหว่างอะตอมในผลึก จะสามารถเกิดการเลี้ยวเบนและการแทรกสอดได้เหมือนคลื่นแสง

ความสำคัญของการค้นพบนี้

ก่อนหน้านั้น นักวิทยาศาสตร์มองว่า แสง = คลื่น และสสาร = อนุภาค ความเชื่อนั้นไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

เพราะพบว่า

  • แสงมีสมบัติเป็นอนุภาค
  • อนุภาคมีสมบัติเป็นคลื่น

แนวคิดนี้เรียกว่า Wave–Particle Duality หรือ ทวิภาวะคลื่น–อนุภาค ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของฟิสิกส์ควอนตัมทั้งหมด

ความสัมพันธ์กับพลังงานจลน์

ในข้อสอบจำนวนมาก โจทย์ไม่ได้ให้ความเร็วมาโดยตรง แต่ให้พลังงานจลน์แทน เราจึงต้องดัดแปลงสมการ

เริ่มจาก

E_k=\frac{1}{2}mv^2

จะได้

v=\sqrt{\frac{2E_k}{m}}

แทนลงในสมการเดอบรอยล์จะได้

\lambda=\frac{h}{\sqrt{2mE_k}}

ตัวอย่างข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ เรื่อง ฟิสิกส์อะตอม

(A-Level 68) อนุภาคมวล m มีพลังงานจลน์ K และมีความยาวคลื่นเดอบรอยล์ \lambda ต่อมาอนุภาคมีพลังงานจลน์เพิ่มขึ้นเป็น 3K

คำถาม ความยาวคลื่นเดอบรอยล์ของอนุภาคนี้จะเป็นเท่าใด

  1. 3\lambda
  2. \dfrac{\lambda}{\sqrt{3}}
  3. \dfrac{\lambda}{\sqrt{3}}
  4. \dfrac{K\lambda}{m}
  5. \dfrac{3K\lambda}{m}

คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 3

เฉลยละเอียด

จากพลังงานจลน์

K=\frac{1}{2}mv^2

จัดรูปให้อยู่ในรูปโมเมนตัม

K=\frac{p^2}{2m}

ดังนั้น

p=\sqrt{2mK}

จากสมมติฐานของเดอบรอยล์

\lambda=\frac{h}{p}

แทนค่า p

\lambda=\frac{h}{\sqrt{2mK}}

เมื่อ m คงที่ จะได้ว่า

\lambda\propto\frac{1}{\sqrt{K}}

ดังนั้น

\frac{\lambda_2}{\lambda_1} = \sqrt{\frac{K_1}{K_2}}

โดย

K_1=K,\qquad K_2=3K

จึงได้

\frac{\lambda_2}{\lambda_1} = \sqrt{\frac{K}{3K}} = \frac{1}{\sqrt{3}}

ดังนั้น ความยาวคลื่นเดอบรอยล์ของอนุภาคนี้เท่ากับ

\boxed{\dfrac{\lambda}{\sqrt{3}}}

ความเชื่อมโยงกับแบบจำลองอะตอมของโบร์

แม้เดอบรอยล์จะไม่ได้เป็นผู้สร้างแบบจำลองอะตอมของโบร์ แต่แนวคิดของเขาช่วยอธิบายว่า เหตุใดอิเล็กตรอนจึงสามารถอยู่ได้เฉพาะบางวงโคจร ลองจินตนาการว่า อิเล็กตรอนเป็นคลื่นที่วิ่งรอบนิวเคลียส

หากความยาวรอบวงไม่พอดีกับจำนวนเต็มของความยาวคลื่น คลื่นจะหักล้างตัวเองและไม่เสถียร

แต่ถ้าความยาวรอบวงเท่ากับจำนวนเต็มของความยาวคลื่นพอดี คลื่นจะเกิดเป็น คลื่นนิ่ง (Standing Wave) และมีเสถียรภาพ เงื่อนไขนี้เขียนได้ว่า

2\pi r = n\lambda

เมื่อ n = 1,2,3,\ldots

สมการนี้นำไปสู่เงื่อนไขควอนตัมของโบร์โดยตรง และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างแนวคิดเดอบรอยล์กับแบบจำลองอะตอมของโบร์

สรุป

เดอบรอยล์เสนอว่าอนุภาคทุกชนิดมีสมบัติเป็นคลื่น โดยมีความยาวคลื่น \lambda=\frac{h}{p} การค้นพบดังกล่าวทำให้โลกวิทยาศาสตร์ยอมรับว่า ทั้งแสงและสสารต่างมีสมบัติแบบคลื่นและอนุภาคพร้อมกัน และแนวคิดเรื่องคลื่นของอิเล็กตรอนนี้เอง ที่กลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการอธิบายว่า เหตุใดอิเล็กตรอนจึงอยู่ได้เฉพาะบางระดับพลังงานในอะตอม ซึ่งจะนำไปสู่หัวข้อที่สำคัญที่สุดของฟิสิกส์อะตอม คือ แบบจำลองอะตอมของโบร์

สมมติฐานข้อที่ 1 ของโบร์

ในปี ค.ศ. 1913 นีลส์ โบร์ เสนอว่าอิเล็กตรอนไม่สามารถอยู่ได้ทุกวงโคจร แต่สามารถอยู่ได้เฉพาะบางวงเท่านั้น

เรียกว่า วงโคจรเสถียร (Stationary Orbit) วงเหล่านี้มีพลังงานเฉพาะตัว และเป็นระดับพลังงานที่อนุญาตเท่านั้น

สมมติฐานข้อที่ 2 ของโบร์

โบร์เสนอเพิ่มเติมว่า เมื่ออิเล็กตรอนอยู่ในวงโคจรเสถียร จะไม่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แม้ว่าจะมีความเร่งสู่ศูนย์กลางก็ตาม ดังนั้นอิเล็กตรอนจึงไม่สูญเสียพลังงานและอะตอมจึงมีความเสถียร สมมติฐานข้อนี้ขัดกับฟิสิกส์คลาสสิกโดยตรง แต่กลับสอดคล้องกับผลการทดลอง

สมมติฐานข้อที่ 3 ของโบร์

โบร์เสนอว่า อิเล็กตรอนจะรับหรือปล่อยพลังงานเฉพาะตอนเปลี่ยนระดับพลังงานเท่านั้น หากอิเล็กตรอนเปลี่ยนจากระดับพลังงานสูงลงสู่ระดับพลังงานต่ำจะปล่อยโฟตอน หากอิเล็กตรอนเปลี่ยนจากระดับพลังงานต่ำขึ้นสู่ระดับพลังงานสูงจะดูดกลืนโฟตอน โดยมีความสัมพันธ์ว่า

hf=\Delta E

นี่คือหัวใจสำคัญของแบบจำลองอะตอมของโบร์

การควอนไทซ์โมเมนตัมเชิงมุม

โบร์เสนอว่า โมเมนตัมเชิงมุมของอิเล็กตรอนไม่สามารถมีค่าใดก็ได้ แต่ต้องเป็นจำนวนเท่าของค่าหนึ่ง

L=mvr

และ

mvr=\frac{nh}{2\pi}

เมื่อ n=1,2,3,4,\ldots เรียกว่า เลขควอนตัมหลัก

สมการนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดของแบบจำลองโบร์และเป็นต้นกำเนิดของระดับพลังงานทั้งหมด

ความเชื่อมโยงกับเดอบรอยล์

แม้โบร์จะเสนอสมการนี้ก่อน แต่ในเวลาต่อมาแนวคิดของเดอบรอยล์ช่วยอธิบายความหมายทางกายภาพได้

จากเดอบรอยล์

\lambda=\frac{h}{mv}

ถ้าแทนค่าในสมการของโบร์ จะได้

2\pi r=n\lambda

สมการนี้มีความหมายว่า เส้นรอบวงของวงโคจร ต้องมีค่าเท่ากับจำนวนเต็มของความยาวคลื่น ดังนั้นอิเล็กตรอนจึงเกิดเป็น คลื่นนิ่ง (Standing Wave) รอบนิวเคลียสเฉพาะบางวงเท่านั้น จึงอธิบายได้ว่า เหตุใดอิเล็กตรอนจึงอยู่ได้เฉพาะบางระดับพลังงาน

การหารัศมีวงโคจรของโบร์

พิจารณาอะตอมไฮโดรเจน แรงไฟฟ้าระหว่างโปรตอนกับอิเล็กตรอนทำหน้าที่เป็นแรงสู่ศูนย์กลาง

\frac{ke^2}{r^2}=\frac{mv^2}{r}

ขณะเดียวกัน จากเงื่อนไขควอนตัม

mvr=\frac{nh}{2\pi}

นำสองสมการมารวมกัน จะได้รัศมีวงโคจร

r_n=n^2r_1

โดย

r_1=5.29\times10^{-11}\ \text{m}

เรียกว่า Bohr Radius

ความหมายของ Bohr Radius

Bohr Radius คือ รัศมีของวงโคจรแรก หรือ Ground State ของอะตอมไฮโดรเจน

เมื่อ n=2 จะได้

r_2=4r_1

เมื่อ n=3 จะได้

r_3=9r_1

ดังนั้น วงโคจรที่อยู่ไกลออกไป จะห่างจากนิวเคลียสมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ เรื่อง ฟิสิกส์อะตอม

(A-Level 67) จากแบบจำลองอะตอมของโบร์ เมื่่ออิเล็กตรอนในอะตอมไฮโดรเจนอยู่ในสถานะกระตุ้นแรกมีรัศมีวงโคจรเป็น a อิเล็กตรอนในสถานะกระตุ้นที่สองจะมีรัศมีวงโคจรเป็นกี่เท่าของ a

  1. 2.0
  2. 2.20
  3. 2.25
  4. 4.0
  5. 4.5

คำตอบที่ถูกต้องคือ ข้อ 3

เฉลยละเอียด

สำหรับอะตอมไฮโดรเจนตามแบบจำลองของโบร์

  • สถานะพื้น n=1
  • สถานะกระตุ้นแรก n=2
  • สถานะกระตุ้นที่สอง n=3

รัศมีวงโคจรของอิเล็กตรอนเป็นไปตามความสัมพันธ์

r_n=n^2r_1

เมื่อสถานะกระตุ้นแรกมีรัศมีเป็น a

r_2=a

ดังนั้น

a=2^2r_1=4r_1

หรือ

r_1=\frac{a}{4}

สำหรับสถานะกระตุ้นที่สอง

r_3=3^2r_1=9r_1

แทนค่า r_1=\frac{a}{4}

r_3=\frac{9a}{4}=2.25a

ดังนั้น รัศมีวงโคจรในสถานะกระตุ้นที่สองมีค่าเป็น 2.25a

ข้อสรุปสำคัญ

แบบจำลองโบร์สามารถแก้ปัญหาสำคัญ โดยเสนอว่า

  • อิเล็กตรอนอยู่ได้เฉพาะบางวงโคจร
  • โมเมนตัมเชิงมุมถูกควอนไทซ์
  • อิเล็กตรอนสามารถเกิดเป็นคลื่นนิ่งรอบนิวเคลียส
  • อะตอมจึงมีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ยังสามารถคำนวณรัศมีของวงโคจรแต่ละระดับได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตามรัศมีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวเท่านั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ พลังงานของอิเล็กตรอนในแต่ละระดับ ซึ่งเป็นที่มาของสเปกตรัมทั้งหมดของอะตอม และจะเป็นหัวข้อสำคัญในตอนถัดไป

ระดับพลังงาน สเปกตรัม และการกำเนิดของควอนตัมในอะตอม

ในตอนที่ผ่านมาเราได้ศึกษาว่าโบร์เสนอให้อิเล็กตรอนสามารถอยู่ได้เฉพาะบางวงโคจรเท่านั้น และสามารถคำนวณรัศมีของวงโคจรแต่ละระดับได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้แบบจำลองของโบร์ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงไม่ใช่การคำนวณรัศมี แต่เป็นความสามารถในการอธิบาย ระดับพลังงานของอะตอม และ สเปกตรัมเส้นของไฮโดรเจน ซึ่งเป็นปัญหาที่นักฟิสิกส์พยายามแก้มานานหลายสิบปี

พลังงานของอิเล็กตรอนในอะตอม

ในอะตอมไฮโดรเจน อิเล็กตรอนมีพลังงานอยู่ 2 รูปแบบ

1) พลังงานจลน์

เกิดจากการเคลื่อนที่รอบนิวเคลียส

E_k=\frac{1}{2}mv^2

2) พลังงานศักย์ไฟฟ้า

เกิดจากแรงดึงดูดระหว่างโปรตอนกับอิเล็กตรอน

U=-\frac{ke^2}{r}

เครื่องหมายลบเกิดจากแรงดึงดูด เนื่องจากประจุทั้งสองมีเครื่องหมายตรงข้ามกัน

พลังงานรวมของอะตอม

พลังงานรวมของอิเล็กตรอนคือ

E_{\text{total}}=E_k+U

เมื่อนำเงื่อนไขของโบร์มาคำนวณ จะได้ว่า

E_n=\frac{-13.6}{n^2}\ \text{eV}

สมการนี้เป็นสมการที่สำคัญที่สุดสมการหนึ่งของฟิสิกส์อะตอม

ตารางระดับพลังงานของไฮโดรเจน

nระดับพลังงาน (eV)
1-13.6
2-3.40
3-1.51
4-0.85
5-0.54
\infty0

จากตารางจะเห็นว่า เมื่อ n มากขึ้น พลังงานจะเข้าใกล้ศูนย์เรื่อย ๆ

ทำไมพลังงานจึงติดลบ

หลายคนเข้าใจผิดว่าพลังงานติดลบหมายถึงพลังงานน้อยกว่าศูนย์จริง ๆ แต่ความจริงแล้ว เราเลือกกำหนดให้ E=0 คือสถานะที่อิเล็กตรอนหลุดออกจากอะตอมแล้ว

ดังนั้น อิเล็กตรอนที่ยังอยู่ในอะตอม จึงต้องมีพลังงานต่ำกว่าสถานะดังกล่าว หรือมีค่าเป็นลบ พูดง่าย ๆ คือ อิเล็กตรอนยังถูกพันธนาการอยู่ภายในอะตอม

Ground State และ Excited State

ระดับพลังงานต่ำสุด n=1 เรียกว่า Ground State หรือ สถานะพื้น เป็นสถานะที่เสถียรที่สุด

หากอิเล็กตรอนได้รับพลังงานเพิ่ม จะกระโดดขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่า เช่น n=2,3,4,\ldots เรียกว่า Excited State หรือ สถานะกระตุ้น

การดูดกลืนพลังงาน

สมมติว่าอิเล็กตรอนอยู่ที่ n=1 และต้องการกระโดดไปยัง n=3 พลังงานที่ต้องได้รับคือ

E_3-E_1

หรือ

-1.51-(-13.6)=12.09\ \text{eV}

ดังนั้นต้องมีโฟตอนที่มีพลังงาน 12.09\ \text{eV} พอดี อิเล็กตรอนจึงจะดูดกลืนได้

การปลดปล่อยพลังงาน

เมื่ออิเล็กตรอนอยู่ในสถานะกระตุ้น มันมักไม่เสถียร จึงตกกลับลงมาสู่ระดับพลังงานที่ต่ำกว่า

พลังงานส่วนต่างจะถูกปล่อยออกมาเป็นโฟตอน

hf=\Delta E

ยิ่งผลต่างพลังงานมาก โฟตอนยิ่งมีความถี่สูง และมีความยาวคลื่นสั้น

ตัวอย่างข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ เรื่อง ฟิสิกส์อะตอม

(A-Level 68) อะตอมไฮโดรเจนเปลี่ยนระดับพลังงานจากสถานะที่ n ไปยังสถานะพื้นซึ่งมีพลังงาน -13.6\ \text{eV} โดยแผ่รังสีที่มีพลังงาน 10.2\ \text{eV} ออกมา

คำถาม: n มีค่าเท่าใด

คำตอบที่ถูกต้องคือ 2

เฉลยละเอียด

พลังงานของอะตอมไฮโดรเจนที่ระดับ n คือ

E_n=\frac{-13.6}{n^2}\ \text{eV}

เมื่ออะตอมเปลี่ยนจากระดับ n มายังสถานะพื้น n=1

E_1=-13.6\ \text{eV}

พลังงานโฟตอนที่แผ่ออกมาเท่ากับ

\Delta E=E_n-E_1

แทนค่า

10.2=\frac{-13.6}{n^2}-(-13.6)10.2=\frac{-13.6}{n^2}+13.6-3.4=\frac{-13.6}{n^2}n^2=4n=2

ดังนั้น

n=2

พลังงานไอออไนเซชัน

พลังงานที่ใช้ดึงอิเล็กตรอนออกจากอะตอม เรียกว่า Ionization Energy

สำหรับไฮโดรเจน

E_{\mathrm{ion}}=13.6\ \text{eV}

ซึ่งก็คือพลังงานที่ต้องใช้ในการพาอิเล็กตรอนจาก n=1 ไปยัง n=\infty นั่นเอง

การเกิดสเปกตรัมเส้น

เมื่ออิเล็กตรอนตกจากระดับพลังงานสูงลงสู่ระดับต่ำ จะเกิดโฟตอนขึ้น โดย

hf=\Delta E

เนื่องจากระดับพลังงานมีเพียงบางค่า ค่าของ \Delta E จึงมีเพียงบางค่าเช่นกัน ดังนั้น ความถี่ของแสงที่ปล่อยออกมาจึงมีเพียงบางค่า ทำให้เกิด Line Spectrum หรือ สเปกตรัมเส้น

ความสำเร็จของแบบจำลองโบร์

แบบจำลองของโบร์สามารถอธิบาย

  • ✓ ความเสถียรของอะตอม
  • ✓ ระดับพลังงาน
  • ✓ สเปกตรัมเส้น
  • ✓ พลังงานไอออไนเซชัน
  • ✓ รัศมีของอะตอมไฮโดรเจน

ได้อย่างถูกต้อง ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของฟิสิกส์ยุคควอนตัม

ข้อจำกัดของแบบจำลองโบร์

แม้แบบจำลองของโบร์จะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ยังมีข้อจำกัด เช่น

  • ใช้ได้ดีกับไฮโดรเจนเท่านั้น
  • อธิบายอะตอมหลายอิเล็กตรอนได้ไม่ดี
  • อธิบายรายละเอียดของสเปกตรัมไม่ได้ทั้งหมด

สรุปบทความฟิสิกส์อะตอม

ฟิสิกส์อะตอมเป็นศาสตร์ที่ศึกษาธรรมชาติของสสารในระดับอะตอมและอนุภาคย่อย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของฟิสิกส์ควอนตัม การพัฒนาความรู้ด้านนี้เกิดจากการค้นพบว่าโลกในระดับอะตอมไม่สามารถอธิบายได้ด้วยฟิสิกส์คลาสสิกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยแนวคิดใหม่เกี่ยวกับพลังงาน คลื่น และอนุภาค

หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญที่นำไปสู่การปฏิวัติวงการฟิสิกส์คือ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ซึ่งพบว่าอิเล็กตรอนจะหลุดออกจากผิวโลหะได้ก็ต่อเมื่อแสงที่ตกกระทบมีความถี่สูงพอ โดยการเพิ่มความเข้มแสงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้อิเล็กตรอนหลุดได้ ไอน์สไตน์จึงเสนอว่าแสงประกอบด้วยอนุภาคที่เรียกว่า โฟตอน และมีพลังงาน

E = hf

เมื่อโฟตอนชนอิเล็กตรอน พลังงานบางส่วนจะถูกใช้เอาชนะแรงยึดเหนี่ยวภายในโลหะ หรือฟังก์ชันงาน Wf ส่วนที่เหลือจะกลายเป็นพลังงานจลน์ของอิเล็กตรอน

E_k = hf – W_f

แนวคิดนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าแสงมีสมบัติเป็นอนุภาค

หลังจากนั้น หลุยส์ เดอบรอยล์ได้เสนอแนวคิดในทางกลับกันว่า หากแสงซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นคลื่นสามารถมีสมบัติเป็นอนุภาคได้ อนุภาคก็ควรมีสมบัติเป็นคลื่นได้เช่นกัน เขาเสนอว่าอนุภาคทุกชนิดมีความยาวคลื่นประจำตัว

\lambda = \frac{h}{p}

หรือ

\lambda = \frac{h}{mv}

เรียกว่า ความยาวคลื่นเดอบรอยล์ แนวคิดนี้ได้รับการยืนยันจากการทดลองที่พบว่าอิเล็กตรอนสามารถเกิดการเลี้ยวเบนและการแทรกสอดได้จริง จึงสรุปได้ว่าสสารมีสมบัติเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาค ซึ่งเรียกว่า ทวิภาวะคลื่น–อนุภาค

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา แบบจำลองอะตอมของโบร์ โบร์เสนอว่าอิเล็กตรอนไม่สามารถอยู่ได้ทุกวงโคจร แต่จะอยู่ได้เฉพาะวงโคจรที่อนุญาตเท่านั้น และเมื่ออยู่ในวงโคจรเหล่านี้จะไม่สูญเสียพลังงาน นอกจากนี้อิเล็กตรอนจะดูดกลืนหรือปลดปล่อยพลังงานเมื่อเปลี่ยนระดับพลังงานเท่านั้น

hf = \Delta E

สำหรับอะตอมไฮโดรเจน พลังงานของแต่ละระดับเป็น

E_n = \frac{-13.6}{n^2}

โดย n คือเลขควอนตัมหลัก ระดับพลังงานต่ำสุดเรียกว่า Ground State ส่วนระดับที่สูงขึ้นเรียกว่า Excited State เมื่ออิเล็กตรอนเปลี่ยนระดับพลังงาน จะเกิดการดูดกลืนหรือปลดปล่อยโฟตอน ทำให้เกิดสเปกตรัมเส้นของอะตอม

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะพบว่าแนวคิดทั้งสามเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เริ่มจากโฟโตอิเล็กทริกที่แสดงว่าแสงมีสมบัติเป็นอนุภาค ต่อมาความยาวคลื่นเดอบรอยล์แสดงว่าอนุภาคมีสมบัติเป็นคลื่น และสุดท้ายแบบจำลองของโบร์ได้นำแนวคิดเหล่านี้มาใช้อธิบายระดับพลังงานและสเปกตรัมของอะตอมได้สำเร็จ

ฟิสิกส์อะตอมจึงเป็นจุดเริ่มต้นของฟิสิกส์ควอนตัม และเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่จำนวนมาก เช่น เลเซอร์ เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์สมัยใหม่ และการศึกษาธรรมชาติของสสารในระดับที่เล็กที่สุด

เรียนเรื่องฟิสิกส์อะตอม ม.6 กับ OnDemand

สำหรับน้อง ๆ ม.6 ที่ต้องการปูพื้นฐานเรื่องฟิสิกส์อะตอม หรือเตรียมตัวสอบเรื่องนี้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนกับ OnDemand ในคอร์สฟิสิกส์ ม.ปลาย : ฟิสิกส์อะตอม ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ด้วยเทคนิคการสอนที่เน้นการคิดวิเคราะห์ สรุปเนื้อหาแบบกระชับ พร้อมตะลุยโจทย์

  แทรก Youtube ฟิสิกส์อะตอม ม.6 | ตัวอย่างคอร์สเรียน ฟิสิกส์ ม.ปลาย | OnDemand

นอกจากนี้ สำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทาง OnDemand ก็มีคอร์ส V-Series Physics TCAS เล่ม 7 : กลุ่มฟิสิกส์ยุคไหม่  ให้เลือกด้วยเช่นกัน ซึ่งน้อง ๆ จะได้เรียนและตะลุยโจทย์เรื่องฟิสิกส์อะตอมแบบเข้มข้นในคอร์สนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสอบแข่งขันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม

อ้างอิง

Serway, R. A., Jewett, Jr., J. W. (2014). Physics for Scientists and Engineers with Modern Physics. (9th ed). BROOKS/COLE CENGAGE Learning.

Q: ทำไมเพิ่มความเข้มแสงแล้วอิเล็กตรอนไม่หลุดออกจากโลหะ ?

A: เพราะการเกิดโฟโตอิเล็กทริกขึ้นอยู่กับ ความถี่ของแสง ไม่ใช่ความเข้มแสง หากพลังงานโฟตอนต่ำกว่าฟังก์ชันงานของโลหะ ต่อให้เพิ่มความเข้มแสงมากเพียงใด อิเล็กตรอนก็ไม่สามารถหลุดออกมาได้

A: เนื่องจากแสงสีม่วงมี ความถี่สูงกว่า แสงสีแดง จึงมีพลังงานโฟตอนมากกว่า ทำให้อิเล็กตรอนมีโอกาสได้รับพลังงานเพียงพอที่จะหลุดออกจากผิวโลหะได้

A: มีจริงสำหรับวัตถุทุกชนิด แต่สำหรับวัตถุที่มีมวลมาก เช่น รถยนต์ ลูกฟุตบอล หรือโลก ความยาวคลื่นเดอบรอยล์จะสั้นมากจนไม่สามารถสังเกตสมบัติแบบคลื่นได้ในทางปฏิบัติ

A: เพราะอิเล็กตรอนมี สมบัติแบบคลื่น ตามแนวคิดของเดอบรอยล์ เมื่อผ่านช่องเปิดหรือผลึกที่มีขนาดใกล้เคียงกับความยาวคลื่นเดอบรอยล์ จึงสามารถเกิดการเลี้ยวเบนและการแทรกสอดได้เช่นเดียวกับคลื่นแสง

A: ตามแบบจำลองของโบร์ อิเล็กตรอนสามารถอยู่ได้เฉพาะ วงโคจรเสถียร ที่กำหนดไว้เท่านั้น และเมื่ออยู่ในวงโคจรเหล่านี้จะไม่แผ่พลังงานออกมา จึงไม่สูญเสียพลังงานและไม่ตกเข้าสู่นิวเคลียส

A: Ground State คือสถานะที่อิเล็กตรอนมีพลังงานต่ำสุดและเสถียรที่สุด ส่วน Excited State คือสถานะที่อิเล็กตรอนได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นและย้ายไปอยู่ระดับพลังงานที่สูงกว่า

A: เพราะกำหนดให้สถานะที่อิเล็กตรอนหลุดออกจากอะตอมโดยสมบูรณ์มีพลังงานเท่ากับศูนย์ ดังนั้นอิเล็กตรอนที่ยังถูกยึดเหนี่ยวอยู่ภายในอะตอมจึงมีพลังงานต่ำกว่าศูนย์ หรือมีค่าเป็นลบ

A: หากอิเล็กตรอนย้ายขึ้นสู่ระดับพลังงานที่สูงกว่า จะต้อง ดูดกลืนโฟตอน แต่หากย้ายลงสู่ระดับพลังงานที่ต่ำกว่า จะ ปลดปล่อยโฟตอน ออกมา โดยพลังงานของโฟตอนจะเท่ากับผลต่างของระดับพลังงานทั้งสองระดับ

A: เพราะอิเล็กตรอนในอะตอมสามารถมีได้เพียงบางระดับพลังงานเท่านั้น ทำให้ผลต่างพลังงานที่เกิดขึ้นมีเพียงบางค่า จึงปล่อยหรือดูดกลืนแสงได้เฉพาะบางความยาวคลื่น เกิดเป็น สเปกตรัมเส้น (Line Spectrum)

A: หัวข้อที่ออกสอบบ่อย ได้แก่ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก, ความยาวคลื่นเดอบรอยล์, ระดับพลังงานของอะตอมไฮโดรเจน, การดูดกลืน–ปลดปล่อยโฟตอน, สเปกตรัมเส้น และ แบบจำลองอะตอมของโบร์ ซึ่งเป็นแกนหลักของบทฟิสิกส์อะตอมทั้งหมดครับ.

เหลือเวลาอีก
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
เหลือเวลาอีก
ขั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

บัตรติว 100 ที่นั่งสุดท้าย เท่านั้น

วัน
ชั่วโมง

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
ชั่วโมง
นาที
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

พบกับข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

วันนี้เท่านั้น! รับ ID Book ฟรีทันที

ที่สาขาออนดีมานด์

พี่ออนดี้ส่งโมเมนต์สุดพิเศษให้น้อง

ต้อนรับวันวาเลนไทน์

ดีลดี ดีลเดียวก่อนหมดวันแห่งความรัก สมัครเลย

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

โค้งสุดท้ายแล้ว เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

โค้งสุดท้าย TPAT3 เหลือเวลา

วัน

พี่ออนดีมานด์มีตัวช่วยพิเศษ

00
วัน
00
ชั่วโมง

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
วัน
00
ชั่วโมง
เหลือเวลา
00
วัน
00
ชั่วโมง

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

วันสุดท้ายแล้ว

สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !

นับถอยหลังก่อนสอบเข้าเตรียมอุดม (9 มี.ค. 67)

Days
ส่วนลดสูงสุด 500 บาท
3 ชม สุดท้ายแล้วสมัครคอร์เลย
ส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท
รับฟรี! ชุดแนวข้อสอบ TPAT3
วันสุดท้ายแล้ว
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
โปรสุดท้าย NETSAT
เพื่อน้องมข. อีก 14 วันก่อนสอบ
โปรสุดท้าย เพื่อน้อง TU
อีก 1 เดือน ก่อนสอบ
ด่วน LIVEติว เลข โค้งสุดท้าย
ก่อนสอบเตรียมอุดมฯ