Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Search in posts
Search in pages
อยากเป็นหมอ

อยากเป็นหมอ!! ทำความรู้จัก 10 สาขาวิชาแพทยศาสตร์

อยากเป็นหมอ
อยากเป็นหมอ ต้องรู้จักไว้ 10 สาขาวิชาแพทยศาสตร์ น่าเรียน เรียนเกี่ยวกับกับอะไรบ้าง
1. แพทย์กระดูก : แพทย์ออร์โธปิดิกส์ (Orthopedics) หรือหมอกระดูกและข้อ คือหมอที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษากระดูก ข้อ ต่าง ๆ รวมถึงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นของแขนขาและกระดูกสันหลัง ไม่ว่าจะเป็นอาการกระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน ฯลฯ โดยปกติมักทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพรายอื่น และมักจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเมื่อจำเป็นต้องใช้บริการ ปัจจุบันมีสาขาเฉพาะทางแพทย์กระดูกย่อยในออร์โธปิดิกส์ดังนี้

1. ข้อสะโพกและข้อเข่า (Hip and Knee Surgery) หรือมีอีกชื่อว่า ออร์โธปิดิกส์บูรณสภาพ (Adult Reconstruction) ประกอบด้วยการตัดต่อกระดูกใหม่ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม
2. กระดูกสันหลัง (Spine Surgery) เป็นการผ่าตัดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันตั้งแต่คอจนถึงก้นกบ
3. เวชศาสตร์การกีฬา (Sport Surgery) เป็นการผ่าตัดซ่อม สร้างเส้นเอ็นของข้อต่อต่าง ๆ เช่น ข้อเข่า สะโพก ไหล่ ข้อเท้า เป็นต้น โดยใช้อุปกรณ์กล้องส่องเข้าไปในข้อ (Arthroscopic surgery)
4. การบาดเจ็บกระดูกและกล้ามเนื้อ (Trauma) เป็นการผ่าตัดเพื่อรักษากระดูกหัก โดยการดามโลหะชนิดต่าง ๆ
5. ข้อมือและมือ (Wrist and Hand) ผ่าตัดรักษาตั้งแต่ข้อมือ มือ นิ้วมือ ทุกรูปแบบ
6. ข้อเท้าและเท้า (Ankle and foot) ผ่าตัดรักษาที่เกี่ยวกับความผิดปกติของข้อเท้าและเท้า
7. กระดูกเด็ก (Pediatric) รักษาภาวะผิดปกติของกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 18 ปี
8. เนื้องอกและมะเร็ง (Tumors) ผ่าตัดรักษาเกี่ยวกับเนื้องอกและมะเร็งของกล้ามเนื้อและกระดูก
9. เมตาบอลิก (Metabolic) รักษาเกี่ยวกับปัญหาและภาวะโรคกระดูกพรุน ความผิดปกติของการเปลี่ยนแปลงกระดูก (สร้างกระดูกทำลายกระดูก)
ทั้งนี้ ในอนาคตอาจมีสาขาใหม่เกิดขึ้นแยกย่อยออกไปอีก โดยอาจมีการผสมผสานศาสตร์ทางด้านวิศวกรรม หรือวิทยาศาสตร์ชีวภาพด้วย
2. ศัลยแพทย์หัวใจ (Cardiac Surgeon) หรือบางครั้งจะเรียกว่า “ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Surgeons) เป็นแพทย์ที่รักษาโรคหัวใจด้วยวิธีผ่าตัด การผ่าตัดหัวใจในประเทศอื่น ๆ เรียกว่าการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด (จากทรวงอกกรีก - เต้านม) โดยศัลยแพทย์หัวใจจะทำหน้าที่รักษา วินิจฉัย ดังนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะหัวใจวาย และลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น แพทย์ทางด้านนี้จึงต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษโดยเฉพาะเรื่องการผ่าตัด จึงทำให้แพทย์ทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดมีรายได้เฉลี่ยต่อปี สูงมาเป็นอันต้นๆ ของประเทศไทย
3. ศัลยแพทย์ทั่วไป (General Surgeon) หรือทั่วไปเรียกหมอผ่าตัด ทั้งนี้ศัลยแพทย์แบ่งย่อยอีก เช่น ประสาทศัลยแพทย์ (หมอผ่าสมอง) ศัลยแพทย์อุบัติเหตุ กุมารศัลยศาสตร์ (หมอผ่าตัดเด็ก) และอื่นๆ ในส่วนของศัลยแพทย์ทั่วไปจะทำหน้าที่ในการผ่าตัดอวัยวะภายในช่องท้อง เช่น ไส้ติ่ง กระเพาะ ลำไส้ ถุงน้ำดี และม้าม เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการผ่าตัดเล็กต่างๆ อีกด้วย
4. วิสัญญีแพทย์ (Anesthesiologist) หรือที่เรียกกันว่า "หมอวางยาสลบ” ผู้ทำหน้าที่วางยาสลบ ยาชา บล็อกไขสันหลัง ฯลฯ ต้องเป็นแพทย์ผู้ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยให้มีความปลอดภัยและเจ็บน้อยที่สุด ทั้งนี้วิสัญญีแพทย์ต้องทำหน้าที่เลือกยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยด้วย
5. สูตินรีแพทย์ (Gynecologist) มีบทบาทในการทำคลอดและตรวจรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับสตรี โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ จึงอาจเรียกว่า “หมอตรวจภายใน” โดยมีหน้าที่ครอบคลุมถึงการให้คำปรึกษาเรื่องการมีบุตรและการผ่าตัดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง
อยากเป็นหมอ
6. แพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ (urologist) จะหน้าที่ในการตรวจ วินิจฉัย และรักษาโรคเฉพาะทางระบบเดินปัสสาวะทั้งหมด ระบบอวัยวะที่สำคัญภายในคือ “ตับและไต” สำหรับใครที่จะเลือกเรียนต่อแพทย์ในสาขานี้ ต้องทำการศึกษาเกี่ยวกับโรคทั้งหมดที่ส่งผลกระทบต่ออวัยวะทั้งตับและไตให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับระบบอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งหมดของเพศชายด้วย ได้แก่ องคชาติ อัณฑะ ถุงอัณฑะ ท่ออสุจิ ต่อมลูกหมาก และถุงน้ำกาม เพราะเมื่อผู้ชายที่ป่วยเป็นโรคทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง ก็จะส่งผลต่อระบบไตด้วย
7. ศัลยแพทย์ช่องปาก (Oral and Maxillofacial Surgeons) ถือเป็นส่วนนหนึ่งของวิชาทันตแพทย์ที่ลงลึกกว่า ซึ่งจะทำการผ่าตัดเพื่อรักษาความผิดปกติของขากรรไกรใบหน้า ปากแหว่งเพดานโหว่ ดูแลระบบเคี้ยวอาหาร ดูแลอวัยวะภายในช่องปาก เช่น ผ่าตัดขากรรไกร ผ่าตัดฝังรากฟันเทียม ปลูกฟัน และผ่าตัดเนื้องอกในช่องปาก
8. รังสีแพทย์ : จัดอยู่ในสาขารังสีวิทยา (radiology) ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพสิ่งต่างๆ ของร่างกายเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรค โดยจะต้องอาศัยเครื่องมือพิเศษต่างๆ ทางการแพทย์ข้ามาช่วย ได้แก่ รังสีเอกซ์ (x-ray), รังสีแกมมา (Gamma ray) จากสารกัมมันตภาพรังสีคลื่นเสียง, คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound) และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Nuclear Magnetic Resonance Imaging) เป็นต้น
9. แพทย์เฉพาะทางด้าน ตา หู คอ จมูก โสตศอนาสิกวิทยา (Otolaryngology) เป็นแขนงหนึ่ง ของวิชาแพทยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของหู, จมูก, กล่องเสียงหรือช่องคอ, ศีรษะและคอ ในบางครั้งอาจเรียกย่อได้ว่า อีเอ็นที (ENT; ear, nose and throat: หู จมูก และคอ) จากรากศัพท์ภาษาบาลีสันสกฤตแปลได้ว่า การศึกษาหู คอ และจมูก โดยหน้าที่ของแพทย์ด้านนี้ ต้องทำการวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของหู จมูก กล่องเสียงหรือช่องคอ ศีรษะ และคอ โดยโรคที่เจอได้บ่อยๆ ก็คือ โรคไซนัสอักเสบ โรคนอนกรน โรคหูน้ำหนวก เจ็บในลำคอ ต่อมไทรอยด์ หรือโรคภูมิแพ้หู คอ จมูก เป็นต้น
10. ศัลยกรรมตกแต่ง (Reconstructive surgery) ในสมัยนี้ผู้คนต่างเริ่มยอมรับกับการทำศัลยกรรมพลาสติกกันมากขึ้น โดยที่ “Plastic Surgery” คือ แขนงวิชาเฉพาะสาขาของ “ศัลยศาสตร์ (Specialized Branch of Surgery)” ซึ่งแพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่ง จะศึกษาในเรื่องความผิดปกติของรูปร่าง ผิวหนัง รวมทั้งระบบกล้ามเนื้อและโครงร่างของร่างกายด้วย
ที่มา : www.hotcourses.in.th