เมทริกซ์ ม.ปลาย ครบทุกสูตร พร้อมแนวตัวอย่างโจทย์และการแก้ปัญหา

Key Takeaways:

เมทริกซ์คือกลุ่มของตัวเลขที่จัดเรียงในรูปแบบแถวและหลัก บ่งบอกขนาดด้วยมิติ (แถว × หลัก) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของคณิตศาสตร์ ม.ปลาย การดำเนินการบวกลบทำได้เฉพาะเมทริกซ์ที่มิติเท่ากัน ส่วนการคูณเมทริกซ์จำนวนหลักของตัวตั้งต้องเท่ากับจำนวนแถวของตัวคูณ ดีเทอร์มิแนนต์ (det) เป็นค่าคงที่ที่หาได้เฉพาะเมทริกซ์จัตุรัส และมีสมบัติที่ช่วยลดรูปการคำนวณในข้อสอบได้อย่างรวดเร็ว อินเวอร์สการคูณ ของเมทริกซ์จะหาได้ก็ต่อเมื่อเมทริกซ์นั้นเป็นเมทริกซ์ไม่เอกฐาน หรือค่า det ไม่เท่ากับศูนย์

Table of Contents

บทนำ: ทำความรู้จักกับวิชา เมทริกซ์ ม.ปลาย

ยินดีต้อนรับน้องๆ นักเรียน ม.ปลาย ทุกคนเข้าสู่เนื้อหาบทเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติมที่สำคัญที่สุดบทหนึ่ง นั่นคือเรื่อง เมทริกซ์ ม.ปลาย สำหรับใครหลายคน บทเรียนนี้อาจดูเป็นเรื่องใหม่ที่มีเครื่องหมายวงเล็บเหลี่ยมและตัวเลขเรียงกันจำนวนมากจนน่าปวดหัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมทริกซ์เป็นเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่ทรงพลังและมีระบบระเบียบอย่างมาก ไม่เพียงแต่เป็นหัวข้อหลักที่ออกข้อสอบในสนามสอบสำคัญอย่าง A-Level คณิตศาสตร์ หรือ TPAT วิศวกรรมศาสตร์ แต่ยังเป็นรากฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในระดับอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิศวกรรมศาสตร์ทุกสาขา คอมพิวเตอร์กราฟิก 3 มิติ และการวิเคราะห์โครงสร้างทางเศรษฐศาสตร์

ในบทความบล็อกนี้ พี่ได้รวบรวมเนื้อหาทั้งหมดของ เมทริกซ์ ม.ปลาย มาอธิบายอย่างละเอียดตั้งแต่ระดับพื้นฐานที่สุด ไปจนถึงการสรุป สูตรเมทริกซ์ ทั้งหมดที่ต้องจำ พร้อมเทคนิคการทำ โจทย์เมทริกซ์ ม.ปลาย เพื่อให้น้องๆ สามารถนำไปใช้เพิ่มเกรดที่โรงเรียน และทำคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างยอดเยี่ยมและแม่นยำ

สมัครเรียนคอร์สคณิตศาสตร์ ม.ปลาย : เมทริกซ์ กับ OnDemand

มิติและสัญลักษณ์ของเมทริกซ์ที่ถูกต้อง

เมทริกซ์ (Matrix) ในทางคณิตศาสตร์ คือ กลุ่มของจำนวนจริงหรือจำนวนเชิงซ้อนที่นำมาจัดเรียงกันในรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก (ผืนผ้าหรือจัตุรัส) ภายในเครื่องหมายวงเล็บเหลี่ยม [ ] หรือวงเล็บโค้ง ( ) โดยเราจะเรียกตัวเลขแต่ละตัวที่อยู่ภายในเมทริกซ์นั้นว่า “สมาชิก (Element)” ของเมทริกซ์

การเขียนสัญลักษณ์ของเมทริกซ์มักจะใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ เช่น A, B, C และสัญลักษณ์สมาชิกภายในจะใช้ตัวอักษรพิมพ์เล็กพร้อมระบุดัชนีแถวและหลัก เช่น a_{ij} ซึ่งหมายถึง สมาชิกของเมทริกซ์ A ที่อยู่ในตำแหน่งแถวที่ i (แนวนอน) และหลักที่ j (แนวตั้ง)

สิ่งสำคัญที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือ มิติ (Dimension) หรือ ขนาดของเมทริกซ์ ซึ่งจะเขียนระบุในรูป m \times n โดยที่ m คือจำนวนแถวทั้งหมด และ n คือจำนวนหลักทั้งหมด ตัวอย่างเช่น เมทริกซ์ที่มีขนาด 2 \times 3 หมายความว่าเมทริกซ์นั้นมี 2 แถว และมี 3 หลักนั่นเอง

ประเภทของเมทริกซ์ที่พบบ่อยในข้อสอบ ม.ปลาย

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกเรื่องการคำนวณและสูตรต่างๆ น้องๆ จำเป็นต้องรู้จักประเภทของเมทริกซ์แต่ละชนิดให้แม่นยำก่อน เพราะโจทย์ในข้อสอบมักจะระบุชื่อประเภทมาตรงๆ โดยไม่บอกสมบัติเพิ่มเติม ซึ่งประเภทหลักๆ มีดังนี้:

เมทริกซ์แถว (Row Matrix)

เมทริกซ์ที่มีเพียง 1 แถวเท่านั้น แต่จะมีกี่หลักก็ได้ มิติจะเป็น 1 \times n เช่น A = \begin{bmatrix} 1 & 5 & -2 \end{bmatrix}

เมทริกซ์หลัก (Column Matrix)

เมทริกซ์ที่มีเพียง 1 หลักเท่านั้น แต่จะมีกี่แถวก็ได้ มิติจะเป็น m \times 1 เช่น B = \begin{bmatrix} 4 \\ 0 \\ 7 \end{bmatrix}

เมทริกซ์ศูนย์ (Zero Matrix)

เมทริกซ์ที่สมาชิกทุกตัวภายในเป็นเลข 0 ทั้งหมด เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ \underline{0} มีมิติเท่าใดก็ได้

เมทริกซ์จัตุรัส (Square Matrix)

เมทริกซ์ที่มีจำนวนแถวเท่ากับจำนวนหลักพอดี เช่น มิติ 2 \times 2, 3 \times 3, หรือ 4 \times 4 เมทริกซ์ประเภทนี้มีความสำคัญมากที่สุดเพราะสามารถนำไปหาค่า ดีเทอร์มิแนนต์ ได้

เมทริกซ์เฉียง (Diagonal Matrix)

เมทริกซ์จัตุรัสที่สมาชิกทุกตัวที่อยู่ภายนอกเส้นทแยงมุมหลัก (Main Diagonal) มีค่าเป็นเลข 0 ทั้งหมด ส่วนสมาชิกบนเส้นทแยงมุมหลักจะเป็นเลขอะไรก็ได้

เมทริกซ์เอกลักษณ์ (Identity Matrix)

เมทริกซ์เฉียงที่สมาชิกทุกคนบนเส้นทแยงมุมหลักมีค่าเท่ากับ 1 เสมอ เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ I หรือ I_n (เมื่อ n คือขนาดมิติ) เมทริกซ์เอกลักษณ์มีสมบัติเหมือนเลข 1 ในระบบจำนวนจริง คือเมื่อนำไปคูณกับเมทริกซ์ใดๆ จะได้เมทริกซ์เดิมเสมอ นั่นคือ AI = IA = A

เมทริกซ์สลับเปลี่ยน (Transpose of a Matrix)

เมทริกซ์ที่เกิดจากการพลิกเปลี่ยนแถวให้กลายเป็นหลัก และเปลี่ยนหลักให้กลายเป็นแถว เขียนแทนด้วย A^t หรือ A^T เช่น ถ้า A = \begin{bmatrix} a & b \\ c & d \end{bmatrix} จะได้ A^t = \begin{bmatrix} a & c \\ b & d \end{bmatrix}

การดำเนินการทางเมทริกซ์ (Matrix Operations)

การคำนวณพื้นฐานของเมทริกซ์แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ซึ่งมีกฎเกณฑ์และข้อควรระวังที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ครับ

การบวกและการลบเมทริกซ์

กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดของการบวกและการลบเมทริกซ์คือ เมทริกซ์เหล่านั้นต้องมีมิติหรือขนาดที่เท่ากันทุกประการเท่านั้น จึงจะสามารถนำมาบวกลบกันได้ วิธีการคำนวณคือให้นำสมาชิกที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกันของแต่ละเมทริกซ์มาบวกหรือลบกันโดยตรง ผลลัพธ์ที่ได้จะมีมิติเท่าเดิม ตัวอย่างเช่น:

กำหนดให้ A = \begin{bmatrix} 2 & -3 \\ 4 & 1 \end{bmatrix} และ B = \begin{bmatrix} 5 & 6 \\ -1 & 3 \end{bmatrix}

จะได้ A + B = \begin{bmatrix} 2+5 & -3+6 \\ 4+(-1) & 1+3 \end{bmatrix} = \begin{bmatrix} 7 & 3 \\ 3 & 4 \end{bmatrix}

การคูณเมทริกซ์ด้วยสเกลาร์ (จำนวนจริง)

สเกลาร์ (Scalar) ก็คือตัวเลขหรือจำนวนจริงทั่วไป เมื่อเราต้องการนำตัวเลข k ใดๆ ไปคูณกับเมทริกซ์ ให้นำตัวเลข k นั้นกระจายเข้าไปคูณกับสมาชิกทุกตัวที่อยู่ภายในเมทริกซ์โดยไม่มีข้อยกเว้น เช่น:

ถ้าต้องการหาค่า 4A เมื่อกำหนดให้ A = \begin{bmatrix} 1 & -2 \\ 3 & 5 \end{bmatrix}

จะได้ 4A = \begin{bmatrix} 4(1) & 4(-2) \\ 4(3) & 4(5) \end{bmatrix} = \begin{bmatrix} 4 & -8 \\ 12 & 20 \end{bmatrix}

การคูณเมทริกซ์ด้วยเมทริกซ์

นี่คือหัวข้อที่ออกสอบบ่อยที่สุดและนักเรียนมักจะทำผิดพลาดมากที่สุดในเรื่อง เมทริกซ์ ม.ปลาย การคูณเมทริกซ์ด้วยเมทริกซ์ไม่ได้นำสมาชิกตำแหน่งเดียวกันมาคูณกัน แต่มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัว:

  1. เงื่อนไขมิติ: เมทริกซ์ A ขนาด m \times n จะสามารถคูณกับเมทริกซ์ B ขนาด n \times p ได้ก็ต่อเมื่อ จำนวนหลักของตัวตั้ง (n) ต้องเท่ากับจำนวนแถวของตัวคูณ (n) เท่านั้น และผลลัพธ์เมทริกซ์ C ที่ได้จะมีมิติเท่ากับ m \times p
  2. วิธีการคำนวณ: ให้ใช้หลักการ “แถวคูณหลัก” โดยนำสมาชิกในแถวที่ i ของเมทริกซ์ตัวตั้ง ไปคูณกับสมาชิกในหลักที่ j ของเมทริกซ์ตัวคูณคู่กันทีละตัว จากนั้นนำผลคูณทั้งหมดมาบวกกันเพื่อเป็นสมาชิกตำแหน่ง c_{ij}

ข้อควรระวังอย่างยิ่ง: เมทริกซ์ไม่มีสมบัติการสลับที่สำหรับการคูณ นั่นหมายความว่า โดยทั่วไปแล้ว AB \neq BA ลำดับในการคูณจึงมีความสำคัญ

ดีเทอร์มิแนนต์ (Determinant)

ดีเทอร์มิแนนต์ หรือเขียนย่อว่า det เป็นค่าคงที่หรือตัวเลขจำนวนจริงที่คำนวณได้จากเมทริกซ์จัตุรัสเท่านั้น ค่า det นี้จะช่วยบอกสภาวะต่างๆ ของเมทริกซ์ และใช้ประยุกต์แก้ระบบสมการได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการหาดีเทอร์มิแนนต์ขนาด 2×2

ถ้ากำหนดให้ A = \begin{bmatrix} a & b \\ c & d \end{bmatrix} สูตรการคำนวณหา det ที่จำง่ายที่สุดคือ “คูณลง ลบ คูณขึ้น”

\det(A) = ad – bc

วิธีการหาดีเทอร์มิแนนต์ขนาด 3×3

สำหรับเมทริกซ์ขนาด 3 \times 3 วิธีการยอดนิยมคือให้น้องๆ นำสมาชิกในหลักที่ 1 และหลักที่ 2 ไปเขียนต่อท้ายฝั่งขวาของเมทริกซ์เดิม จากนั้นลากเส้นทแยงมุมคูณเฉียงลงมา 3 เส้น (จับผลคูณแต่ละเส้นมารวมกัน) และลากเส้นทแยงมุมคูณเฉียงขึ้นไป 3 เส้น (จับผลคูณแต่ละเส้นมารวมกันแล้วเปลี่ยนเป็นเครื่องหมายตรงข้ามหรือใส่ลบข้างหน้า) สุดท้ายนำผลลัพธ์ทั้งสองส่วนมาบวกกันเพื่อหาค่า det

สมบัติของ ดีเทอร์มิแนนต์ ที่ออกสอบบ่อยที่สุด

ในข้อสอบระดับแข่งขันหรือแนว โจทย์เมทริกซ์ ม.ปลาย มักจะไม่ให้เราคำนวณหา det ตรงๆ จากเมทริกซ์ขนาดใหญ่ แต่จะทดสอบความเข้าใจเกี่ยวกับสมบัติของ det เพื่อตัดรูปสมการให้สั้นลง ตารางด้านล่างนี้คือสูตรที่น้องๆ ต้องท่องจำให้ขึ้นใจก่อนเข้าห้องสอบ:

สูตร / สมบัติของ ดีเทอร์มิแนนต์

คำอธิบายและการนำไปใช้ในข้อสอบ

\det(AB) = \det(A) \cdot \det(B)

ดีเทอร์มิแนนต์สามารถกระจายเข้าไปในการคูณเมทริกซ์ได้โดยตรง

\det(A^t) = \det(A)

การสลับเปลี่ยนแถวเป็นหลัก (Transpose) ไม่มีผลทำให้ค่า det เปลี่ยนแปลง

\det(kA) = k^n \cdot \det(A)

เมื่อดึงตัวเลข k ออกนอก det ต้องยกกำลังด้วย n ซึ่งเป็นมิติขนาดของเมทริกซ์จัตุรัสนั้น

\det(A^{-1}) = \frac{1}{\det(A)}

det ของอินเวอร์สการคูณมีค่าเท่ากับส่วนกลับของ det ของเมทริกซ์เดิม (โดยที่ det ต้องไม่เท่ากับ 0)

\det(A^m) = (\det(A))^m

เราสามารถหา det ของเมทริกซ์เดิมแล้วนำมายกกำลังได้เลย ไม่จำเป็นต้องนำเมทริกซ์ไปคูณกัน m ครั้ง

\det(I) = 1 \quad \text{และ} \quad \det(\underline{0}) = 0

ค่า det ของเมทริกซ์เอกลักษณ์เป็น 1 เสมอ และของเมทริกซ์ศูนย์เป็น 0 เสมอ

การคำนวณหา อินเวอร์สการคูณ ของเมทริกซ์ (Inverse Matrix)

อินเวอร์สการคูณ ของเมทริกซ์ A เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ A^{-1} คือเมทริกซ์พิเศษที่เมื่อนำมาคูณกับเมทริกซ์ A ไม่ว่าจะคูณจากข้างหน้าหรือข้างหลัง จะต้องได้ผลลัพธ์เป็นเมทริกซ์เอกลักษณ์ I เสมอ นั่นคือ A \cdot A^{-1} = A^{-1} \cdot A = I

สูตรอินเวอร์สการคูณสำหรับเมทริกซ์ขนาด 2×2

ถ้าน้องๆ เจอเมทริกซ์ขนาด 2 \times 2 ในรูป A = \begin{bmatrix} a & b \\ c & d \end{bmatrix} สามารถใช้สูตรลัดที่ง่ายและเร็วที่สุดได้ทันที ดังนี้:

A^{-1} = \frac{1}{\det(A)} \begin{bmatrix} d & -b \\ -c & a \end{bmatrix} = \frac{1}{ad-bc} \begin{bmatrix} d & -b \\ -c & a \end{bmatrix}

เทคนิคการจำ: หาค่า det มาเป็นตัวหารด้านหน้า สลับตำแหน่งสมาชิกในแนวทแยงหลัก (a กับ d สลับที่กัน) และเปลี่ยนเครื่องหมายสมาชิกในแนวทแยงรองให้เป็นตรงกันข้าม (b กลายเป็น -b และ c กลายเป็น -c)

เงื่อนไขสำคัญที่ออกสอบบ่อย: เราจะสามารถหา อินเวอร์สการคูณ ได้ก็ต่อเมื่อ ค่า \det(A) \neq 0 เท่านั้น ซึ่งเราจะเรียกเมทริกซ์ที่หาอินเวอร์สได้นี้ว่า เมทริกซ์ไม่เอกฐาน (Non-singular Matrix) แต่หากคำนวณแล้วได้ค่า \det(A) = 0 เราจะเรียกว่า เมทริกซ์เอกฐาน (Singular Matrix) ซึ่งจะไม่มีอินเวอร์สการคูณเด็ดขาด

การประยุกต์ใช้เมทริกซ์เพื่อแก้ระบบสมการเชิงเส้น

หนึ่งในจุดประสงค์หลักที่เราเรียนเรื่อง เมทริกซ์ ในระดับชั้น ม.5 ก็เพื่อนำกลุ่มตัวเลขเหล่านี้ไปช่วยแก้ปัญหาระบบสมการเชิงเส้นที่มีหลายตัวแปรได้อย่างเป็นระบบ โดยเราสามารถแปลงระบบสมการให้อยู่ในรูปสมการเมทริกซ์ AX = B (เมื่อ A คือเมทริกซ์สัมประสิทธิ์หน้าตัวแปร, X คือเมทริกซ์ตัวแปรที่เราต้องการหาค่า และ B คือเมทริกซ์ผลลัพธ์ที่เป็นตัวเลขค่าคงที่อีกฝั่ง) วิธีการหาคำตอบที่นิยมใช้ในข้อสอบประกอบด้วยสองวิธีหลัก:

กฎของคราเมอร์ (Cramer’s Rule)

เป็นวิธีที่สะดวกมากหากโจทย์สั่งให้หาค่าตัวแปรเพียงตัวใดตัวหนึ่ง โดยใช้หลักการของดีเทอร์มิแนนต์ สูตรมีอยู่ว่า คำตอบของตัวแปรที่ i จะหาได้จาก:

x_i = \frac{\det(A_i)}{\det(A)}

โดยที่ A_i คือ เมทริกซ์สัมประสิทธิ์ A ที่ถูกถอดหลักที่ i ออก แล้วนำสมาชิกของเมทริกซ์ค่าคงที่ B เข้าไปสวมแทนที่พิกัดนั้น

การดำเนินการตามแถว (Row Operations)

เป็นการเขียนเมทริกซ์ในรูปแบบเมทริกซ์แต่งเติม เขียนสัญลักษณ์แทนด้วย [A | B] จากนั้นเราจะใช้กฎการแปลงตามแถว (Elementary Row Operations หรือ ERO) ได้แก่ การสลับแถว, การนำตัวเลขที่ไม่ใช่ศูนย์ไปคูณแถวใดแถวหนึ่ง หรือการนำแถวหนึ่งไปบวกกับทวีคูณของอีกแถวหนึ่ง เป้าหมายคือเพื่อคำนวณและลดรูปจัดหน้าตาให้ฝั่งซ้ายที่เป็นเมทริกซ์ A เปลี่ยนเป็นเมทริกซ์เอกลักษณ์ I ซึ่งเมื่อทำสำเร็จ ตัวเลขในฝั่งขวาที่เป็นฝั่ง B จะกลายเป็นคำตอบของตัวแปร X ทันทีในรูปแบบ [I | X]

ตะลุยโจทย์และแนวข้อสอบเมทริกซ์ ม.ปลาย พร้อมเฉลยอย่างละเอียด

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและพร้อมสำหรับทำข้อสอบจริง เรามาลุยตัวอย่างโจทย์แนวประยุกต์และเฉลยวิธีทำทีละขั้นตอนกันเลยครับ

โจทย์ข้อที่ 1 (ระดับพื้นฐานโรงเรียน): กำหนดให้ เมทริกซ์ A = \begin{bmatrix} 4 & 2 \\ 7 & 4 \end{bmatrix} จงคำนวณหาเมทริกซ์ตัวผกผันหรือ อินเวอร์สการคูณ ของเมทริกซ์ A (A^{-1})

วิธีทำอย่างละเอียด:

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบก่อนว่าเมทริกซ์นี้สามารถหาอินเวอร์สได้หรือไม่ โดยคำนวณหาดีเทอร์มิแนนต์ตามสูตรคูณลงลบคูณขึ้น

\det(A) = (4 \times 4) – (2 \times 7) = 16 – 14 = 2

เนื่องจากค่า \det(A) = 2 ซึ่งไม่เท่ากับ 0 แสดงว่าเมทริกซ์นี้หาอินเวอร์สการคูณได้

ขั้นตอนที่ 2: ใช้สูตรลัดสำหรับเมทริกซ์ขนาด 2×2 โดยสลับที่สมาชิกบนเส้นทแยงมุมหลัก (เลข 4 กับเลข 4 สลับตำแหน่งกันได้ค่าเดิม) และกลับเครื่องหมายสมาชิกบนเส้นทแยงมุมรอง (เลข 2 กลายเป็น -2 และเลข 7 กลายเป็น -7)

A^{-1} = \frac{1}{\det(A)} \begin{bmatrix} 4 & -2 \\ -7 & 4 \end{bmatrix} = \frac{1}{2} \begin{bmatrix} 4 & -2 \\ -7 & 4 \end{bmatrix}

ขั้นตอนที่ 3: คูณสเกลาร์ \frac{1}{2} กระจายเข้าไปหาสมาชิกทุกตัวในเมทริกซ์

A^{-1} = \begin{bmatrix} \frac{4}{2} & \frac{-2}{2} \\ \frac{-7}{2} & \frac{4}{2} \end{bmatrix} = \begin{bmatrix} 2 & -1 \\ -3.5 & 2 \end{bmatrix}

คำตอบสุดท้าย: \begin{bmatrix} 2 & -1 \\ -3.5 & 2 \end{bmatrix}

โจทย์ข้อที่ 2 (แนวข้อสอบแข่งขันมหาวิทยาลัย / A-Level): กำหนดให้ A เป็นเมทริกซ์จัตุรัสขนาดมิติ [3 \times 3] โดยที่ค่าของ \det(A) = 3 จงหาค่าของดีเทอร์มิแนนต์ในรูปพจน์ \det(3A^t \cdot A^{-1})

วิธีทำอย่างละเอียด:

ข้อนี้เราไม่จำเป็นต้องรู้หน้าตาของเมทริกซ์ A เลย แต่ให้ใช้สมบัติของดีเทอร์มิแนนต์ในการแยกส่วนคำนวณทีละขั้น ดังนี้ครับ

จากสมบัติข้อแรก ดีเทอร์มิแนนต์สามารถกระจายในการคูณได้ จะได้รูปพจน์ออกมาเป็น:

\det(3A^t \cdot A^{-1}) = \det(3A^t) \cdot \det(A^{-1})

พิจารณาพจน์แรก \det(3A^t): ใช้สมบัติการดึงค่าคงที่ออกจาก det ตัวสเกลาร์เลข 3 เมื่อถูกดึงออกมาต้องยกกำลังด้วยมิติขนาดเมทริกซ์ ซึ่งโจทย์กำหนดไว้ว่าเป็นมิติ [3 \times 3] ดังนั้น n = 3

\det(3A^t) = 3^3 \cdot \det(A^t) = 27 \cdot \det(A^t)

และเนื่องจากสมบัติ \det(A^t) = \det(A) จะได้พจน์แรกเท่ากับ 27 \cdot \det(A)

พิจารณาพจน์ที่สอง \det(A^{-1}): จากสมบัติอินเวอร์สจะได้ \det(A^{-1}) = \frac{1}{\det(A)}

นำผลลัพธ์ทั้งสองพจน์กลับมาคูณร่วมกันในสมการหลัก:

\det(3A^t \cdot A^{-1}) = (27 \cdot \det(A)) \cdot \left(\frac{1}{\det(A)}\right)

สังเกตเห็นว่าตัวแปร \det(A) อยู่ทั้งในรูปตัวตั้งและตัวหาร จึงสามารถหารตัดกันได้ลงตัวพอดีเป็น 1

เหลือค่าคำตอบสุทธิเท่ากับ [27 \times 1 = 27]

คำตอบสุดท้าย: 27

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q: เราสามารถนำเมทริกซ์ที่มีมิติต่างกันมาคูณกันได้ไหม?

A: ได้ครับ! แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขคือ “จำนวนหลักของเมทริกซ์ตัวหน้าต้องเท่ากับจำนวนแถวของเมทริกซ์ตัวหลังพอดี” ตัวอย่างเช่น เมทริกซ์ขนาด 2 \times 3 สามารถคูณกับเมทริกซ์ขนาด 3 \times 4 ได้ และจะได้ผลลัพธ์เป็นเมทริกซ์ขนาด 2 \times 4 แต่ถ้าสลับลำดับเอาตัวหลังขึ้นก่อนจะไม่สามารถคูณกันได้ครับ

A: เมทริกซ์เอกฐาน คือ เมทริกซ์จัตุรัสที่มีค่าดีเทอร์มิแนนต์เท่ากับศูนย์พอดี (\det = 0) ความสำคัญของมันคือ เมทริกซ์ชนิดนี้จะไม่สามารถคำนวณหา อินเวอร์สการคูณ ได้ โจทย์ข้อสอบ ม.ปลาย มักนำคำนี้มาประยุกต์ตั้งเป็นเงื่อนไขเพื่อให้เราแก้หาค่าตัวแปรตัวเลขที่ซ่อนอยู่ภายในสมาชิกเมทริกซ์ครับ

A: เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดคือการจำและประยุกต์ใช้ “สมบัติของ ดีเทอร์มิแนนต์” ให้แม่นยำ เพราะข้อสอบแข่งขันมักออกแบบมาให้ดูน่ากลัวมีพจน์ยาวๆ เช่น การสั่งให้เอาเมทริกซ์มาคูณกันหลายๆ ครั้งแล้วทรานสโพสก่อนหา det แต่ถ้าน้องใช้สูตรสมบัติ det กระจายพจน์และตัดทอนเลขได้ น้องจะสามารถหาคำตอบได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาทีโดยไม่ต้องคำนวณตัวเลขในตารางเมทริกซ์เลยด้วยซ้ำครับ

เหลือเวลาอีก
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
เหลือเวลาอีก
ขั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

บัตรติว 100 ที่นั่งสุดท้าย เท่านั้น

วัน
ชั่วโมง

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที
ชั่วโมง
นาที
วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

พบกับข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

วันนี้เท่านั้น! รับ ID Book ฟรีทันที

ที่สาขาออนดีมานด์

พี่ออนดี้ส่งโมเมนต์สุดพิเศษให้น้อง

ต้อนรับวันวาเลนไทน์

ดีลดี ดีลเดียวก่อนหมดวันแห่งความรัก สมัครเลย

เหลือเวลา

ชั่วโมง
นาที

โค้งสุดท้ายแล้ว เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

โค้งสุดท้าย TPAT3 เหลือเวลา

วัน

พี่ออนดีมานด์มีตัวช่วยพิเศษ

00
วัน
00
ชั่วโมง

ข้อเสนอพิเศษมีเวลา

วัน
ชั่วโมง
นาที

เหลือเวลา

00
วัน
00
ชั่วโมง
เหลือเวลา
00
วัน
00
ชั่วโมง

เหลือเวลา

00
ชั่วโมง
00
นาที

วันสุดท้ายแล้ว

สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !

นับถอยหลังก่อนสอบเข้าเตรียมอุดม (9 มี.ค. 67)

Days
ส่วนลดสูงสุด 500 บาท
3 ชม สุดท้ายแล้วสมัครคอร์เลย
ส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท
รับฟรี! ชุดแนวข้อสอบ TPAT3
วันสุดท้ายแล้ว
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
สิ้นสุดการรอคอย สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ TCAS DEK68 เวอร์ชั่นใหม่ มาแล้ว !
โปรสุดท้าย NETSAT
เพื่อน้องมข. อีก 14 วันก่อนสอบ
โปรสุดท้าย เพื่อน้อง TU
อีก 1 เดือน ก่อนสอบ
ด่วน LIVEติว เลข โค้งสุดท้าย
ก่อนสอบเตรียมอุดมฯ