Key Takeaways
การเตรียมตัวสอบแพทย์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เด็กสายวิทย์-คณิตอีกต่อไป สำหรับน้อง ๆ ที่อยากเรียนหมอ ปัจจัยสำคัญคือการเข้าใจโครงสร้างระบบ TCAS รอบ 3 (กสพท.) ซึ่งต้องใช้คะแนนสอบ 2 ส่วนหลักคือ TPAT1 วิชาเฉพาะแพทย์ และ A-Level 7 วิชาสามัญ การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่มัธยมปลายอย่างถูกวิธีและมีวินัย จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสอบติดคณะแพทยศาสตร์ในฝันได้อย่างมั่นใจ
Table of Contents
อยากเป็นแพทย์ต้องเรียนสายอะไร เตรียมตัวยังไง เริ่มตรงไหนก่อนดี ?
เมื่อก่อนหลายคนอาจคิดว่าอยากเป็นแพทย์ต้องเรียนสายอะไร คำตอบคงหนีไม่พ้นสายวิทย์คณิตเท่านั้น แต่ช้าก่อน ! ปัจจุบันระบบของ กสพท. เปิดกว้างมากขึ้น ทำให้เด็กสายศิลป์คำนวณ สายศิลป์ภาษา หรือแม้แต่เด็กซิ่ว ก็สามารถสอบหมอได้แล้ว เพียงแต่ต้องเตรียมตัวและจัดสรรเวลาอ่านหนังสือให้มากกว่าปกติ เพื่อเก็บเนื้อหาวิชาที่ใช้สอบให้ครบถ้วน ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนสายไหน หากมีความมุ่งมั่นและเตรียมตัวมาดี ก็มีโอกาสคว้าเสื้อกาวน์ได้เหมือนกัน
เช็กความพร้อมและค้นหาตัวเองก่อนเตรียมตัวสอบแพทย์
ตอนเด็ก ๆ หลายคนมักถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร และคำตอบยอดฮิตตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นคำว่า “อยากเป็นหมอ” แต่เคยลองถามตัวเองลึก ๆ ไหมว่าทำไมถึงอยากเป็น ? อยากเป็นเพราะตัวเองคิดขึ้นมา หรือเพราะถูกปลูกฝังมากันแน่ บางคนอาจโชคดีที่หาคำตอบให้ตัวเองได้อย่างรวดเร็ว อาจได้รับแรงบันดาลใจจากครอบครัวที่เป็นหมอ อยากมีความรู้ไว้ดูแลคนที่รักเวลาเจ็บป่วย หรือมีใจรักที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไขจริง ๆ
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีกหลายคนที่อยากเป็นหมอแต่ยังหาคำตอบที่มาจากตัวเองจริง ๆ ไม่ได้ บางคนอยากเป็นตามกระแสซีรีส์ที่กำลังมาแรง ซึ่งก็ถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจที่ดี บางคนอยากเป็นเพราะที่บ้านตั้งความหวังไว้ตั้งแต่เด็ก หรือบางคนคิดว่าเป็นอาชีพที่มีหน้ามีตาในสังคมและรายได้มั่นคง
แต่ไม่ว่าน้อง ๆ จะอยากเป็นหมอด้วยสาเหตุใดก็ตาม หากตอบใจตัวเองได้ว่าพร้อมจะฝ่าฟันอุปสรรคไปตลอด 6 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย ยังไม่รวมการเรียนต่อเฉพาะทาง OnDemand ขอเป็นกำลังใจให้เสมอ !
ทำความรู้จักกับ กสพท.
สำหรับว่าที่คุณหมอที่กำลังหาข้อมูลว่าเข้าแพทย์ต้องสอบอะไรบ้าง สิ่งแรกที่ต้องทำความรู้จักเลยก็คือ “กสพท.” เพราะไม่ว่าเป้าหมายจะอยากเข้าคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ หรือสัตวแพทยศาสตร์ ก็ต้องผ่านสนามสอบนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ! โดย กสพท. หรือ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย คือหน่วยงานส่วนกลางที่ทำหน้าที่คัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันต่าง ๆ ซึ่งจะเปิดรับสมัครในช่วง TCAS รอบ 3 (Admission)
จุดเริ่มต้นของ กสพท. เกิดจากการประชุมร่วมกันของ 7 สถาบันแพทยศาสตร์ชั้นนำ ได้แก่ ม.มหิดล (ศิริราชพยาบาล และรามาธิบดี), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ม.เชียงใหม่, ม.ขอนแก่น, ม.สงขลานครินทร์, ม.ศรีนครินทรวิโรฒ (วชิรพยาบาล) และวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เพื่อกำหนดเกณฑ์กลางให้ทุกสถาบันที่เข้าร่วมมีมาตรฐานการรับสมัครเหมือนกัน และช่วยให้น้อง ๆ ที่เตรียมตัวสอบแพทย์ได้รับการคัดเลือกอย่างยุติธรรมที่สุด
เข้าแพทย์ต้องสอบอะไรบ้าง ? ภาพรวมระบบ TCAS และ กสพท.
ระบบคัดเลือกหลักจะอยู่ในระบบ TCAS รอบ 3 (กสพท.) ซึ่งจะคิดค่าน้ำหนักคะแนนรวม 100% เต็ม ปัจจุบันไม่มีเกณฑ์ O-NET ขั้นต่ำแล้ว เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าแพทย์สอบอะไรบ้าง และควรเน้นน้ำหนักการอ่านหนังสือไปที่วิชาไหน พี่ ๆ สรุปมาให้แล้วดังนี้
- TPAT1 (วิชาเฉพาะแพทย์): คิดเป็น 30% ของคะแนนรวมทั้งหมด
- A-Level (7 วิชาสามัญ): คิดเป็น 70% ของคะแนนรวมทั้งหมด แบ่งย่อยเป็น
- กลุ่มวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา) 28%
- คณิตศาสตร์ 1 14%
- ภาษาอังกฤษ 14%
- ภาษาไทย 7%
- สังคมศึกษา 7%
TPAT1 วิชาเฉพาะ กสพท. คืออะไร ?
TPAT1 คือวิชาเฉพาะแพทย์ มีสัดส่วนคะแนนสูงถึง 30% โดยข้อสอบแบ่งความถนัดแพทย์ออกเป็น 3 พาร์ทหลัก
- พาร์ทเชาวน์ปัญญาเน้นการคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ
- พาร์ทจริยธรรมทางการแพทย์ วัดทัศนคติความเหมาะสมในวิชาชีพ
- พาร์ทเชื่อมโยง วัดทักษะการจับใจความและหาความสัมพันธ์ของข้อมูล
เพิ่มความมั่นใจและฝึกฝนเทคนิคทำข้อสอบย้อนหลังเพื่อเก็บคะแนนให้ได้มากที่สุดได้ที่TPAT1 ออนดีมานด์
A-Level 7 วิชาที่ต้องใช้สอบแพทย์
การสอบ A-Level 7 วิชาสามัญ มีสัดส่วนคะแนนรวมสูงถึง 70% โดยสรุปรายละเอียดวิชาและเกณฑ์สำคัญที่ต้องรู้ดังนี้
- กลุ่มวิทยาศาสตร์ อย่าง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ, คณิตศาสตร์ 1
- ภาษาอังกฤษ
- ภาษาไทย
- สังคมศึกษา
คะแนนสอบแต่ละกลุ่มวิชาต้องไม่น้อยกว่า 30% ของคะแนนเต็ม หากวิชาใดวิชาหนึ่งได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จะถูกตัดสิทธิ์จากการพิจารณาทันที แม้คะแนนรวมทั้งหมดจะสูงแค่ไหนก็ตาม จากสถิติของคนที่สอบติดหมอ ส่วนใหญ่มักจะทำคะแนนได้ดีอย่างน้อย 5 ใน 7 วิชา ดังนั้นจึงไม่ควรเลือกเทวิชาใดวิชาหนึ่งทิ้งอย่างเด็ดขาด
เตรียมตัวสอบแพทย์ต้องเริ่มจากอะไรก่อน ?
การเตรียมตัวสอบแพทย์ต้องอาศัยการวางแผนที่ชัดเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ แนะนำให้แบ่งเป้าหมายดังนี้
- ม.4 เน้นปูพื้นฐานวิทย์-คณิตให้แน่น และเก็บเนื้อหาในห้องเรียนให้ครบ
- ม.5 เน้นเรียนเนื้อหา ม.ปลาย ให้จบ เริ่มลุยโจทย์แยกบท และเข้าค่ายแพทย์เพื่อค้นหาตัวเอง
- ม.6 เน้นฝึกทำข้อสอบเก่าแบบจับเวลาจริงเพื่อบริหารเวลาและอุดรอยรั่ว
มหาวิทยาลัยที่เปิดรับคณะแพทยศาสตร์
ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยจำนวนมากทั่วประเทศที่เปิดรับคณะแพทยศาสตร์ผ่านระบบ กสพท. เช่น
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยมหิดล (ศิริราช และรามาธิบดี)
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
นอกจากนี้ยังมีสถาบันอื่น ๆ อีกหลายแห่งที่เปิดรับนักศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ โดยแต่ละแห่งจะมีจำนวนเปิดรับและรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดทุกปี
คู่แข่งที่สำคัญคือตัวเราเอง
หลายคนมักกดดันตัวเองเมื่อเห็นยอดผู้สมัคร กสพท. หลักหมื่นคน แต่ในความเป็นจริง หากคณะเปิดรับ 75 คน กลุ่มคะแนนสูงจะเบียดกันค่อนข้างใกล้ในช่วงท้าย ดังนั้นในช่วงเวลาเตรียมตัวสอบแพทย์น้อง ๆ จะไม่ต้องเสียเวลาไปเปรียบเทียบตัวเองกับใคร ขอแค่โฟกัสกับการทำคะแนนให้ถึงเป้าหมาย และเอาชนะความขี้เกียจของตัวเองให้ได้ก็พอ
เช็กความพร้อมสิ่งที่คนเป็นหมอต้องเผชิญ
นอกจากการหาข้อมูลว่าสอบหมอต้องสอบอะไรบ้าง การเตรียมความพร้อมด้านจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน อาชีพนี้ต้องเสียสละเวลาส่วนตัว เผชิญกับการอดนอน ทานอาหารไม่เป็นเวลา และต้องรับมือกับความกดดันสูงเมื่อต้องเจอเลือดหรือความสูญเสียของผู้ป่วย แต่ในช่วงมัธยมนี้ ไม่แนะนำให้ฝึกอดนอนเพื่ออ่านหนังสือจนเสียสุขภาพ ให้เน้นไปที่การบริหารเวลา โฟกัสกับการฝึกทำข้อสอบ หรือไปเข้าค่ายแพทย์เพื่อค้นหาตัวเองดีกว่า เมื่อสอบติดและได้เข้าไปเรียนจริง สภาพแวดล้อมจะหล่อหลอมให้เราปรับตัวและรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้เอง
พร้อมสู้เพื่อฝัน ! ก้าวสู่การเป็นแพทย์ที่มีคุณภาพ
การเป็นหมอไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ หากตอบใจตัวเองได้แล้วว่าอยากเป็นเพราะอะไร และพร้อมที่จะเสียสละเพื่อฝ่าฟันทุกอุปสรรค พี่ ๆ ขอเอาใจช่วยว่าที่คุณหมอทุกคนให้ก้าวผ่านช่วงเวลาของการเตรียมตัวสอบแพทย์นี้ไปให้ได้ เชื่อมั่นเสมอว่าความพยายามในวันนี้ จะหล่อหลอมให้ทุกคนเติบโตขึ้นเป็นคุณหมอที่มีคุณภาพในอนาคตอย่างแน่นอน
พิเศษ ! สำหรับ DEK70 อยากเป็นหมอ อย่ารอช้า
เมื่อรู้เป้าหมายและหาคำตอบได้แล้วว่าเข้าแพทย์ต้องสอบอะไรบ้างก็ถึงเวลาเริ่มต้นลงมือทำ มาเตรียมความพร้อมสู่สนามสอบไปกับ OnDemand
เคล็ดลับสอบติดหมอ พร้อมเทคนิคเก็บคะแนนทะลุเป้า
ฟรี! STUDY GRAM ดาวน์โหลดตัวช่วยจัดตารางอ่านหนังสือ
เริ่มต้นเตรียมตัวสอบแพทย์อย่างมั่นใจไปกับ OnDemand
อยากเป็นหมอ อย่ารอช้า ! เปลี่ยนความกังวลให้เป็นความมั่นใจด้วยคอร์สติวสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์จาก OnDemand เจาะลึกเนื้อหา A-Level และวิชาเฉพาะแพทย์ TPAT1 โดยทีมติวเตอร์ผู้เชี่ยวชาญ สอนเทคนิคทำโจทย์ให้ทันเวลา พร้อมแนะแนวแบบ Exclusive เตรียมตัวสอบแพทย์วันนี้ เพื่อเป้าหมายการสวมเสื้อกาวน์ในอนาคต !
สอบถามรายละเอียดและสมัครเรียนได้เลย
- Add Line : Ondemand Education
- โทรศัพท์ : 02-251-9456 (08.00-20.00)
เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสาร สาระดี ๆ และสิทธิพิเศษเตรียมสอบแพทย์ อย่าลืมกด LIKE 👍 ติดตามพวกเราได้ที่
- Facebook Fanpage: ความถนัดแพทย์ ออนดีมานด์
- Facebook Fanpage: OnDemand สถาบันกวดวิชาออนดีมานด์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสอบหมอต้องสอบอะไรบ้าง (FAQs)
สอบแพทย์รอบ Portfolio ต้องใช้อะไรบ้าง ?
A: รอบ Portfolio มีเฉพาะบางโครงการ เช่น โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท (CPIRD/ODOD) โดยจะพิจารณาผลการเรียน ผลสอบภาษาอังกฤษ และผลงานที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ
Q: แพทย์ต้องสอบอะไรบ้างและวิชาเฉพาะแพทย์มีเกณฑ์ขั้นต่ำไหม ?
A: วิชาเฉพาะ กสพท.(TPAT1) ไม่มีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ แต่ด้วยสัดส่วนที่สูงถึง 30% การทำคะแนนพาร์ทนี้ให้ได้มากที่สุดจะช่วยดึงคะแนนรวมให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น
Q: เด็กซิ่วเตรียมตัวสอบแพทย์เหมือนเด็ก ม.6 หรือไม่ ?
A: ใช้เกณฑ์และข้อสอบเดียวกันทั้งหมด เด็กซิ่วสามารถนำเวลาที่มีไปโฟกัสกับการทำแนวข้อสอบเก่าและการอุดจุดอ่อนในวิชาที่เคยทำคะแนนได้น้อย
Q: หากคะแนน A-Level วิชาใดวิชาหนึ่งไม่ถึง 30% จะเป็นอย่างไร ?
A: จะถูกตัดสิทธิ์จากการคัดเลือกในระบบ กสพท. รอบ 3 ทันที แม้ว่าคะแนนรวมวิชาอื่นจะสูงมากก็ตาม
Q: จัดการความเครียดช่วงเตรียมสอบอย่างไรดี ?
A: แบ่งเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรอดนอนเพื่ออ่านหนังสือ เพราะสมองต้องการการฟื้นฟู หากรู้สึกกดดัน ลองหากิจกรรมผ่อนคลาย หรือพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว
———————————————-
Credit : ขอบคุณข้อมูลจาก www.TCASter.net


